‘การเมืองไทย’ (ไม่ได้) หมุนเป็นวงกลม? | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
กระแสชาตินิยม (เลี้ยวขวา) ก็ดี กระแสนิยมทหาร-กองทัพ และแอนตี้นักการเมือง (ซึ่งบางส่วนก็ทำให้ตัวเองเสื่อมความนิยมลง แบบโทษใครอื่นไม่ได้) ก็ดี ตลอดจนความขัดแย้ง ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากประเด็นเขตแดน-โบราณสถาน กับประเทศเพื่อนบ้านก็ดี
ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกว่า ประเทศไทยและการเมืองไทยเหมือนจะเดินหมุนเป็น “วงกลม” กลับไปสู่สถานการณ์หรือวิกฤตการณ์เดิมๆ ในทศวรรษ 2540-2550 อีกครั้ง
ในมุมมองของผม แม้สมมุติฐานว่าสังคมการเมืองไทยคล้ายกำลังหมุนย้อนกลับเป็น “วงกลม” จะพอฟังขึ้นอยู่บ้าง
แต่หากพิจารณารายละเอียดดีๆ พวกเราทุกคนก็อาจไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางประวัติศาสตร์ที่หมุนซ้ำทับรอยเดิมอย่างไม่รู้จบ เสียทีเดียว
ข้อโต้แย้งใหญ่สุด ก็คือ ถ้าตีความว่าประเทศไทยกำลังหมุนกลับเป็น “วงกลม” ไปสู่สถานการณ์เมื่อ 1-2 ทศวรรษก่อน นั่นย่อมหมายความว่า เราจะสามารถใช้ประสบการณ์จากช่วงปลายทศวรรษ 2540 ถึงตลอดทศวรรษ 2550 มาเป็น “กรอบการวิเคราะห์” หรือ “เครื่องมือแก้ไข” ปัญหาในปัจจุบันได้ทันที
ทว่า ในความเป็นจริง ทุกคนต่างตระหนักดีว่า เราทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะมีเหตุ ปัจจัย บริบทหลายต่อหลายอย่างที่ไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว
อย่างน้อยที่สุด ประเทศไทยในช่วงสิบยี่สิบปีก่อน ก็ไม่ได้ตกอยู่ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างขั้วอำนาจสองขั้ว ที่เข้มข้นแหลมคมเหมือนในยุคปัจจุบัน
หรือหากประเมินด้วยเงื่อนไขภายใน สถาบันหลักต่างๆ ทางการเมือง สังคม วัฒนธรรมของไทย ณ ปลายทศวรรษ 2560 ก็อ่อนแอทรุดโทรมลงไปมาก และมีพลังในการเหนี่ยวรั้งศรัทธาของผู้คนน้อยลงกว่าเดิมชัดเจน (ดังกรณีล่าสุด คือ สถาบันศาสนา)
ในแง่หนึ่ง สังคมไทย ณ ทศวรรษ 2560 จึงเดินหน้าไปพบกับความท้าทายใหม่ๆ ซึ่งมีความผิดแผกแตกต่างจากชุดปัญหาเดิมๆ ที่พวกเรารู้จักคุ้นเคย
ข้อเสนอของผม ก็คือ สังคมการเมืองไทยได้เดินหน้ามาไกลถึงอีกหมุดหมายหนึ่งเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่การเดินไปข้างหน้ามิได้หมายถึงการมี “พัฒนาการ/วิวัฒนาการ” หรือการพานพบ “สิ่งแปลกใหม่” แค่ด้านเดียว
หากเรายังเลี่ยงไม่พ้น ที่จะต้องเผชิญกับปัญหาเก่าๆ ใหญ่ๆ ที่ยังชำระสะสางไม่สำเร็จอีกหลายประการ ซึ่งดำรงอยู่อย่างปะปนซ้ำซ้อนกับปัญหาใหม่ๆ
