bg-single

อคติดินแดน | คำ ผกา

19.08.2025

คำ ผกา

อคติดินแดน

ผลของโพลจะสะท้อนความจริงหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับ

หนึ่ง ผลของโพลมีส่วนในการสร้าง “ความจริง” ขึ้นมาในสังคมอย่างไร

สอง ตัวเราเลือกจะ “ขยายผล” โพลอันไหน เพราะอะไร ซึ่งคำตอบมันไม่ยากเลย เช่น หากฉันเป็นฝ่ายที่เชียร์รัฐบาล ฉันก็เลือกที่จะเผยแพร่ผลโพลที่เป็นบวกต่อรัฐบาล หากฉันเป็นฝ่ายที่ไม่ชอบรัฐบาล หากเจอผลโพลที่บอกว่า ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล ฉันก็จะรีบเอาผลโพลนั้นมาตีฟูว่า ดูสิประชาชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาลขนาดนี้ ทำไมไม่ยุบสภา

สาม เมื่อฉันรู้ว่าผลของโพลมีส่วนในการสะท้อน “ความจริง” ทางความรู้สึกแก่สังคม ฉันก็จะพยายามมีสำนักโพลของตัวเองที่จะออกแบบการสำรวจเพื่อนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีแก่ความนิยมของตัวเอง เพราะเมื่อดูผลโพล น้อยคนจะเข้าไปดูในรายละเอียดวิธีการทำโพล วิธีการตั้งคำถาม วิธีการหากลุ่มตัวอย่าง

สำหรับฉันโพลไม่ได้สะท้อนความจริงทางความรู้สึกของสังคมต่อเรื่องนั้นๆ แต่เป็นเครื่องมือชี้นำว่าสังคมควรรู้สึกอย่างไรต่อเรื่องนั้นๆ

ซึ่งแปลว่าเราจะไม่ให้ความสำคัญเลยก็ไม่ได้ในฐานะที่มันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างชัดเจน และยังไม่นับว่าแต่ละสำนักที่ทำโพลย่อมมีอคติและฉันทาคติเป็นของตนเอง

แน่นอน ฉันกำลังพูดถึงผลโพลของสองสำนักที่สัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นคือ นิด้าโพลที่ผลออกมาบอกว่า ความนิยมของกองทัพพุ่งสูงมากในขณะที่ความนิยมและความเชื่อมั่นของรัฐบาลน้อยกว่ากองทัพ และสื่อก็จะนำไปพาดหัวให้ชวนตกใจว่า

“นิด้าโพลเผยประชาชน 75% พอใจ-ไว้ใจกองทัพ ไม่เชื่อมั่นรัฐบาล-กระทรวงการต่างประเทศจัดการปัญหาไทย-กัมพูชา”

ถ้าอ่านแค่นี้ไม่ลงรายละเอียด ไม่ต้องใช้สมองมากนักและบังเอิญว่าเกลียดรัฐบาลอยู่เป็นทุน ฉันก็จะสรุปกับตัวเองว่า “เห็นไหมว่ารัฐบาลนี้ทำงานห่วยขนาดไหน บ้าบอที่สุด ทำไมฉันต้องมาทนอยู่กับรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น ไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติ”

แต่ถ้าเราไปดูในรายละเอียดของโพล เราจะพบว่านี่เป็นการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างเพียง 1,310 ตัวอย่างเท่านั้น (แต่ก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าผลโพลนี้ไม่มีความเป็นความหมาย เพราะหากผลโพลมันออกมาสอดรับกับความเชื่อของเราต่อให้มีกลุ่มตัวอย่างแต่สองร้อยคน เราก็จะบอกว่าโพลนี้แม่นยำมาก)

รายละเอียดของผลโพลนี้น่าสนใจว่าคำตอบสอดคล้องกันหมด นั่นคือ

– มั่นใจในกองทัพมากกว่ากระทรวงการต่างประเทศในเรื่อง “การปกป้องผลประโยชน์ของชาติ”

