ปัญหาของการ ‘ต่ออายุราชการ’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
แม้ด้านหนึ่ง หลายคนจะวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ระบบราชการไทย” นั้นใหญ่โตเทอะทะเกินความจำเป็น จนดูดกินเงินงบประมาณของประเทศไปค่อนข้างเยอะ และขัดขวางความก้าวหน้าหลายอย่างที่ควรเกิดขึ้นในสังคม
แต่ในอีกด้าน ก็ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า “ระบบราชการไทย” คือสถาบันทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพสูงมาก อันเนื่องมาจากเครือข่ายที่กว้างขวางของกำลังคนจำนวนมหาศาล ซึ่งแผ่อิทธิพลครอบคลุมประเทศทั้งประเทศเอาไว้ได้เกือบสมบูรณ์
เครือข่ายของกำลังคนในระบบรัฐราชการถูกขับเคลื่อนด้วยลำดับชั้น สายบังคับบัญชา ตำแหน่ง ชั้นยศ ภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ อันเป็นระบบระเบียบ ชัดเจน แน่นอน
ที่สำคัญกว่านั้น คือ ระบบราชการยังมีการหมุนเวียนสับเปลี่ยนกำลังคนอยู่เป็นประจำ ซึ่งถูกกำหนดไว้โดยวาระการเกษียณอายุราชการที่แน่ชัดว่า เมื่อข้าราชการทุกรายมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ (ยกเว้นในกรณีของศาลที่มีหลักเกณฑ์เรื่องอายุผิดแผกออกไป) พวกเขาจะต้องหลุดพ้นจากระบบการทำงานนี้
นี่เป็น “ข้อดี-จุดแข็ง” ที่ “ระบบราชการไทย” มีเหนือกว่าบริษัทเอกชนจำนวนมาก
เนื่องจากภาคเอกชนหลายแห่งไม่ได้มีโครงสร้างการบังคับบัญชาตามสายงานที่เป็นระบบระเบียบเป๊ะเท่ากับทางราชการ
ยิ่งกว่านั้น ภาคเอกชนจำนวนไม่น้อยยังไม่มีวาระการเกษียณอายุของพนักงานและผู้บริหารองค์กรที่แน่นอนจริงๆ นำไปสู่การต้องแบกรับภาระเรื่องค่าใช้จ่าย ขณะที่การบริหารกำลังคนก็ปราศจากพลวัต ไม่มีการเลื่อนไหลของตำแหน่ง คนทำงานระดับปฏิบัติการรู้สึกว่าตนเองไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร
ส่วนโครงสร้างการทำงานและสายการบังคับบัญชาก็เหมือน “ถูกแช่แข็ง” ให้แน่นิ่งเอาไว้ จนก้าวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงหลายต่อหลายเรื่อง

ผู้ที่ประกาศว่าตนเองรัก เชียร์ เชื่อมั่นใน “ระบบราชการไทย” ต้องตระหนักถึง “ข้อดี-จุดแข็ง” ข้างต้น แล้วพยายามผลักดันให้ข้อดีดังกล่าวได้ดำเนินไป อย่างไม่ติดขัด สะดุดหยุดยั้ง และเสียจังหวะ
จึงน่าแปลกใจ ที่เกิดกระแสเรียกร้องให้มีการต่ออายุราชการของ “พล.ท.บุญสิน พาดกลาง” แม่ทัพภาคที่ 2
แม้จะพอเข้าใจได้ว่า ในกระแสความนิยมที่ขึ้นสูงของกองทัพ จนทหารมีบทบาท “นำการเมือง” และ “นำสังคม” ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ตลอดห้วงเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
บทบาทของ พล.ท.บุญสิน นั้นมีความโดดเด่น ในฐานะผู้บังคับบัญชาสถานการณ์สูงสุดของฝ่ายทหารไทย ในพื้นที่พิพาท ซึ่งเกิดการปะทะสู้รบกัน
ยิ่งคนไทยมีอารมณ์ความรู้สึกเกลียดชังประเทศเพื่อนบ้าน วิตกกับภัยคุกคามจากภายนอกประเทศ ไม่เชื่อใจนักการเมืองและรัฐบาลพลเรือน แสงสปอตไลต์ก็ยิ่งฉายจับไปยังแม่ทัพภาคที่ 2
อย่างไรก็ดี หากเราไว้วางใจกองทัพในฐานะองค์กรจริงๆ ก็ควรต้องปล่อยให้ พล.ท.บุญสิน ได้เกษียณอายุราชการตามวาระในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเปิดทางให้ “นายทหารอาชีพ” คนอื่นๆ มีโอกาสเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทน รวมทั้งได้แสดงฝีมือ ความรับผิดชอบ ความรักชาติ ให้สาธารณชนได้ประจักษ์บ้าง
ด้วยฐานคิดที่ว่า ยังมีบุคลากรในกองทัพอีกเยอะแยะ ที่มีศักยภาพ ความรู้ความสามารถ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแม่ทัพภาคที่ 2 คนปัจจุบัน
(ยิ่งเมื่อพิจารณาจำนวนนายพลของเหล่าทัพไทยที่มีมากมายระดับ “น้องๆ เม็ดทรายในมหาสมุทร” ก็ยิ่งเชื่อมั่นได้ว่า กองทัพไม่มีทางจะ “สิ้นคนดี” ไปง่ายๆ หรอก)

สังคมไทยต้องไม่สนับสนุนให้ความนิยมหรือการบูชายึดติดในตัวบุคคล มาทำให้ระบบที่เดินไปได้อยู่แล้วอย่างเป็นปกติ ต้องเสีย รวน กระทั่งเส้นทางการเจริญเติบโตของนายทหารระดับรองๆ ลงไป ต้องพลอยหยุดชะงัก และกลายเป็นปัญหาค้างคาในอนาคต
หรืออย่าทำให้ “โผทหาร” ที่กำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ณ เวลานี้ ต้องสะดุด เพราะสังคมไปติดยึดกับนายทหารยศ “พลโท” ตำแหน่ง “แม่ทัพภาค” หนึ่งราย
กระแสสังคมได้พัดพาให้กองทัพมีบทบาท “นำการเมือง-สังคม” ไปแล้ว (ซึ่งเป็นโจทย์ยากที่ต้องตามแก้ไขในวันข้างหน้า) แต่สังคมไทยต้องไม่ถลำลึกไปอีกขั้น ด้วยการยกยอปอปั้นให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งกลายมาเป็น “ยี่ห้อ-สัญลักษณ์” ของกระบวนการ/ปฏิบัติการ “ทหารนำการเมือง-สังคม” ดังกล่าว
จนส่งผลเสียต่อระบบราชการและระบบการบริหารจัดการกำลังพลของกองทัพในระยะยาว
ประชาชนผู้ปรารถนาดีต่อกองทัพอย่างแท้จริง ปรารถนาดีต่อทหารทุกนายอย่างแท้จริง ปรารถนาดีต่อ “พล.ท.บุญสิน พาดกลาง” และ “ทหารอาชีพแบบ พล.ท.บุญสิน” อย่างแท้จริง รวมทั้งปรารถนาดีต่อ “ระบบ/รัฐราชการไทย” อย่างแท้จริง
ไม่ควรเออออห่อหมกไปกับข้อเสนอ “ต่ออายุราชการแม่ทัพภาคที่ 2”
