ศาลทหาร เรือลำใหญ่ ‘อุ้ยอ้าย-มีรูรั่ว’ | ธงทอง จันทรางศุ
หลังลับแล มีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ
ศาลทหาร
เรือลำใหญ่ ‘อุ้ยอ้าย-มีรูรั่ว’
เมื่อเกือบ 50 ปีมาแล้ว ในปีพุทธศักราช 2519 ผมเป็นนิสิตปีสี่ ของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การเรียนในชั้นปีสุดท้ายของคณะมีทั้งวิชาบังคับและวิชาเลือก
หนึ่งในวิชาเลือกที่ผมคิดว่าน่าสนใจและได้ลงทะเบียนเรียนไป คือ วิชากฎหมายทหาร
เพราะเวลานั้นเป็นช่วงปลายปี 2519 ต่อเนื่องกับต้นปี 2520 รัฐบาลที่มีอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรียังอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ ทหารกำลังมาแรงแซงโค้งเพราะเพิ่งมี “การปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ไปหมาดๆ คดีอาญาบางประเภทที่เคยอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมเปลี่ยนไปอยู่ในเขตอำนาจของศาลทหารซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่คุ้นเคยมาก่อน
เมื่อตอนเป็นนิสิตปีสาม วิชาพระธรรมนูญศาลยุติธรรมก็พูดถึงเรื่องศาลทหารไว้ไม่มากมายอะไรนัก ผมจึงคิดเองเออเองว่า เวลานี้เป็นเวลาสมควรยิ่งนักที่ผมจะต้องรู้เรื่องกฎหมายทหารและศาลทหารให้มากขึ้นเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในทางหนึ่งทางใดก็ตามในวันข้างหน้า
อาจารย์ที่สอนวิชากฎหมายทางทหารผมครั้งนั้น เป็นนายทหารผู้ใหญ่จากเหล่าพระธรรมนูญ ชื่อ พล.ท.ประสิทธิ์ ใจชื่น ท่านเป็นอาจารย์ที่ใจดีและสอนหนังสือให้ผมเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ขอกราบขอบพระคุณนะครับ
วิชากฎหมายทหารที่ผมเรียนคราวนั้น มีเนื้อหาเกี่ยวกับอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของทหาร เป็นต้นว่าการประกาศใช้กฎอัยการศึก กฎหมายอาญาทหารซึ่งเป็นเรื่องต่างหากจากกฎหมายอาญาทั่วไป เพราะเป็นเรื่องการกระทำความผิดในทางราชการทหาร เช่น หนีทัพต่อหน้าศัตรู อะไรประมาณนั้น
รวมทั้งอำนาจหน้าที่ของศาลทหาร ตลอดจนกระบวนพิจารณาในศาลทหาร ซึ่งมีข้อจำกัดมากกว่าศาลฝ่ายพลเรือน
ที่สำคัญและจำได้ติดใจจนถึงทุกวันนี้คือ จำเลยในศาลทหารไม่สามารถตั้งทนายเพื่อว่าต่างแก้ต่างได้ แค่นี้จำเลยก็ขาดทุนย่อยยับแล้วเพราะต้องสู้กรณีนี้กับโจทก์ซึ่งเป็นอัยการทหารที่เรียนกฎหมายมาตลอดชีวิต
ต้องไม่ลืมว่าเวลานั้นผมเป็นนิสิตปีสี่ การเลือกเรียนวิชากฎหมายทหารก็มีความประสงค์เพียงแค่เรียนเพื่อที่จะรู้ แต่ไม่คิดจะไปเกี่ยวข้องอะไรกับศาลทหาร หรือการใช้กฎหมายฝ่ายทหารแต่อย่างใด
พ่อของผมซึ่งเป็นนายทหารพระธรรมนูญ คือ นายทหารฝ่ายกฎหมายของกองทัพ ก็ไม่เคยพูดเลยแม้แต่คำน้อยที่จะสนับสนุนให้ผมทำงานตามเส้นทางที่พ่อได้เดินมา พ่อและแม่ปล่อยให้ผมเลือกเส้นทางเดินวิชาชีพได้ตามใจสมัคร