– ต้องการให้เจรจาทางการทูต

– ต้องการไปสู้ในศาลโลก

– อะไรก็ได้แต่ต้องไม่เสียดินแดน ไม่เสียเปรียบกัมพูชา

– ไม่ต้องการให้โรงพยาบาลในประเทศไทยรักษาพยาบาลคนกัมพูชา

น่าสนใจกว่านั้นว่ามีคนเพียงร้อยละ 2.9 เท่านั้นที่เห็นว่าควรเปิดด่านทั้งหมดเพื่อให้เศรษฐกิจชายแดนกลับสู่ภาวะปกติ

หากฉันเป็นคนที่ต้องวิเคราะห์ผลโพลนี้

ความกังวลแรกของฉันไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนเลื่อมใสในกองทัพมากกว่ารัฐบาล

แต่เป็นเรื่องที่สังคมไทยมีทัศนคติต่อเรื่องชายแดน เรื่องสันติภาพ และเรื่องชาตินิยมในทิศทางที่สร้างสรรค์ สะท้อนสภาวะขวาจัดคลั่งชาติอย่างผิดๆ และเราควรจะตกใจ

เสียใจที่ผลโพลต่อประเด็นเรื่องการรักษาพยาบาลกัมพูชาออกมาในลักษณะของการสะท้อนความเกลียดชังเพื่อนบ้าน

ทั้งๆ ที่ปัญหาการสู้รบและความขัดแย้งชายแดนเกิดจากปัญหาการเมืองภายในกัมพูชาที่ต้องการใช้เรื่องความขัดแย้งชายแดนมาสร้างความนิยมให้ตนเอง

และเกิดจากการไม่มีเสรีภาพสื่อในประเทศกัมพูชาที่จงใจสร้างความผิดใจกันระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

เราในฐานะที่เป็นคนไทย อยู่ในประเทศที่มีเสรีภาพสื่อ เราไม่ควรตกเป็นเหยื่อสงครามข้อมูลข่าวสารของกัมพูชาด้วยการกลายเป็นคนคลั่งชาติและเกลียดประเทศเพื่อนบ้าน เพราะนั่นคือสิ่งที่ฮุน เซน อยากเห็นมากที่สุด

น่าแปลกใจมากที่สื่อไทยหรืออินฟลูฯ การเมืองไทยไม่มีใครพูดถึงนิด้าโพลในแง่มุมนี้เลย เพราะมัวแต่ไปดีใจเรื่องคะแนนนิยมรัฐบาลสู้กองทัพไม่ได้ แถมยังลืมไปอีกว่า ณ วันนี้เราอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง กองทัพทำงานภายใต้กระทรวงกลาโหม กระทรวงกลาโหมดูแลโดยรัฐมนตรีที่เป็น “ฝ่ายการเมือง” อันหมายถึงรัฐบาล

ดังนั้นมันจึงเป็นตรรกะที่พิสดารอยู่ไม่ใช่น้อยว่าคนจะชอบกองทัพโดยไม่ชอบรัฐบาลได้อย่างไร ในเมื่อกองทัพทำงานภายใต้ “นโยบาย” หรือ กรอบการทำงานที่กำหนดลงมาโดยรัฐบาล

สิ่งที่พอจะสมเหตุสมผลหากจะทำโพลแบบนี้จริงๆ ควรจะสำรวจความพึงพอใจของประชาชนโดยเปรียบเทียบกระทรวงต่อกระทรวง เช่น

ต่อกรณีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

ประชาชนพึงพอใจการทำงานของใครมากกว่ากันระหว่างกระทรวงกลาโหม กับกระทรวงการต่างประเทศ

ซึ่งหากอ้างอิงตามโพลนี้ ผลสำรวจที่ออกมาคือประชาชนพอใจการทำงานของกระทรวงกลาโหมมากกว่า

