bg-single

ตรวนของอานนท์ กับความเป็นคนของคนคุก | ธงชัย วินิจจะกูล

26.08.2025

บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล

ตรวนของอานนท์

กับความเป็นคนของคนคุก

อานนท์ นำภา เบิกความกับศาลว่าขอบคมของกุญแจเท้าเสียดสีกับข้อเท้าจนเกิดเป็นแผลสด หากต้องออกศาลต่อเนื่องก็จะโดนแผลซ้ำอีก เขาถูกใส่กุญแจเท้าแม้ว่าเขาไม่เคยมีพฤติการณ์ขัดขืนเจ้าหน้าที่หรือหลบหนีก็ตาม

“ขณะที่อานนท์กำลังเดินเข้าไปที่คอกพยาน เสียงแรกที่ได้ยินคือ เสียงของสายโซ่ที่คล้องกับกำไลข้อเท้ากระทบไปกับพื้นตลอดทาง…ต่อให้ผมมองเห็นว่าร่างกายของเขาแข็งแรงแค่ไหน แต่พอได้เห็นกำไลกับสายโซ่ที่ถูกใส่เอาไว้กับข้อเท้าและมีเพียงตีนเปล่าๆ เดินไปบนพื้นในห้องไต่สวน ผมไม่รู้หรอกว่าหัวใจของอานนท์ต้องเข้มแข็งขนาดไหน แต่ทำให้ผมเกือบน้ำตาไหลกับสิ่งที่เห็นและเสียงของโซ่ที่ได้ยิน” (โพสต์เฟซบุ๊กของ Tawan Pongphat’s 21 กรกฎาคม 2568)

พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 21 ระบุว่า “ห้ามใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขัง” เว้นแต่ผู้ต้องขังมีพฤติการณ์ที่จะทำอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น, หรือส่อว่าเป็นบุคคลวิกลจริต, หรือมีพฤติการณ์จะหลบหนีการควบคุม, หรือเมื่อผู้ต้องขังถูกคุมตัวไปนอกเรือนจำและผู้ควบคุมเห็นว่าควรต้องใช้เครื่องพันธนาการ

ทั้งอานนท์และผู้ต้องขังอื่นที่ไม่เข้าข่ายพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น จึงไม่สมควรต้องถูกใส่กุญแจเท้า

แต่ว่าทุกวันนี้ผู้ต้องขังชายทุกคนถูกใส่กุญแจเท้าเมื่อเดินทางมาขึ้นศาล การสวมกุญแจเท้ากลายเป็นข้อปฏิบัติทั่วไป กลับหัวกลับหางกับที่กำหนดไว้ในกฎหมายโดยสิ้นเชิง

ดังนั้น เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ผมและทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาไต่สวน เพื่อทบทวนการใช้เครื่องพันธนาการกับอานนท์ ซึ่งมุ่งหวังให้มีผลต่อผู้ต้องขังอื่นๆ ทั้งหมดหากคำร้องให้อานนท์เป็นผลสำเร็จ

ศาลไต่สวนคำร้องนี้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 แม้จะมีพยานผู้เชี่ยวชาญถึง 3 ท่านเบิกความหนักแน่นด้วยหลักกฎหมายของไทยและสากล แต่ในที่สุดศาลสั่งว่าการใส่กุญแจเท้าไม่ถือว่าโหดร้ายทรมาน ที่สำคัญที่สุดกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจได้ว่าจะใช้เครื่องพันธนาการหรือไม่ และไม่พบว่าเจ้าหน้าที่เจตนาย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงไม่มีการทำผิดใดๆ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ไม่เคยชี้แจงเหตุผลเลยก็ตาม

ด้วยความเคารพในคำสั่งศาล ผมขอเรียนว่าในทัศนะของผม หลักฐานของการ “ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ของผู้ต้องขังมีมากมายให้เห็นกันอยู่โต้งๆ

แต่ปัญหาอยู่ที่คนในสังคมไทยโดยทั่วไป ไม่เห็นว่าเป็นการปฏิบัติต่อคนด้วยกันราวกับไม่ใช่คน เพราะเราคุ้นชินกับการปฏิบัติเหล่านั้นจนมองข้ามความป่าเถื่อนไปหมด