ดังนั้น พอถึงเดือนกันยายน ปี 2521 ผมก็ไปเรียนวิชากฎหมายระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาด้วยเงินทองส่งเสียจากพ่อแม่ หลักสูตรที่นั่นไม่มีวิชาบังคับเลย ขอแต่ให้เราเรียนหนังสือครบ 12 วิชา วิชาละสองหน่วยกิต รวม 24 หน่วยกิต ถ้าสอบผ่านครบถ้วนก็กลับบ้านได้แล้ว
การเลือกวิชาลงทะเบียนเรียนของผมในแต่ละวิชามีเหตุผลแตกต่างกันไป หลายวิชาเป็นวิชาในทางประวัติศาสตร์กฎหมายเพราะผมอยากกลับมาเป็นครูสอนวิชาประวัติศาสตร์กฎหมาย
หลายรายวิชาเป็นวิชาเกี่ยวกับการจัดการการศึกษาทางกฎหมาย ข้อนี้อีกเหมือนกันที่ผมเลือกเรียนด้วยสาเหตุที่อยากกลับมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และเผื่อว่าจะได้เป็นผู้บริหารการศึกษากับเขาบ้าง
แต่มีอยู่หนึ่งวิชาที่ผมเลือกลงทะเบียนเรียนเพราะเห็นว่าวิชาชื่อ Military Law ฟังดูแล้วช่างท้าทายหัวใจนัก เกิดความอยากรู้ขึ้นมาทีเดียวว่าเมืองฝรั่งอเมริกาเขามีกฎหมายทหารว่าอะไร
จะเหมือนกันหรือแตกต่างกันกับกฎหมายทหารบ้านเราที่ตรงไหน
พอถึงเวลาเข้าไปในชั้นเรียนและอ่านเอกสารประกอบทั้งหลายแล้วจึงพบความจริงว่า แนวคิดของคำว่าวิชากฎหมายทหารของเขา ตีลังกากลับตาลปัตรกับเนื้อหาวิชากฎหมายทหารบ้านเราแบบ 100%
เพราะวิชากฎหมายทหารแบบฝรั่งนั้น มีเนื้อหาสำคัญว่า อำนาจของฝ่ายทหารมีขอบเขตจำกัดอย่างไร ถ้ามีการกระทบกระทั่งระหว่างอำนาจของฝ่ายทหารกับสิทธิเสรีภาพของพลเรือนหรือของพลเมืองทั่วไป แนววินิจฉัยของศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาวางบรรทัดฐานไว้อย่างไร
การเรียนหนังสือวิชานี้จึงว้าวมาก เพราะเห็นได้ทีเดียวว่าวิธีคิดของกฎหมายทหารฝรั่งนั้น เน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ
ตัวบทกฎหมายก็ดี การบังคับใช้กฎหมายก็ดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารต้องเรียนรู้แนวคิดเช่นนี้
และอย่าได้เผลอออกไปนอกกรอบเป็นอันขาด
ย้อนกลับมาดูแนวคิดในเรื่องนี้ภายในบ้านเมืองของเราดูบ้างว่า 50 ปีหรือครึ่งศตวรรษที่ผ่านไปมีอะไรเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนแปลงไปเพียงใดแค่ไหน
ดูแล้วก็จำเป็นต้องตอบว่า เรายังสนุกกับการย่ำเท้าอยู่กับที่
เมื่อไม่กี่วันผ่านมา มีคดีสำคัญเรื่องหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไป เรียกขานชื่อคดีว่า “คดีน้องเมย” มูลคดีเกิดขึ้นเมื่อปี 2560 เรื่องมีอยู่ว่านักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารนายหนึ่ง ถูกรุ่นพี่ซึ่งมีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาลงโทษอย่างรุนแรงหลายครั้งจนกระทั่งถึงแก่ความตาย หลังจากสู้คดีกันอยู่หลายปี ศาลทหารสูงสุดมีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลย 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา เพื่อ “จำเลยจะได้รับราชการเป็นประโยชน์กับประเทศชาติต่อไป”
เมื่อคำพิพากษาปรากฏผลออกมาเช่นนี้ คงไม่ต้องอธิบายให้ยาวความว่าจะมีเสียงสรรเสริญดังมาจากทั่วสารพัดทิศอย่างไรบ้าง