ซึ่งก็อาจทำให้ ครม. หรือรัฐบาลต้องมาสำรวจการทำงานของแต่ละกระทรวงว่าอะไรทำให้ประชาชนให้คะแนนกระทรวงการต่างประเทศน้อยทั้งๆ ที่ก็ทำงานหนักไม่แพ้กัน หรือมีความผิดพลาดในการทำงานตรงไหน

สิ่งที่ฉันต้องการชี้ให้เห็นคือ วาระที่ซ่อนเร้นอยู่ในคำถามของโพล จากคำถามที่อยู่ในโพลของนิด้า วาระที่ซ่อนเร้นอยู่ในคำถาม เป็นวาระที่ต้องการเห็นการปรับปรุงการทำงานของรัฐบาลหรือวาระซ่อนเร้น (ที่อาจจะไม่รู้ตัว) ว่าต้องการเห็นความล่มสลายของรัฐบาลและการผงาดขึ้นมาครองเมืองของกองทัพอีกครั้ง?

ประเด็นนี้คนออกแบบคำถามของนิด้าโพลคงต้องไปสำรวจอคติของตนเองด้วยเช่นกัน

ในประเด็นชาตินิยมอย่างไม่สร้างสรรค์ที่ปรากฏออกมาชัดเจนในโพล ก็ถือเป็น wake up call อย่างหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากผลโพลนี้ว่า รัฐบาล สื่อมวลชน รวมทั้งฝ่ายค้านด้วย ต้องออกมาทำงานทางความคิด สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคมในเรื่องความหมายของการเป็นประเทศ เป็นชาติ คอนเซ็ปต์ของคำว่าดินแดนคืออะไร และทำไมวาทกรรม “เราจะไม่ยอมสูญเสียแผ่นดินของเราแม้แต่ตารางนิ้วเดียว” เป็นวาทกรรมที่คนมีสติ มีปัญญา ไม่ควรพูด เพราะเป็นวาทกรรมจากละครปลุกใจให้รักชาติที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับหลักการว่าด้วยการปักปันเขตแดนสากลที่ควรจะเป็น

ความน่าเห็นใจของสังคมไทยคือ ประวัติศาสตร์กระแสหลักที่คนไทยโดยเฉลี่ยได้เรียนกันมานั้นเป็นประวัติศาสตร์ที่กะพร่องกะแพร่ง ไม่เป็นชิ้นไม่เป็นอัน กระจัดกระจาย เรามักจำประวัติศาสตร์ของเราเป็นท่อนฮุก เช่น บรรพบุรุษของเราสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย แต่เราไม่สนใจว่าคำว่า ประเทศไทยคืออะไร ประเทศไทยต่างจากสยามอย่างไร สนธิสัญญาเบาว์ริ่งคืออะไร

การเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 เกี่ยวข้องกับการทำ HR ใหม่ทั้งหมดของระบบราชการไทยอย่างไร

ประวัติศาสตร์ของการทำแผนที่เกี่ยวข้องกับการปักปันดินแดนอย่างไร?

ทำไมจึงมีแผนที่หรือความเข้าใจเรื่องการเป็นเจ้าของดินแดนคลาดเคลื่อนไม่ตรงกัน

ภาวะเมืองขึ้น และผลพวงของการเป็นเมืองขึ้นมีส่วนในการก่อรูปสำนึกว่าความเป็น “เขา” ความเป็น “เรา” ระหว่างประชาชนในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้อย่างไรในนามของความเป็นชาติ

เราไม่ได้เรียนว่า วรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ พงศาวดาร ตัวละครอย่างพระนเรศวร นายขนมต้ม ฯลฯ มีความพร่าเลือนระหว่างหลักฐานการค้นพบทางประวัติศาสตร์กับความเป็น iconic ทางความทรงจำร่วมที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ รวมถึงถูกผลิตซ้ำผลิตใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไร เพราะอะไร?

