ตรวนของอานนท์ กับความเป็นคนของคนคุก | ธงชัย วินิจจะกูล
บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล
ตรวนของอานนท์
กับความเป็นคนของคนคุก
อานนท์ นำภา เบิกความกับศาลว่าขอบคมของกุญแจเท้าเสียดสีกับข้อเท้าจนเกิดเป็นแผลสด หากต้องออกศาลต่อเนื่องก็จะโดนแผลซ้ำอีก เขาถูกใส่กุญแจเท้าแม้ว่าเขาไม่เคยมีพฤติการณ์ขัดขืนเจ้าหน้าที่หรือหลบหนีก็ตาม
“ขณะที่อานนท์กำลังเดินเข้าไปที่คอกพยาน เสียงแรกที่ได้ยินคือ เสียงของสายโซ่ที่คล้องกับกำไลข้อเท้ากระทบไปกับพื้นตลอดทาง…ต่อให้ผมมองเห็นว่าร่างกายของเขาแข็งแรงแค่ไหน แต่พอได้เห็นกำไลกับสายโซ่ที่ถูกใส่เอาไว้กับข้อเท้าและมีเพียงตีนเปล่าๆ เดินไปบนพื้นในห้องไต่สวน ผมไม่รู้หรอกว่าหัวใจของอานนท์ต้องเข้มแข็งขนาดไหน แต่ทำให้ผมเกือบน้ำตาไหลกับสิ่งที่เห็นและเสียงของโซ่ที่ได้ยิน” (โพสต์เฟซบุ๊กของ Tawan Pongphat’s 21 กรกฎาคม 2568)
พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 21 ระบุว่า “ห้ามใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขัง” เว้นแต่ผู้ต้องขังมีพฤติการณ์ที่จะทำอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น, หรือส่อว่าเป็นบุคคลวิกลจริต, หรือมีพฤติการณ์จะหลบหนีการควบคุม, หรือเมื่อผู้ต้องขังถูกคุมตัวไปนอกเรือนจำและผู้ควบคุมเห็นว่าควรต้องใช้เครื่องพันธนาการ
ทั้งอานนท์และผู้ต้องขังอื่นที่ไม่เข้าข่ายพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น จึงไม่สมควรต้องถูกใส่กุญแจเท้า
แต่ว่าทุกวันนี้ผู้ต้องขังชายทุกคนถูกใส่กุญแจเท้าเมื่อเดินทางมาขึ้นศาล การสวมกุญแจเท้ากลายเป็นข้อปฏิบัติทั่วไป กลับหัวกลับหางกับที่กำหนดไว้ในกฎหมายโดยสิ้นเชิง
ดังนั้น เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ผมและทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาไต่สวน เพื่อทบทวนการใช้เครื่องพันธนาการกับอานนท์ ซึ่งมุ่งหวังให้มีผลต่อผู้ต้องขังอื่นๆ ทั้งหมดหากคำร้องให้อานนท์เป็นผลสำเร็จ
ศาลไต่สวนคำร้องนี้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 แม้จะมีพยานผู้เชี่ยวชาญถึง 3 ท่านเบิกความหนักแน่นด้วยหลักกฎหมายของไทยและสากล แต่ในที่สุดศาลสั่งว่าการใส่กุญแจเท้าไม่ถือว่าโหดร้ายทรมาน ที่สำคัญที่สุดกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจได้ว่าจะใช้เครื่องพันธนาการหรือไม่ และไม่พบว่าเจ้าหน้าที่เจตนาย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงไม่มีการทำผิดใดๆ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ไม่เคยชี้แจงเหตุผลเลยก็ตาม
ด้วยความเคารพในคำสั่งศาล ผมขอเรียนว่าในทัศนะของผม หลักฐานของการ “ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ของผู้ต้องขังมีมากมายให้เห็นกันอยู่โต้งๆ
แต่ปัญหาอยู่ที่คนในสังคมไทยโดยทั่วไป ไม่เห็นว่าเป็นการปฏิบัติต่อคนด้วยกันราวกับไม่ใช่คน เพราะเราคุ้นชินกับการปฏิบัติเหล่านั้นจนมองข้ามความป่าเถื่อนไปหมด