หลายคนบอกให้เราคิดต่อไปอีกด้วยว่า คดีที่มีลักษณะทำนองเดียวกันนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และถ้ามีคำพิพากษาออกมาในแนวทางอย่างนี้ เรื่องลักษณะเดียวกันก็ความโน้มเอียงที่จะเกิดขึ้นได้อีกมากในวันข้างหน้าเพราะหมูไม่กลัวน้ำร้อนเสียแล้ว
ถ้าขยับความวิตกกังวลขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง เราก็จะได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทของศาลทหารในการผดุงความยุติธรรม รวมถึงประเด็นที่มีคนอยากให้ทบทวนบทบาทของศาลทหารว่า ตามความจำเป็นของระบบแล้วควรอยู่อย่างไรเป็นอย่างไร
ผมเองมีความเห็นว่า ถ้าศาลทหารจะมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาในคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายของทหารเองโดยเฉพาะ เช่น การรบทัพจับศึก วินัยทหาร หรืออะไรทำนองนี้ ก็มีเหตุผลที่เข้าใจได้
แต่ถ้าเป็นคดีที่มีลักษณะเป็นความผิดในทางอาญาทั่วไป เช่น ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย หรือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญา เช่น บังคับสูญหาย หรือทรมานทรกรรมต่างๆ แม้ผู้กระทำความผิดก็ดี ผู้เสียหายก็ดี จะเป็นทหารทั้งสองฝ่าย ผมก็มีความเห็นว่าลักษณะคดีประเภทนี้ควรขึ้นศาลยุติธรรมตามปกติ ทหารก็เป็นประชาชนคนหนึ่งทำไมถึงขึ้นศาลยุติธรรมเหมือนประชาชนคนอื่นไม่ได้เล่า
พูดถึงคำว่า “ความยุติธรรม” ขึ้นมาตรงนี้แล้วก็มีข้อน่าคิดว่า เมื่อครั้งที่ผมเป็นเด็ก เรียนหนังสืออยู่ชั้นประถม ครูบอกให้ผมท่องจำว่าปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม
แต่เมื่อมีอายุมากขึ้นและมีประสบการณ์มากขึ้นตามอายุ ผมกลับพบว่า ชีวิตมนุษย์ที่จะมีความปกติสุขได้นอกจากปัจจัย 4 ซึ่งเป็นพื้นฐานเบื้องต้นแล้ว
สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ ความรู้สึกว่าตัวเองได้รับความยุติธรรม
ผมพูดหรือเขียนอย่างนี้ ท่านที่ฟังหรืออ่านข้อความแล้วอาจจะไม่รู้สึกว่าเป็นความจริง อะไรจะมีผลกระทบข้างเคียงรุนแรงถึงขนาดนั้นเชียวหรือ ต้องลองให้ท่านได้รับความอยุติธรรมสักครั้ง คราวนี้จะเห็นชัดทีเดียวครับว่าความยุติธรรมมีความหมายสำหรับชีวิตเพียงใด
ถ้ารัฐใดไม่สามารถวางหลักประกันได้ว่ามีความยุติธรรมอยู่จริง ความคับแค้นเกิดขึ้นในใจ การแก้แค้นก็เกิดขึ้นตามมาในมิติหรือรูปแบบต่างๆ ถ้าเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ทับทวีมากขึ้น รัฐนั้นก็ต้องล่มสลายไปในที่สุด
อย่าได้ดูถูกรูรั่วขนาดเล็กของเรือลำใหญ่เป็นอันขาด ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแลแก้ไข มีรูรั่วเกิดขึ้นซ้ำซากอีกหลายรู รูรั่วเดิมก็ขยายกว้างขึ้น จากรูรั่วขนาดเล็กกลายเป็นรูรั่วขนาดใหญ่
เรือลำไหนจะไม่ล่มกันบ้างก็ให้มันรู้กันไป
ศาลทหารในทัศนะของผมก็เป็นเรือลำใหญ่ลำหนึ่งที่อุ้ยอ้ายมากและมีรูรั่วจนพรุนเสียแล้ว
เฮ้อ!