เหล่านี้เป็นวิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์พื้นฐานที่แสนจะแปลกหน้ากับวิธีคิดของคนไทย

เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ไม่ว่าสำนักพิมพ์มติชน สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรมจะเพียรทำงานความคิดเรื่องนี้มาหลายทศวรรษ ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนวิธีการมองหรือวิธีอ่านประวัติศาสตร์ของสังคมไทยได้เลย

นั่นคือสังคมไทยยังมองว่าประวัติศาสตร์คือ “เหตุการณ์ในอดีต” และประวัติศาสตร์ที่ดีคือ “การพูดถึงอดีตที่ตรงกับข้อเท็จจริงมากที่สุด” ทั้งๆ ที่ประวัติศาสตร์คือวิชาว่าด้วยการหาเหตุผลว่า “ทำไมอดีตจึงถูกเขียนออกมาเช่นนั้น” แล้วถักทอออกมาเป็นบทสทนาที่ไม่มีวันจบสิ้น พร้อมๆ กับการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ หรือใช้หลักฐานเก่าแต่ตีความใหม่ หรือการค้นพบตัวละคร “ลับ” ที่เปลี่ยนความเข้าใจของเราต่อเรื่องนั้นๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ปัญหาเรื่อง “ไม่ยอมเสียดินแดน” ดังที่ปรากฏในผลโพลของนิด้า ทำให้ฉันคิดว่าเราต้องมานั่งสะสางกันเรื่องนิยามของคำว่า ประเทศ คำว่า ชาติ และ ดินแดน กันใหม่ทั้งหมด

เพราะมันสะท้อนว่า คนไทยเข้าใจว่า

“ประเทศเกิดจากการที่เราเคยมีอาณาจักรอยู่ตรงนี้มานับพันปี บรรพบุรุษได้ต่อสู้ ฟูมฟัก สั่งสมอารยธรรม วัฒนธรรมมายาวนาน ระหว่างทางเราก็เผชิญกับอริราชศัตรูอยู่เรื่อยๆ รบพุ่งกันมาตลอด บางกษัตริย์ก็สิ้นพระชนม์ในการยุทธหัตถีอย่างหาญกล้า บางกษัตริย์ก็เก่งกาจในด้านการทูต ส่งทูตไปถึงฝรั่งเศสเลย เราทั้งเข้มแข็ง ยืนหยัด บางเวลาก็ถูกกลั่นแกล้ง รังแก บีบบังคับจากมหาอำนาจ แต่ด้วยจิตใจรักชาติบ้านเมืองของคนไทย เราก็ผ่านแต่ละวิกฤตมาได้ด้วยความเสียสละของผู้นำ ความเสียสละของคนไทยที่รักชาติยิ่งชีพ เราจะไม่ยอมให้ใครมารังแกเรา (ฉากละครทวิภพ) เราสู้จนเหลืออยู่เป็นขวานทองเล่มนี้ เป็นแผ่นดิน เป็นบ้าน ตายก็ให้แผ่นดินกลบหน้าเราที่นี่ เราถอยไปไม่ได้อีกแล้ว เมื่อบรรพบุรุษของเราสร้างบ้านแปงเมืองมาให้เราขนาดนี้จนเหลือเป็นขวานทองเล่มนี้ เราคนไทยจงอย่าเนรคุณบรรพบุรุษ อย่าขายชาติ จงอุทิศตนปกป้องแผ่นดินทุกตารางนิ้วของเราเอาไว้ เพราะกว่าเราจะรักษาเอกราชของชาติเอาไว้ให้ลูกหลานมาเสวยสุขอย่างทุกวันนี้ บรรพบุรุษของเรา บูรพกษัตริย์ของเราท่านได้เสียเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา หน้าที่เราต้องรักษาสืบไป”

