bg-single

พรรคแดงเธอมันสู้ | คำ ผกา

25.08.2025

คำ ผกา

พรรคแดงเธอมันสู้

มีคำพูดเชยๆ ว่า “เมื่อไม่คาดหวังก็ไม่ผิดหวัง”

แม้ฉันจะเป็นที่รู้จักในฐานะ “นางแบก” (และน่าจะสามารถเคลมได้ว่าสัญลักษณ์ของนางแบก เพราะทุกครั้งที่อ่านคอมเมนต์ในมติชนสุดสัปดาห์ออนไลน์ที่มีต่อคอลัมน์ของฉันเราจะเจอคอมเมนต์ที่ไม่พูดอะไรนอกจาก “แบก” หรือ “นางแบก” ซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ จนบางทีฉันนึกว่าคำว่านางแบกเป็นซินโนนีมของคำว่า “อีเหี้ย อีสัตว์” นั่นแปลว่าเมื่อเราอยากด่าใครสักคนเราก็ด่าว่า “อีเหี้ย” โดยที่ตัวเหี้ยที่ว่ายน้ำอยู่ตามที่ต่างๆ ก็คงฉงนว่า “ฉันทำอะไรผิด”)

กลับมาในประเด็นที่ฉันเป็นนางแบกอย่างเปิดเผย คนก็จะคิดว่าฉันหน้ามืดตามัว

ทั้งรักทั้งหลงทั้งบูชาพรรคเพื่อไทย

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วเหตุผลที่ฉันเป็นทีมสีแดงพรรคเพื่อไทยไม่เป็นทีมสีส้มก็เพราะฉันเห็นว่าพรรค “แดง” มีความสุกๆ ดิบๆ ดีๆ ชั่วๆ มีความเก๋าไปพร้อมๆ กับมีความ “แก่” มีความเชย

มีความทันสมัย มีความเป็นรากหญ้าแต่ก็มีความเป็นนายทุนเศรษฐี

พูดโดยย่อคือพรรคเพื่อไทยดูห่างไกลจากคำว่าพรรคการเมืองในอุดมคติ

เต็มไปด้วยข้อบกพร่องอย่างเปิดเผย มีความโก๊ะกังขาดๆ เกินๆ เป็นสรณะ

และนั่นแหละคือเหตุผลที่ฉันเลือกจะสนับสนุนพรรคการเมืองนี้เพราะดู “ไม่ปลอม” เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน

ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่พรรคการเมืองสาย “โหด” อุ้ม ฆ่า เรียกค่าไถ่ ไถเงินคน ก็ไม่ใช่อีก

เป็นแค่พรรคการเมืองหนึ่งที่มีทั้งคนเก่ง คนไม่เก่งอยู่รวมๆ กัน บางทีก็มีงานว้าวๆ ออกมา บางทีก็มีงานอะไรงงๆ เฟลๆ ออกมาสลับๆ กัน

ดังนั้น เหตุผลที่ฉัน “แบก” พรรคเพื่อไทยจึงไม่ใช่เพราะ พรรคนี้มันดีมันเริ่ด มันสมบูรณ์แบบ อุดมการณ์แข็งแกร่ง ทุ่มเท เสียสละ รักประชาชนยิ่งชีพ ไม่ใช่เลย แต่แบกเพราะมันไม่เริ่ดแต่มัน “เรียล” ต่างหาก

พูดให้กระชับขึ้นอีกฉันแบกก็เพราะฉันมองพรรคเพื่อไทยภายใต้ “ข้อจำกัด”

และไม่ได้คาดหวังหรือตั้งความหวังกับพรรคเพื่อไทยไว้สูงมาก

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ในขณะที่ใครๆ พูดถึง อ้างอิงถึง และถวิลถึงความรุ่งโรจน์ของพรรคไทยรักไทย ซึ่งฉันก็ไม่เถียงว่าพรรคไทยรักไทยคือ “ตำนาน” ของพรรคการเมืองไทยที่เมื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ ได้เป็นรัฐบาลแล้วสามารถบริหารอำนาจรัฐที่มีอยู่ในมือผลักดันนโยบายที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศ อันเราสามารถพูดซ้ำๆ ท่องได้จนขึ้นใจ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตำรวจ เอาตำรวจออกมาจากมหาดไทยกลายเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

และมีหน่วยสอบสวนคดีพิเศษดีเอสไอที่จะทำหน้าที่คล้ายๆ เอฟบีไอ

สองส่วนนี้คาดหวังจะให้เป็นการปฏิรูป ทำให้ตำรวจมีโครงสร้างการทำงานที่ไม่ต้องไปเทอะทะอยู่ในมหาดไทย