แถมการปฏิบัติต่อคนด้วยกันราวกับไม่ใช่คนดังกล่าวนั้นอธิบายได้ด้วยประวัติศาสตร์ แต่การตีความตัวบทกฎหมายของศาลมักไม่สนใจมิติประวัติศาสตร์

เราท่านกลัวติดคุกเพราะอะไร

ส่วนหนึ่งเพราะกลัวขาดเสรีภาพ แต่คนไทยทั่วไปกลัวเพราะอีกเหตุหนึ่งด้วยคือ คุกไทยขึ้นชื่อว่าไม่ค่อยมีมนุษยธรรม

เราได้ยินมามากว่าคุกไทยแออัดจนต้องนอนเรียงกันเป็นตับ ไม่เหลือที่ให้ดิ้นหรือแผ่หลาแบบที่เราทำบนเตียง ชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่ถูกสุขลักษณะนัก

อาหารเลวเป็นอีกอย่างที่ผมทราบมาว่าไม่เปลี่ยนแปลงสักเท่าไรจากหลายสิบปีก่อนที่ผมติดคุกสองปีในคดี 6 ตุลา คือ ข้าวหักที่มักปนกรวดเม็ดเล็กๆ (เราเรียกว่า “ทุ่นระเบิด”) ส่วนกับข้าวเป็นต้มผักเก่าๆ เกือบเน่าที่ต้มจนเกือบเละ ใส่มันหมูหรือกากหมูชิ้นเล็กๆ นิดหน่อย และมักได้กินตอนที่ต้มผักเย็นชืดจนส่งกลิ่นแล้ว ทุกวันนี้ผมยังจำกลิ่นของอาหารประจำวันแบบนี้ได้อยู่

แต่การรักษาพยาบาลน่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของบรรดาความโหดร้ายในเรือนจำ

กว่าจะขอไปพบหมอหรือขอไปรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์แต่ละครั้งช่างยากเย็นและกินเวลานานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน บ่อยครั้งหายเองก่อนที่จะได้ไปเจอหมอ และผู้ต้องขังที่เจ็บหนักเท่านั้นที่โชคดีได้นอนโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ไม่เคยได้ไปเลย เพราะได้รับยา “พารา” (สำหรับทุกโรค) แล้วก็ถูกส่งกลับคุก

มีคำเตือนในคุกว่า “ห้ามป่วย”

ปัญหาใหญ่คือขาดแคลนบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข มีแพทย์ประจำไม่กี่คน มีแพทย์เพิ่มเติมที่เวียนมาช่วยอีกจำนวนหนึ่ง แต่ยังไงๆ ก็ไม่พอกับจำนวนคนไข้ หมอส่วนใหญ่ทำงานเต็มที่ล้นมือ แต่เขาแก้ไขระบบไม่ได้

หากเราคิดกับปัญหาทั้งหมดนี้แยกเป็นอย่างๆ อาจอธิบายว่าเป็นความบกพร่องเฉพาะอย่าง เป็นเรื่องๆ หรืออาจอธิบายว่าปัญหาร่วมของทุกปัญหาคือขาดงบประมาณ แต่หากพิจารณารวมกัน…

น่าคิดว่าปัญหาเหล่านี้เป็นการปฏิบัติต่อคนด้วยกันที่สมควรแล้วหรือ?

ยิ่งเมื่อพิจารณาถึง “พิธีกรรม” ต่างๆ ของคุก ทั้งชุดนักโทษ กล้อนผม และอื่นๆ โดยเฉพาะกระบวนการแรกรับเข้าคุกหญิง พิธีกรรมส่วนใหญ่เป็นการทำให้อับอาย (humiliate) ผู้ต้องขัง เพื่อให้สยบต่ออำนาจของผู้คุมและเจ้าพ่อเจ้าแม่ในคุกด้วยการลดทอนความเป็นตัวของตัวเอง

ลดทอนความเป็นคน

อาหารที่คนปกติคงกินไม่ลง ความแออัดที่คนปกติคงอยู่ไม่ได้ และการละเลยสุขภาพราวกับนักโทษไม่ใช่คนปกติ ล้วนเป็นรูปธรรมต่างๆ กันของการปฏิบัติที่ต่ำกว่ามนุษย์ปกติพึงกระทำต่อกัน

เพราะผู้ต้องขังต่ำกว่าคนปกติ เป็นคนไม่เต็มคน ใช่หรือไม่ เรียกอีกอย่างคือ ความเป็นคนถูกย่ำยี

ถึงตรงนี้ น่าคิดว่าทำไมต้องให้เดินเท้าเปล่าไปศาล และทำไมต้องใส่เครื่องพันธนาการอย่างกุญแจเท้า กลัวการหลบหนีแค่นั้นหรือ?