ดังเช่นปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชา ซึ่งถูกกระตุ้นด้วยเงื่อนไขเรื่องสมดุลอำนาจที่แปรเปลี่ยนไปในกลุ่มชนชั้นนำของทั้งประเทศ แต่ขณะเดียวกัน ปัญหานี้ก็ยังถูกหล่อเลี้ยงด้วยอุดมการณ์ (เชื้อ) ชาตินิยม และอารมณ์ความรู้สึกเกลียดชังเพื่อนบ้าน ที่ฝังลึกเรื้อรังมายาวนานทั้งในสังคมไทยและประเทศข้างเคียง
ต่อให้ในปี 2568 ประเทศไทยมีรัฐบาลที่นำโดย “พรรคก้าวไกล” ตรงตามฉันทมติของประชาชนจากการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ.2566 แต่เราก็อาจจะหลีกหนีปัญหาชาตินิยมเอียงขวาเช่นนี้ไปไม่ได้
เพราะประชาชนจำนวนมากก็ยังเป็นประชาชนกลุ่มเดิม ซึ่งถูกปลูกฝังกล่อมเกลามาด้วยแนวคิดทางการเมือง-วัฒนธรรมกระแสหลักอย่างฝังแน่นซึมลึก
นอกจากนั้น “รัฐบาลก้าวไกล” ซึ่งมีอายุแค่ราวสองปี ก็คงยังไม่สามารถจำกัดบทบาททางการเมืองของกองทัพลงได้อย่างถึงรากถึงโคน และไม่สามารถป้องปรามกระบวนการทำงานของ “ไอโอไม่ทราบฝ่าย” ได้โดยเด็ดขาด
ย้อนไปในราว 5-10 ปีก่อน หลายคนคงคิดตรงกันว่า อาการชาตินิยมลักษณะที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยตอนนี้ น่าจะไปปะทุผ่านปัญหาความขัดแย้งเรื่องชาติพันธุ์-อุดมการณ์ในพื้นที่ “ชายแดนภาคใต้” ไม่ก็ปัญหา “ผู้อพยพจากเมียนมา” ทางชายแดนฝั่งตะวันตก โดยไม่คิดว่าหวยจะมาออกที่ “ชายแดนด้านกัมพูชา”
น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกว่า ขณะที่ความขัดแย้งกรณี “เขาพระวิหาร” ในทศวรรษ 2550 ถูกมัดรวมแน่นกับอุดมการณ์ทางการเมืองแบบ “จำกัดวง” ของ “ม็อบเสื้อเหลือง” หรือ “คนชั้นกลางกรุงเทพฯ”
อาการ “เกลียดชังพวกเขมร” ในหมู่คนไทยระลอกนี้ กลับลุกลามแพร่กระจายไปทั่วทั้งประเทศและครอบคลุมประชากรทุกชนชั้นในสังคม
(นี่คือเครื่องยืนยันว่า ปัญหาที่เรากำลังประสบพบเจอมีความแตกต่างจากปัญหาเมื่อทศวรรษก่อน โดยบางฝ่ายอาจวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจในประเทศที่ตกต่ำลง และตำแหน่งแห่งที่ในประชาคมนานาชาติที่อ่อนด้อยลงของไทย ทำให้พวกเรามีวิธีคิดแบบ “ชาตินิยม” ที่กีดกันคนชาติอื่นๆ มากขึ้น)
แน่นอนว่า สังคมไทยยังคงซ่อนเร้น “ปัญหาใต้พรม” ไว้อีกมากมายหลายเรื่อง ยิ่ง “การเมืองดี” ไปกว่านี้ “การเมืองเคลื่อนหน้า” ไปไกลขึ้น “ปัญหาที่เคยถูกปกปิดเอาไว้” ก็จะยิ่งพวยพุ่งออกมาเต็มไปหมด
กระทั่งคนมีอำนาจ/ความชอบธรรมทางการเมืองในยุคสมัยนั้นๆ ก็อาจไม่มีศักยภาพมากพอ ที่จะรับมือหรือแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ไม่ต้องกล่าวถึงคนไร้อำนาจและขาดความชอบธรรมทางการเมือง