น่าเสียดายที่การรัฐประหาร 2549 ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้ถูก modernized อย่างที่ควรจะเป็น

ไม่อย่างนั้นป่านนี้เราคงเห็นตำรวจใส่สูท ผูกไท ทำงานแบบไฮเทคเน้นนวัตกรรมตามหลักอาชญวิทยาสมัยใหม่ไปแล้ว

ส่วนที่พรรคไทยรักไทยทำไว้จนเป็นตำนานคือ การกระจายอำนาจ การเลือกตั้งท้องถิ่น

สามสิบบาทรักษาทุกโรค สุราชุมชน กองทุนหมู่บ้าน

การตั้งธนาคารเอสเอ็มอี สนามบินสุวรรณภูมิ การมีสายการบินโลว์คอสต์

การปฏิรูปแท็กซี่จากรถเก่าๆ เหม็นๆ มาเป็นรถใหม่ สะอาดสะอ้านอย่างที่เราคุ้นชินกันในวันนี้ รถเมล์ติดแอร์ก็เริ่มในสมัยนี้

ความสำเร็จของพรรคไทยรักไทย นอกจากความ “คม” และวิสัยทัศน์เฉพาะตัวของคุณทักษิณ ชินวัตร ที่คิด “นอกกรอบ” และมีโลกทัศน์แบบ global citizen เมื่อนำมาใช้ในการบริหารประเทศจึง “ล้ำ” และน่าทึ่งเอามากๆ

เช่น คุณทักษิณพูดเรื่องบัตรประชาชนแบบสมาร์ตการ์ดมาตั้งแต่ปี 2547

พูดเรื่องสมาร์ตซิตี และเอาจริงเอาจังกับการจะเปลี่ยนประเทศให้ “สมาร์ต” ซึ่งหมายถึงการ digitalized ทุก operations ที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนประเทศ

และนั่นแปลว่าคุณทักษิณต้องการสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างความมั่งคั่งจากธุรกิจที่เป็นไฮเทคโนโลยี และใช้ไฮเทคโนโลยีหรือระบบดิจิทัลมา “กระชับ” ส่วนราชการให้เล็กลง ลดปัญหาคอร์รัปชั่น

และคุณทักษิณมองการณ์ไกลตั้งแต่สมัยนั้นว่า ปัญหาในอนาคตของรัฐบาลและเศรษฐกิจของประเทศคือ ภาระของรายจ่ายประจำในงบประมาณ ที่เป็นสัดส่วนของเงินเดือนข้าราชการและเงินเดือนของข้าราชการบำนาญที่ต้องจ่ายให้จนตาย หากไม่เร่งลดจำนวนข้าราชการด้วยการลดขนาดของ “ราชการ” เสียตั้งแต่ในช่วงทศวรรษที่ 2540 ปล่อยให้ “ราชการ” โตขึ้นเรื่อยๆ ภาระทางงบประมาณตรงนี้ก็จะบวมขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

สิ่งที่รัฐบาลไทยรักไทยสมัยนั้นทำคือ one stop service ใช้คอมพิวเตอร์มาทำงานข้อมูล

และเริ่มโครงการเออร์ลี่รีไทร์ เลือกรับเงินก้อนใหญ่แล้วจบ

นี่คือหนึ่งในตัวอย่างของความพยายามจะปฏิรูประบบราชการ แก้ปัญหารัฐราชการของไทยที่ใหญ่โต เทอะทะ อืดอาด และคอร์รัปชั่น

ฉันไม่ชอบพูดน่าเสียดาย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูด หากไม่มีการรัฐประหาร 2549 ประเทศไทยวันนี้น่าจะอยู่ในสถานะที่ใกล้เคียงกับสิงคโปร์และเกาหลีใต้

แต่ความสำเร็จของคุณทักษิณและรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเกิดขึ้นภายใต้บริบทคนชั้นกลางไทยกำลังติดลมบนว่ากลุ่มของตนเองคือผู้พาประเทศไปสู่ความศิวิไลซ์ จากการสู้กับเผด็จการในปี 2535

(ทำเป็นลืมเรื่องนายกฯ คนนอกชื่ออานันท์ ปันยารชุน แต่คนชั้นกลางก็มองว่าคุณอานันท์เป็นคนดี ดังนั้น จึงไม่นับเป็นปัญหา) และการผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญปี 2540

พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่คนชั้นกลางเรียกว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”