หรือว่าเหตุผลกลัวการหลบหนีเป็นความจริงครึ่งเดียว อีกครึ่งคือเป็นการกลบเกลื่อนการย่ำยีความเป็นคนด้วยเหตุผลที่ฟังดูดีกว่า

ทำนองเกี่ยวกับเหตุผลว่าขาดงบประมาณหรือการสร้างวินัยให้นักโทษ หรือขาดบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งหมดนี้ล้วนจริงครึ่งเดียว อีกครึ่งคือเพราะคนคุกต่ำกว่าคนปกติ

ราชทัณฑ์แปลว่าการลงโทษโดยหลวง ซึ่งมีนัยไปถึงจารีตการลงโทษแบบโบราณและคุกในอดีตที่สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกจับมีความผิดจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าตัวเองบริสุทธิ์

ด้วยเหตุนี้จึงมักใช้การเฆี่ยนโบยตีเพื่อบังคับให้สารภาพ จนกว่าเจ้าหน้าที่จะเชื่อว่าน่าจะไม่ได้ทำผิด หากยังไงๆ เจ้าหน้าที่ก็ไม่เชื่อ สามารถใช้การทรมานยิ่งกว่านั้นเพื่อรีดคำสารภาพได้ วิธีการทรมานที่เราคงเคยรับรู้กันมาบ้าง เช่น บีบขมับ ตอกเล็บ ฯลฯ หรือหากจำเป็น ก็ให้นักโทษพิสูจน์ว่าเขาสุจริต เที่ยงตรง คำพูดเชื่อถือได้จริง ด้วยการดำน้ำลุยไฟเพื่อพิสูจน์ก็ได้

ทั้งหมดนี้ชี้ชัดว่าการลงโทษแบบจารีตสมัยก่อนนั้น เห็นว่านักโทษหรือคนคุกไม่ใช่คนเต็มคน ไม่ใช่คนเท่ากับคนอื่นๆ

เรือนจำตามคติจารีตแบบนี้ จึงเป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับลงโทษทรมาน ด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่ต่ำกว่าคนปกติอยู่ แออัดอับชื้น สกปรก อัตคัดขาดแคลนทั้งอาหารและอื่นๆ

“คุก” ที่ถือคติว่าคนคุกไม่ใช่คนเต็มคน จึงไม่ใช่สถานที่ฟื้นฟูปรับปรุงพฤติกรรมเพื่อให้เป็นพลเมืองปกติของสังคมได้อย่างเรือนจำตามคติสมัยใหม่ที่เรียกกันว่าเป็น “Corrections”

“ราชทัณฑ์” แบบจารีตแตกต่างจาก Corrections ตั้งแต่ปรัชญา แนวคิดพื้นฐานว่าเรือนจำต้องมีความมุ่งหมายอย่างไร สภาพความเป็นอยู่ จนถึงการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทั้งโดยรวมและรายบุคคล การรักษาพยาบาล ฯลฯ

เรือนจำตามคติ Corrections จึงให้มีการฝึกอาชีพ ห้องสมุด ให้โอกาสเรียนหนังสือ (ในไทย การปรับเรือนจำตามคตินี้เริ่มขึ้นหลัง 2475) ต่างลิบลับกับ “คุก” แบบจารีต

ผมเห็นว่าการราชทัณฑ์ของไทยจนถึงทุกวันนี้ ยังรับมรดกมาจากจารีตเก่า ระบบความเชื่อเกี่ยวกับการลงโทษแบบจารีตอยู่มาก ความคิดเก่าๆ ยังตกทอดมาหนาแน่นโดยไม่รู้ตัว และเปลี่ยนยากมาก

ตัวอย่างที่กล่าวถึงข้างต้นสะท้อนการปฏิบัติต่อนักโทษอย่างเป็นคนไม่เต็มคน เป็นอมนุษย์ที่แตกต่างจากคนทั่วไป จึงต้องกินอาหารที่ไม่ใช่อาหารมนุษย์ อยู่ในพื้นที่แออัดที่ไม่เหมาะกับมนุษย์ และรับการรักษาพยาบาลที่ต่ำกว่าคนทั่วไป