ในยามที่ไม่มีวิกฤตอะไร พล็อตทางประวัติศาสตร์นี้ก็นอนนิ่งๆ อยู่ในสำนึกของคนไทยโดยเฉลี่ย ไม่มีใครกวนน้ำให้ขุ่น เราก็ท่องเที่ยว ดูหนัง ดูละคร ข้ามฝั่งไปเที่ยวลาว เที่ยวกัมพูชา ไปพม่า แม่สาย ท่าขี้เหล็กกันชิลๆ เปิดด่าน ค้าขาย ตัดริบบิ้นสะพานมิตรภาพ ข้ามไปซื้อไวน์ปลอดภาษีจากประเทศเพื่อนบ้าน

แต่พอมีจุด “ปะทะ” กันสักเล็กน้อยเท่านั้นแหละ พล็อตประวัติศาสตร์ประจำชาติตัวดีก็จะถูกปลุก แล้วเราทุกคนก็กลายเป็นสาวกกันจอมพลัง จะออกไปถล่มทหารกัมพูชาให้สิ้นซาก เป็นตายอย่างไรก็จะไม่ยอมให้แผ่นดินของเราตกเป็นของกัมพูชา

และหากเป็นไปได้ต้องไปยึดแผ่นดินกัมพูชามาเป็นของเราด้วย

อยากจะไปปักธงชาติไทยผืนใหญ่ๆ ที่ปราสาทนู้นปราสาทนี้ ประกาศชัยชนะ ไปพร้อมๆ กับร้องไห้เรื่องหมาที่รักชาติสู้เพื่อชาติ พลางสำทับเป็นสำเนียงละครคุณธรรมว่า

“แม้แต่หมามันยังรักชาติแล้วคนอย่างมึงต้องเอี้ยขนาดไหนที่ไม่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ”

นี่คือกระแสสำนึกทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนออกมาในนิด้าโพล

มันคือกระแสสำนึกทางประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนแบบล็อกสเป๊กไว้มายาวนานมากว่า

ทหารปกป้องชาติ

นักการเมืองขายชาติ

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมสังคมไทยจึงไม่เคยเข็ดหลาบจากการมีชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบของเผด็จการทหาร ออกไปม็อบชูสามนิ้วอยู่หยกๆ พอมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งสองสามปี ก็หิวทหารกันอีกรอบ

ม็อบสามนิ้วเป็นเทพธิดาประชาธิปไตยอยู่หลัดๆ พอเป็น ส.ส.ฝ่ายค้าน ก็ออกมาพ่นวาทกรรมนักการเมืองโกงกินทุกวัน

(ต้องแยกการตรวจสอบการโกงว่าเป็นคนละเรื่องกับการเหมารวมว่านักการเมืองเท่ากับโกง)

หรือออกมาสนับสนุนนิทานเรื่องนักการเมืองขายชาติ สุดท้ายก็ช่วยกันหนุนนำพล็อตประวัติศาสตร์ขวาหัน หิวทหารกันอีกรอบวนเวียนกันอยู่แบบนี้

แถมพอเห็นผลโพลว่าประชาชนชอบทหารก็ออกมาสาแก่ใจกันใหญ่ เรียกร้องให้รัฐบาลลาออก ยุบสภา น่ากลัวมาก ทหารป๊อปปูลาร์ รัฐบาลเธอรีบออกเถอะ เธอคือต้นเหตุให้ทหารกลับมาป๊อป

ซึ่งฉันก็จะขอเถียง ทหารกลับมาป๊อปปูลาร์ เพราะเป็นทหารมืออาชีพที่ทำงานภายใต้รัฐบาลพลเรือน ทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างมีอารยะต่างหาก

ส่วนที่รัฐบาลไม่ป๊อปก็เพราะกลุ่มคนที่ไม่ชอบรัฐบาลแค่อยากอวยทหารให้หนักขึ้นเพื่อกดรัฐบาลให้ต่ำลงเป็นวาระของฝ่ายที่อยากล้มรัฐบาลอยู่แล้ว