เพราะฉะนั้น ความแตกต่างของพรรคไทยรักไทย ณ เวลานั้น กับพรรคเพื่อไทยที่เป็นรัฐบาลอยู่ในเวลานี้คือ พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งและเป็นรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญที่ “ชอบธรรม” และไม่มีข้อกังขา ไม่มีวิกฤตของความชอบธรรมทางอำนาจ

องค์กรอิสระเพิ่ง “จุติ” ขึ้นมาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้และยังไม่กลายพันธุ์เป็นกลไกของอำนาจนอกระบบเลือกตั้ง คุณทักษิณ ณ เวลานั้นเป็นขวัญใจมหาชน มีภาพลักษณ์เป็นไทคูนหนุ่ม คนรุ่นใหม่ มีเครือข่ายกับทั้งนักธุรกิจ เทคโนแครต ฝ่ายซ้ายเก่า นักการเมืองฝ่ายขวา นักวิชาการหัว “ก้าวหน้า” ของยุคนั้น (ยุคนี้เรียกว่าสลิ่ม)

ดังนั้น แรงหนุนส่งของการผลักดันนโยบายสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยจึงต่างจากสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐบาลเพื่อไทย เศรษฐา ทวีสิน ต่อแพทองธาร ชินวัตร เหมือนฟ้ากับเหว

รัฐบาลไทยรักไทยสมัยแรก หยิบอะไรสังคมก็เชียร์ เห็นดีเห็นงามไปหมด แถมยังได้เติมแต้มบุญด้วยเครดิตนายกฯ ที่ปลดหนี้ไอเอ็มเอฟให้ประเทศไทย กล่าวได้ว่า คุณทักษิณคือนายกฯ ที่ป๊อปปูลาร์ที่สุดในประวัติศาสตร์ของการมีนายกฯ พลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง

ส่งให้การเลือกตั้งปี 2547 พรรคไทยรักไทยกวาดที่นั่ง ส.ส.มา 377 ที่นั่ง มากเป็นประวัติการณ์ เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากที่เราเห็นว่ามีเสถียรภาพสูงสุดและจะทำให้ผลักดันทุกนโยบายที่เปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่าดรามาติก

เหตุเพราะคุณทักษิณเป็นนายกฯ ที่ป๊อปปูลาร์เกินไป (ใครเกิดทันจะจำได้) เมื่อป๊อปปูลาร์มาก มีเสียงในสภาแบบโหวตอะไรก็ผ่านม้วนเดียวจบ นโยบายก็เฟี้ยวฟ้าวขึ้นเรื่อยๆ นักการเมืองก็ไหลเข้าพรรคไทยรักไทยเรื่อยๆ เพราะการันตีว่าลงเลือกตั้งแล้วโอกาสชนะสูงมาก

ในส่วนของพรรคก็อยู่ในสถานะ “สวยเลือกได้” ใครๆ ก็อยากมาทำงานด้วย ตัวเลือกเยอะก็สามารถคัดเอาแต่ “ครีม” มาร่วมงานโดยเฉพาะในสายเทคโนแครต

ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์นี้ก็กลายเป็น “ภัยคุกคาม” ของสิ่งที่เรียกว่าสมดุลแห่งอำนาจในสังคมไทย

และเมื่อคุณทักษิณไม่สามารถ “เอื้อ” อภิสิทธิ์ให้กับบางคนบางกลุ่มได้ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องไอทีวี เรื่องเงินกู้ธนาคารกรุงไทย ขบวนการลงขันล้มทักษิณจึงถือกำเนิดขึ้น

ขบวนการ “ล้มทักษิณ” มีสองขบวนคู่ขนานคือขบวนที่ตั้งใจถักทอขึ้นมากับขบวนการที่เกิดอย่างเป็นธรรมชาติจากการทำงานของ “สื่อ” ที่ไปรับลูกมาจากขบวนการสร้างเรื่องมาจากกลุ่มตั้งใจล้มทักษิณนั่นเอง

วาทกรรมล้มเจ้า, ขายชาติ, เผด็จการรัฐสภา, รัฐตำรวจ, หรือการไปจับเอาวลี “ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ” และคำว่า “โจรใต้” มาสร้างภาพจำให้ทักษิณกลายเป็นนักละเมิดสิทธิมนุษยชน บ้าอำนาจ กร่าง กินรวบประเทศ รวมศูนย์อำนาจ

ส่วนเอ็นจีโอกับนักวิชาการชั้นนำ ทั้งนิธิ เอียวศรีวงศ์ เกษียร เตชะพีระ ประเวศ วะสี ก็ดาหน้ากันออกมาวิพากษ์ “ระบอบทักษิณ” “คนอย่างทักษิณ”