นั่นหมายความว่าความโหดร้ายของคุกจะไม่มีวันได้รับการแก้ไขตราบใดที่ยังไม่ทำให้การราชทัณฑ์ เป็นการฟื้นฟูปรับปรุงพฤติกรรมอย่างคติเรือนจำสมัยใหม่ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการลดทอนความเป็นมนุษย์ของนักโทษผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นความมุ่งหมายที่แท้จริงของ “คุก” ไทย

ผมทราบดีว่า กรณีตรวนของอานนท์นั้น หลายคนเห็นว่าเป็นนักโทษก็ “สมควร” แล้วที่จะถูกพันธนาการ คนติดคุกก็ต้องถูกใส่ตรวน แถมยังเหมารวมว่านักโทษเลวเหมือนๆ กันหมด พยายามหนีเหมือนๆ กันหมด เป็นอันตรายต่อผู้อื่นเหมือนๆ กันหมด จึงควรถูกพันธนาการเหมือนๆ กันหมด

ทัศนะเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนจำนวนมากในสังคมไทยยังป่าเถื่อนขนาดไหน นี่ยังไม่นับความตื้นเขินปิดหูปิดตาตัวเองที่ไม่รู้จักนักโทษทางความคิดซึ่งทั้งโลกเห็นพ้องต้องกันว่าต่างจากนักโทษคดีอุกฉกรรจ์

ทัศนะพรรค์นี้เคยชินกับการมองไม่เห็นนักโทษเหล่านี้เป็นคนเต็มคน เป็นทัศนะที่คร่ำครึโบราณล้าหลังมากกว่าร้อยปี

การที่ศาลไม่ถือว่ากุญแจเท้าเป็นความโหดร้ายป่าเถื่อน ไม่ถือเป็นการย่ำยีความเป็นมนุษย์ จะถือว่าศาลได้บัญญัติให้นิยาม “การทรมาน” และ “ความโหดร้ายป่าเถื่อน” สำหรับคนไทยไว้ต่ำกว่าอารยประเทศอื่น

ตามบัญญัติของศาลในกรณีนี้…ความเป็นมนุษย์ของคนไทยต่ำกว่ามนุษย์คนอื่นๆ ในอารยประเทศ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ส.ว.ทนไม่ไหว ถ้าฮั้วกัน ทำตัวไม่มีประโยชน์ เลิกวุฒิสภาไปเลย
ธงทอง จันทรางศุ | ประสบการณ์ ‘ตรง’กับสิ่งที่ ‘ทำ’ ในสถานการณ์ซับซ้อน ‘ที่ดินวัด’
“โนรา” มาจากละครสมัยอยุธยา
‘ดิว อริสรา’ เปิดตัวหวานใจ สวีต ‘วู้ดดี้ ล่ำซำ’ ฟ้องด้วยภาพ
โผนายพลผ่านฉลุยแต่ส่อไม่สงบ จับตาเอฟเฟ็กต์ ‘อาวุโสข้ามหัว’ เป็นกับระเบิดเวลา ก.พ.ค.ตร.?
วิธีการเลือกรัฐมนตรี แบบมาเคียเวลลี
เหยี่ยวถลาลม | ทิ้งมันไว้ข้างหลัง
วิกฤตการณ์ข่าวกรอง ‘บึ้ม-เผา’ ป่วนร้อยจุด! แนะเปิดใจฟังคนพื้นที่ ไข ‘กุญแจ’ สันติสุขใต้
ยื่นฟ้องเอาผิด “ศิลปินแห่งชาติชื่อดัง” ยักยอกผลงานไปขายให้หน่วยงานรัฐ มูลค่า 8 แสนบาท
คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’๓๕ ยื่นหนังสือถึงประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ให้ตรวจสอบดีลต่อรองฝึกซ้อม ‘คอบร้าโกลด์’ แลกลดภาษีสหรัฐ
อดีต รมว.คลัง ชี้ เศรษ​กิจจะเจริญรุ่งเรืองด้วยการสร้างผลผลิต ไม่ใช่การกู้เงินมาแจกเพื่อการบริโภค
โปรดใจดีกับรากหญ้าเถิดพายุ | กวีกระวาด : โฎยวิที ไฎกัน