แถมการปฏิบัติต่อคนด้วยกันราวกับไม่ใช่คนดังกล่าวนั้นอธิบายได้ด้วยประวัติศาสตร์ แต่การตีความตัวบทกฎหมายของศาลมักไม่สนใจมิติประวัติศาสตร์
เราท่านกลัวติดคุกเพราะอะไร
ส่วนหนึ่งเพราะกลัวขาดเสรีภาพ แต่คนไทยทั่วไปกลัวเพราะอีกเหตุหนึ่งด้วยคือ คุกไทยขึ้นชื่อว่าไม่ค่อยมีมนุษยธรรม
เราได้ยินมามากว่าคุกไทยแออัดจนต้องนอนเรียงกันเป็นตับ ไม่เหลือที่ให้ดิ้นหรือแผ่หลาแบบที่เราทำบนเตียง ชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่ถูกสุขลักษณะนัก
อาหารเลวเป็นอีกอย่างที่ผมทราบมาว่าไม่เปลี่ยนแปลงสักเท่าไรจากหลายสิบปีก่อนที่ผมติดคุกสองปีในคดี 6 ตุลา คือ ข้าวหักที่มักปนกรวดเม็ดเล็กๆ (เราเรียกว่า “ทุ่นระเบิด”) ส่วนกับข้าวเป็นต้มผักเก่าๆ เกือบเน่าที่ต้มจนเกือบเละ ใส่มันหมูหรือกากหมูชิ้นเล็กๆ นิดหน่อย และมักได้กินตอนที่ต้มผักเย็นชืดจนส่งกลิ่นแล้ว ทุกวันนี้ผมยังจำกลิ่นของอาหารประจำวันแบบนี้ได้อยู่
แต่การรักษาพยาบาลน่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของบรรดาความโหดร้ายในเรือนจำ
กว่าจะขอไปพบหมอหรือขอไปรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์แต่ละครั้งช่างยากเย็นและกินเวลานานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน บ่อยครั้งหายเองก่อนที่จะได้ไปเจอหมอ และผู้ต้องขังที่เจ็บหนักเท่านั้นที่โชคดีได้นอนโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ไม่เคยได้ไปเลย เพราะได้รับยา “พารา” (สำหรับทุกโรค) แล้วก็ถูกส่งกลับคุก
มีคำเตือนในคุกว่า “ห้ามป่วย”
ปัญหาใหญ่คือขาดแคลนบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข มีแพทย์ประจำไม่กี่คน มีแพทย์เพิ่มเติมที่เวียนมาช่วยอีกจำนวนหนึ่ง แต่ยังไงๆ ก็ไม่พอกับจำนวนคนไข้ หมอส่วนใหญ่ทำงานเต็มที่ล้นมือ แต่เขาแก้ไขระบบไม่ได้
หากเราคิดกับปัญหาทั้งหมดนี้แยกเป็นอย่างๆ อาจอธิบายว่าเป็นความบกพร่องเฉพาะอย่าง เป็นเรื่องๆ หรืออาจอธิบายว่าปัญหาร่วมของทุกปัญหาคือขาดงบประมาณ แต่หากพิจารณารวมกัน…
น่าคิดว่าปัญหาเหล่านี้เป็นการปฏิบัติต่อคนด้วยกันที่สมควรแล้วหรือ?
ยิ่งเมื่อพิจารณาถึง “พิธีกรรม” ต่างๆ ของคุก ทั้งชุดนักโทษ กล้อนผม และอื่นๆ โดยเฉพาะกระบวนการแรกรับเข้าคุกหญิง พิธีกรรมส่วนใหญ่เป็นการทำให้อับอาย (humiliate) ผู้ต้องขัง เพื่อให้สยบต่ออำนาจของผู้คุมและเจ้าพ่อเจ้าแม่ในคุกด้วยการลดทอนความเป็นตัวของตัวเอง
ลดทอนความเป็นคน
อาหารที่คนปกติคงกินไม่ลง ความแออัดที่คนปกติคงอยู่ไม่ได้ และการละเลยสุขภาพราวกับนักโทษไม่ใช่คนปกติ ล้วนเป็นรูปธรรมต่างๆ กันของการปฏิบัติที่ต่ำกว่ามนุษย์ปกติพึงกระทำต่อกัน
เพราะผู้ต้องขังต่ำกว่าคนปกติ เป็นคนไม่เต็มคน ใช่หรือไม่ เรียกอีกอย่างคือ ความเป็นคนถูกย่ำยี
ถึงตรงนี้ น่าคิดว่าทำไมต้องให้เดินเท้าเปล่าไปศาล และทำไมต้องใส่เครื่องพันธนาการอย่างกุญแจเท้า กลัวการหลบหนีแค่นั้นหรือ?