กลุ่มที่ทำเรื่องคนชายขอบ เรื่องคนตัวเล็กตัวน้อยก็ออกมาด่าทักษิณเรื่องประชานิยมจะทำสังคมล่มสลาย ชาวบ้านบ้าเงิน ละทิ้งวิถีชีวิตอันงดงาม

ความขำขื่นที่เกิดจากการกระทำของคนเหล่านี้คือ ทักษิณทำเศรษฐกิจช่วยรากหญ้า ก็พากันตราหน้าว่าทักษิณทำประชานิยม เอางบประมาณแผ่นดินมาซื้อเสียงล่วงหน้า

แต่พอมูฮัมหมัด ยูนูส เสนอไอเดียไมโครเครดิตได้รางวัลโนเบลก็เฮโลสาระพาแปลหนังสือยูนูส ชื่นชมว่านี่คือการ empowering คนตัวเล็กตัวน้อย ทั้งๆ ที่กองทุนหมู่บ้าน โอทอป เอสเอ็มอี ตั้ง TCDC ศูนย์ดีไซน์ออกแบบที่จะกระจายไปทั่วประเทศเพื่อเป็นฐานรองรับงานโอทอปที่จะอินเตอร์มากขึ้นในอนาคต เหล่านี้ทักษิณทำได้รอบด้านกว่าที่ยูนูสเสนอด้วยซ้ำ แต่พวกนักวิชาการกลุ่มเดียวกันนี้ไปอวยยูนูส แต่ด่าทักษิณ – ใครไม่งงจะงงมาก

ฉันไม่ลงรายละเอียดว่า รสนา โตสิตระกูล ทำอะไร สนธิ ลิ้มทองกุล ทำอะไร บนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีนักวิชาการ สื่อมวลชน เซเลบ ไฮโซ นายทุนระดับเอลิสต์ประกอบไปด้วยใครบ้างที่เข้าไปมีส่วนร่วมในขบวนการล้มทักษิณ

ใครปั่นเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ใครปั่นเรื่องทักษิณกับการถ่ายรูปในวัดพระแก้ว ใครทำ half truth สื่อสารความจริงครึ่งเดียว บิดเบือน สร้างเฟกนิวส์คนเกิดกระแสเกลียดชังแทบเห็นคนไม่เป็นคน สุดท้ายอาการทักษิณโฟเบียกลายเป็นโรคประจำถิ่นในสังคมไทย

จากการต่อสู้กับการรัฐประหาร ฮีโร่พฤษภาทมิฬ ไล่สุจินดา คราประยูร คนกลุ่มเดียวกันนี้แหละกลายเป็นคนไชโยโห่ร้องแซ่ซ้องสรรเสริญเมื่อทหารมายึดอำนาจในปี 2549

คนเหล่านี้ผลิตคำว่า นักโทษชายบ้าง ไม่ได้ตายในแผ่นดินแม่บ้าง ไม่มีแผ่นดินจะอยู่บ้าง เพราะสำหรับพวกเขานี่คือการลงโทษ “คนขายชาติ” ที่สาสมที่สุด

เมื่อมีม็อบเสื้อแดง ก็บอกว่านี่คือ “ควาย” คนโง่ที่ถูกทักษิณซื้อ ถูกทักษิณหลอกให้มาตาย คือพวกที่เห็นแก่นโยบายประชานิยมอันฉาบฉวยเพราะโลภ เพราะจน เพราะอ่อนแอ ขาดความยับยั่งชั่งใจ และเพราะโง่

พอ “อำนาจรัฐ” ใช้อาวุธสงครามมาฆ่าประชาชนกลางเมืองก็พากันดีใจ ออกไปล้างเลือด ฉลองที่ได้ราชประสงค์คืน

พอมีการเลือกตั้ง อีพรรคแดงดันฆ่าไม่ตาย จากพรรคไทยรักไทยสู่พรรคเพื่อไทย ประเทศไทยได้นายกฯ ชื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

กลุ่มมนุษย์ทักษิณโฟเบียก็ผลิตองค์ความรู้ใหม่ คว้า jargon ของสำนักคิดทางรัฐศาสตร์มาใช้เก๋ๆ ทันที เช่น การเมืองแบบสืบสายตระกูล การสืบทอดอำนาจจากพ่อสู่ลูก จากพี่ชายสู่น้องชาย dynastic politics

ยิ่งลักษณ์คือหุ่นเชิดของพี่ชาย จากนั้นก็สร้างเฟกนิวส์ ตัดต่อรูปภาพ เพื่อทำภาพจำให้ติดตลาดให้ได้ว่ายิ่งลักษณ์โง่ ไม่มีสมอง ที่น่ากลัวคือทำสำเร็จ