สลิ่มเฟสหนึ่งอยากล้มรัฐบาลเพราะตัวเองก็อยากเป็นรัฐบาล

สลิ่มเฟสสองก็อยากล้มรัฐบาลเพราะตัวเองก็อยากเป็นรัฐบาลบ้าง

น้ำเงินก็อยากล้มรัฐบาลเพราะเจ็บใจที่โดนยึดมหาดไทย เจ็บใจเรื่องเขากระโดง

พวกคนที่อกหักจากพรรคเพื่อไทย เพราะเคยได้ผลประโยชน์ได้ตำแหน่ง วันหนึ่งไม่ได้ ไม่มี ก็โกรธแค้นก็อยากล้มรัฐบาล

สื่อมวลชนก็ตีหลายๆ หน้าเข้าไว้ ไม่ต้องคำนึงถึงบทสนทนาที่เป็นประโยชน์เน้นยอดวิว เน้นดราม่า เน้นมีม ตรงไหนเป็นเงินเป็นทองก็เอาหมด

ฉันไม่ได้บอกว่าเราต้องเชียร์รัฐบาล แต่อยากให้เราตั้งสติว่า บทสนทนาแบบไหนที่ยกระดับสติปัญญาของเรา

เราด่ารัฐบาลได้เสมอ แต่เราไม่จำเป็นต้องโหนความคลั่งชาติมาด่ารัฐบาล

เราสามารถยกระดับความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องการเมืองการค้าชายแดนที่เป็นประโยชน์ เป็นทางสันติภาพและโน้มนำให้รัฐบาลเดินไปในแนวทางนี้ดีกว่าเชียร์ให้ทหารออกรบจะเป็นผลดีต่อพวกเราทุกคนมากกว่าหรือไม่?

นี่เป็นคำถามที่ฉันต้องถามเพื่อนในวงการสื่อมวลชนด้วยกัน

ทางออกของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา คือการแสวงหาสันติภาพ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจร่วมกัน

การสนับสนุนเสรีภาพสื่อในประเทศกัมพูชา

การเจรจาที่ต่อเนื่อง การยกระดับวุฒิภาวะทางประวัติศาสตร์ของประชาชนทั้งสองประเทศให้เกิดความเคารพในกันและกัน นี้คือทางออก และเราไม่ควรเกลียดรัฐบาลจนมองว่าสิ่งเหล่านี้คือการขายชาติ

คำว่าปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แปลว่า ที่ชายแดนสุขสงบ ค้าขายได้ เดินทางไปมาหาสู่กันได้ ส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้กันได้

นี่คือนิยามของคำว่า ผลประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่เรื่องสองสามนิ้วของดินแดน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วิดีโอสั้นครองโลก ถอดสูตรปั้นคอนเทนต์ TikTok ให้ติดกระแสในปี 2026
เมื่อ One China บนแผ่นดินไทย ไม่ Smooth : เปิดเบื้องหลังการคุกคาม เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8
E-DUANG | ยุทธวิธี ในแบบ แยกกันเดิน บนเป้า ยุทธศาสตร์ รวมกันตี
เส้นทางชีวิต – ความรัก ‘พิ้งกี้’ กับ สถานะโสด เลิกไม่มีเหตุผล ใจพังแต่มูฟออนได้
เปิดโผรางวัล “สุพรรณหงส์ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568” “ผีใช้ได้ค่ะ” ท็อปฟอร์มเข้าชิงสูงสุด 15 รางวัล
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (185)
ครุฑยุดนาค ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (23)
เชลยศึกสงครามลาว (40)
พฤษภาเลือด เสียงปืน จาก บ่อนไก่ สวนลุม เสียงปืน ที่ราชปรารภ ดินแดง
ศรีเทพไม่ได้เป็นแค่ ‘เมืองโบราณ’ อาจเป็นกุญแจเปลี่ยนวิธีมอง ประวัติศาสตร์ไทยทั้งระบบ
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (184)