หรือว่าเหตุผลกลัวการหลบหนีเป็นความจริงครึ่งเดียว อีกครึ่งคือเป็นการกลบเกลื่อนการย่ำยีความเป็นคนด้วยเหตุผลที่ฟังดูดีกว่า
ทำนองเกี่ยวกับเหตุผลว่าขาดงบประมาณหรือการสร้างวินัยให้นักโทษ หรือขาดบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งหมดนี้ล้วนจริงครึ่งเดียว อีกครึ่งคือเพราะคนคุกต่ำกว่าคนปกติ
ราชทัณฑ์แปลว่าการลงโทษโดยหลวง ซึ่งมีนัยไปถึงจารีตการลงโทษแบบโบราณและคุกในอดีตที่สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกจับมีความผิดจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าตัวเองบริสุทธิ์
ด้วยเหตุนี้จึงมักใช้การเฆี่ยนโบยตีเพื่อบังคับให้สารภาพ จนกว่าเจ้าหน้าที่จะเชื่อว่าน่าจะไม่ได้ทำผิด หากยังไงๆ เจ้าหน้าที่ก็ไม่เชื่อ สามารถใช้การทรมานยิ่งกว่านั้นเพื่อรีดคำสารภาพได้ วิธีการทรมานที่เราคงเคยรับรู้กันมาบ้าง เช่น บีบขมับ ตอกเล็บ ฯลฯ หรือหากจำเป็น ก็ให้นักโทษพิสูจน์ว่าเขาสุจริต เที่ยงตรง คำพูดเชื่อถือได้จริง ด้วยการดำน้ำลุยไฟเพื่อพิสูจน์ก็ได้
ทั้งหมดนี้ชี้ชัดว่าการลงโทษแบบจารีตสมัยก่อนนั้น เห็นว่านักโทษหรือคนคุกไม่ใช่คนเต็มคน ไม่ใช่คนเท่ากับคนอื่นๆ
เรือนจำตามคติจารีตแบบนี้ จึงเป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับลงโทษทรมาน ด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่ต่ำกว่าคนปกติอยู่ แออัดอับชื้น สกปรก อัตคัดขาดแคลนทั้งอาหารและอื่นๆ
“คุก” ที่ถือคติว่าคนคุกไม่ใช่คนเต็มคน จึงไม่ใช่สถานที่ฟื้นฟูปรับปรุงพฤติกรรมเพื่อให้เป็นพลเมืองปกติของสังคมได้อย่างเรือนจำตามคติสมัยใหม่ที่เรียกกันว่าเป็น “Corrections”
“ราชทัณฑ์” แบบจารีตแตกต่างจาก Corrections ตั้งแต่ปรัชญา แนวคิดพื้นฐานว่าเรือนจำต้องมีความมุ่งหมายอย่างไร สภาพความเป็นอยู่ จนถึงการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทั้งโดยรวมและรายบุคคล การรักษาพยาบาล ฯลฯ
เรือนจำตามคติ Corrections จึงให้มีการฝึกอาชีพ ห้องสมุด ให้โอกาสเรียนหนังสือ (ในไทย การปรับเรือนจำตามคตินี้เริ่มขึ้นหลัง 2475) ต่างลิบลับกับ “คุก” แบบจารีต
ผมเห็นว่าการราชทัณฑ์ของไทยจนถึงทุกวันนี้ ยังรับมรดกมาจากจารีตเก่า ระบบความเชื่อเกี่ยวกับการลงโทษแบบจารีตอยู่มาก ความคิดเก่าๆ ยังตกทอดมาหนาแน่นโดยไม่รู้ตัว และเปลี่ยนยากมาก
ตัวอย่างที่กล่าวถึงข้างต้นสะท้อนการปฏิบัติต่อนักโทษอย่างเป็นคนไม่เต็มคน เป็นอมนุษย์ที่แตกต่างจากคนทั่วไป จึงต้องกินอาหารที่ไม่ใช่อาหารมนุษย์ อยู่ในพื้นที่แออัดที่ไม่เหมาะกับมนุษย์ และรับการรักษาพยาบาลที่ต่ำกว่าคนทั่วไป
นั่นหมายความว่าความโหดร้ายของคุกจะไม่มีวันได้รับการแก้ไขตราบใดที่ยังไม่ทำให้การราชทัณฑ์ เป็นการฟื้นฟูปรับปรุงพฤติกรรมอย่างคติเรือนจำสมัยใหม่ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการลดทอนความเป็นมนุษย์ของนักโทษผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นความมุ่งหมายที่แท้จริงของ “คุก” ไทย
ผมทราบดีว่า กรณีตรวนของอานนท์นั้น หลายคนเห็นว่าเป็นนักโทษก็ “สมควร” แล้วที่จะถูกพันธนาการ คนติดคุกก็ต้องถูกใส่ตรวน แถมยังเหมารวมว่านักโทษเลวเหมือนๆ กันหมด พยายามหนีเหมือนๆ กันหมด เป็นอันตรายต่อผู้อื่นเหมือนๆ กันหมด จึงควรถูกพันธนาการเหมือนๆ กันหมด
ทัศนะเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนจำนวนมากในสังคมไทยยังป่าเถื่อนขนาดไหน นี่ยังไม่นับความตื้นเขินปิดหูปิดตาตัวเองที่ไม่รู้จักนักโทษทางความคิดซึ่งทั้งโลกเห็นพ้องต้องกันว่าต่างจากนักโทษคดีอุกฉกรรจ์
ทัศนะพรรค์นี้เคยชินกับการมองไม่เห็นนักโทษเหล่านี้เป็นคนเต็มคน เป็นทัศนะที่คร่ำครึโบราณล้าหลังมากกว่าร้อยปี
การที่ศาลไม่ถือว่ากุญแจเท้าเป็นความโหดร้ายป่าเถื่อน ไม่ถือเป็นการย่ำยีความเป็นมนุษย์ จะถือว่าศาลได้บัญญัติให้นิยาม “การทรมาน” และ “ความโหดร้ายป่าเถื่อน” สำหรับคนไทยไว้ต่ำกว่าอารยประเทศอื่น
ตามบัญญัติของศาลในกรณีนี้…ความเป็นมนุษย์ของคนไทยต่ำกว่ามนุษย์คนอื่นๆ ในอารยประเทศ
