เมื่อ ‘เสียงปืน’ เงียบลง | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ |ปราปต์ บุนปาน
“สงคราม” ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่นำไปสู่การสูญเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ทำให้ “เสียงประเภทหนึ่ง” ดังขึ้นมา จนแทบจะกลายเป็น “เสียงหลักเสียงเดียว” ในสังคม และกลบ “เสียงอื่นๆ” ไปจนหมดสิ้น
นั่นคือ “เสียงของอุดมการณ์ชาตินิยม” หรือ “เสียงของพลเรือนที่สมาทานความคิดแบบทหาร” (เสียยิ่งกว่าทหารจริงๆ)
นี่เป็นสภาพการณ์ที่พอเข้าใจได้ ว่า “สรรพเสียงที่ไร้ความหลากหลาย” ดังกล่าว ย่อมถือกำเนิดมาจากอารมณ์โกรธแค้นของผู้คนพลเมือง ซึ่งต้องรับทราบเรื่องเศร้าข่าวร้าย ว่ามีเพื่อนร่วมชาติเสียชีวิตลงจากกำลังอาวุธของประเทศข้างเคียง
แต่คงมิใช่แนวโน้มที่ดีสักเท่าไร ที่สังคมหนึ่งๆ กำลังขับเคลื่อนตัวเองไปสู่การสู้รบโรมรันกับอริราชศัตรู ด้วยพลังของ “เสียงหลักเสียงเดียว” แบบนี้
หากสังคมไทยจำเป็นต้องมีโอกาสรับฟัง “เสียงอื่น” บ้าง

การเปิดโต๊ะเจรจากันระหว่างผู้นำรัฐบาลไทยกับกัมพูชา ที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีแรงผลักดันจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งลงเอยด้วย “ข้อตกลงหยุดยิง”
ถือเป็นจังหวะห้วงเวลาสำคัญ ที่มีแนวโน้มจะทำให้ “เสียงปืน” จากกองทัพของทั้งสองประเทศเงียบสงัดลง (แม้ไม่ฉับพลันทันที) แล้วเปิดโอกาสให้ “เสียงอื่นๆ” ดังขึ้นมาแทน
ไม่ว่าจะเป็นเสียงประเมินว่า ถ้าไทยกับกัมพูชายังเดินหน้ารบกันไปเรื่อยๆ ผลกระทบหรือผลเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะมีมหาศาลขนาดไหน? (ซึ่ง “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ช่วยเตือนดังๆ ให้แล้ว)
เสียงประเมินว่า ไทยที่เคยเป็น “เบอร์ใหญ่” ของประชาคมอาเซียนเมื่อนานมาแล้ว จะมีตำแหน่งแห่งที่เช่นไรในภูมิภาคนี้ ภายหลังความขัดแย้งรอบนี้?
หรือไทยกับกัมพูชา ซึ่งมี “ภูมิกายา” ที่ต้องอยู่ติดกันไปตลอดกาล (ไม่ว่าทั้งสองประเทศจะถูกปกครองโดยใครหรือระบอบใด) จะมีความสัมพันธ์อย่างไรต่อไปในอนาคต?
ตลอดจนการพยายามหาคำตอบว่า เมื่อกองทัพได้รับความนิยมมากขึ้น คำถามต่อเนื่องคือประชาชนกำลังนิยมกองทัพในฐานะ “ทหารอาชีพ” ที่ป้องกันประเทศจากข้าศึกผู้รุกราน หรือนิยมกองทัพในฐานะ “ตัวแสดงทางการเมือง” ด้วย?
หากเป็นอย่างหลัง ดุลอำนาจทางการเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางไหน อย่างไร? ในขณะที่คะแนนนิยมของรัฐบาลเพื่อไทยกลับไม่กระเตื้องขึ้นเลยท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบ

กระนั้นก็ดี ไม่ค่อยมั่นใจนักว่าในทางยาว สังคมไทยจะพร้อมยกย่องเชิดชูประคับประคองหนุนเสริม “วีรบุรุษสงคราม” หรือ “อุดมการณ์/จิตวิญญาณที่นิยมสงคราม” ไปจนตลอดรอดฝั่ง
ประวัติศาสตร์บอกเราว่า แม้บางครั้ง “วีรบุรุษสงคราม” บางท่าน อาจมีวีรกรรมเก่งกล้าเปี่ยมสีสันในเรื่องเล่าพงศาวดาร ทว่า ผู้นำยุคสมัยถัดมากลับไม่ยอมสืบทอด “อุดมการณ์ทำสงคราม” ต่อเนื่องจากมหาบุรุษผู้นั้น
บางคราว “วีรบุรุษสงคราม” ที่ “กู้แผ่นดิน” คืนมาได้ ก็กลายเป็นผู้ล้มเหลวพ่ายแพ้ทางการเมือง ณ บั้นปลายชีวิต จนมีบทสรุปที่ไม่แน่ชัดคลุมเครือในหน้าประวัติศาสตร์
สำหรับอดีตระยะใกล้หน่อย ก็แทบไม่มี “ทหารเก่า” คนไหนคุยโวเสียงดังในช่วงปัจฉิมวัยว่า ตัวเองเคยไปรบในเวียดนาม คงเพราะเริ่มไม่แน่ใจว่านั่นเป็นวีรกรรมที่หาญกล้า หรือเป็นแค่กลไกเล็กๆ หน่วยหนึ่งในความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์-ภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่
หรือหลังจากนี้ ก็ไม่แน่ใจว่า “ประชาชนที่เชียร์กองทัพไทยให้ทำสงครามสั่งสอนกัมพูชา” จะสนับสนุนหรือคัดค้าน “การเกณฑ์ทหาร” เมื่อพวกเขาเริ่มตระหนักว่า ในบริบทความขัดแย้งปัจจุบัน มีทหารชั้นผู้น้อยที่ต้องสังเวยชีวิตจริงๆ เพราะการทำศึกสงครามกับเพื่อนบ้าน
พูดอีกแบบคือ “ทหารเกณฑ์” อาจไม่ได้มีชีวิตอยู่ในกรมกองหรือคอยรับใช้บ้านนายเพียงเท่านั้น แต่ต้องไปเสี่ยงภัยในสนามรบด้วย

ท้ายสุด มี “อีกเสียงหนึ่ง” ที่น่าจะดังออกมา แต่พวกเรากลับไม่ได้ยินเสียงนี้เลยระหว่างเสียงสนั่นหวั่นไหวของอาวุธยุทโธปกรณ์ นั่นคือ “เสียงเตือน-เสียงดึงสติ” ผู้คนในสังคมจากนักบวชผู้ทรงศีลทางศาสนา โดยเฉพาะ “พุทธศาสนาเถรวาทไทย” ซึ่งกำลังประสบภาวะวิกฤตศรัทธาอย่างหนัก
เสียงที่ควรเตือนศาสนิกชนทั้งหลายว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การทำสงคราม ใช้อาวุธประหัตประหารกัน คือ “อวิชชา” ซึ่งชักนำให้มนุษย์ที่ควรรักเมตตาต่อกัน หลงทางไปสู่วิถีแห่งการทำลายล้างเข่นฆ่ากัน
เหมือนเมื่อคราวที่ “พระอุบาลีคุณูปมาจารย์” (จันทร์ สิริจนฺโท) ครั้งยังเป็น “พระเทพโมลี” เคยกล้าเตือนสังคมสยามในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1
หวังว่า หลังจากนี้ เราคงได้ยิน “เสียงอื่นๆ” เหล่านั้นมากขึ้น เพราะนั่นคือเสียงที่จะนำพาสังคมไทยกลับคืนสู่วิถีปกติของ “ความเป็นสังคมพลเรือน”