จากนั้นก็สานต่อด้วยการทำลายความชอบธรรมของนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นแผนบริหารจัดการน้ำ จำนำข้าว การปฏิรูประบบรางภายใต้ Thailand 2020 และไม่มีใครเอ่ยถึงสักคำว่าจีดีพีไทยสมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์โตถึงร้อยละ 7 สูงจนไม่รู้จะสูงยังไงท่ามกลางเสียงก่นด่า และความพยายามจะขัดขวางทุกนโยบายของรัฐบาล

ไม่มีใครพูดเรื่องเงินเดือนสตาร์ตหมื่นห้าที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ทำทันที ไหนจะค่าแรง 300 บาท ไหนจะฝ่าฟันผลักดันการจ่ายเงินเยียวยารายละ 7.5 ล้านบาทให้แก่ผู้เสียชีวิตทุกสีทุกฝ่ายจากการชุมนุมทางการเมือง

เชื่อหรือไม่ ไม่มีใครจำความดีความงามตรงนี้ นอกจากกลุ่มควายแดงเดิมๆ

สุดท้ายก็ไปเป่านกหวีดเก๋ไก๋ เรียกทหารออกมารัฐประหารยินดีปรีดากันไป อยู่กับรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปสิบปีพร้อมของขวัญเลอค่าอมตะจากมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นรัฐธรรมนูญปี 2560

ในระหว่างนั้นพวกควายแดงก็ทำงานทางความคิดอยู่ voicetv เปิดแนวรบทางวิชาการ วัฒธรรม ศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ พูดทุกอย่างที่เป็นเรื่อง “ก้าวหน้า” เสรีกัญชา harm reduction รัฐสวัสดิการ ขนส่งมวลชน ปฏิรูปการศึกษา ยกเลิกเครื่องแบบนักเรียน ผังเมือง ความเหลื่อมล้ำ ตุลาการภิวัฒน์ รัฐโลกวิสัย ภาวะคลั่งชาติ ขวาจัด เพศทางเลือก อาเบโนมิกส์ รัฐสอดแนม ฯลฯ

ทุกอย่างที่พวกเห่อส้มสมัยนี้เอามาพูดแบบงูๆ ปลาๆ รายการข่าวและบันเทิงในวอยซ์ทีวีพูดมาหมดแล้ว โดนด่ามาแล้ว ทะเลาะกับพระวัดดังมาแล้ว

และ ณ วันนั้นส้มจำนวนมากหากยังไม่เกิดก็ยังเป็นสลิ่มอยู่

ฉันไม่ได้มาเขียนตรงนี้เพื่อจะเคลมอะไร แต่พาย้อนหลังย้อนรอยกันสักนิดว่า หลังรัฐประหารปี 2557 จนถึงปี 2561 คนไทยจำนวนหนึ่งก็ยังอิ่มเอิบที่ไล่ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ออกจากประเทศไปได้ จนกระทั่งหลังโควิด-19 เศรษฐกิจแย่ การทำงานทางความคิดเรื่องประชาธิปไตยเริ่มผลิดอกออกผล วาทกรรมคนดี กลายเป็น “คนดีย์ อดีตฮีโร่ ไอดอล แบบหมอประเวศหรืออะไรเทือกๆ นั้นแทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความชวนหัวล้าสมัย ไอคอนคนเสื้อเหลืองกลายเป็นตัวตลก

อยู่ๆ การเป็นเสื้อแดงกลายเป็นหมุดหมายของการสู้เพื่อประชาธิปไตย

ในกระแสม็อบไล่ประยุทธ์ จันทร์โอชา ของคนหนุ่มสาวหันมาเชิดชูวีรกรรมคนเสื้อแดง

ซึ่งคำว่า “เสื้อแดง” ใน “เรื่องเล่า” เวอร์ชั่นของม็อบสามนิ้วก็เป็นสิ่งที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า selective memory นั่นคือ เลือกจำแค่บางอย่าง เลือกรู้จักแค่บางคน เลือกพูดแค่บางแง่มุมของการต่อสู้

และมีแนวโน้มจะสร้างภาพโรแมนติกให้กับขบวนการคนเสื้อแดงที่โคตรหลากหลายอีนุงตุงนังในความเป็นจริง

สุดท้ายภาพที่ฉันเห็นคือมีคนที่เคยสู้ในพฤษภาคม 2535 สนับสนุนรัฐธรรมนูญ 2540 กับกลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐประหาร 2549 หรืออย่างเบาบางคือประกาศว่าเป็นสองไม่เอา กลุ่มคนที่เป็น กปปส.ไล่ยิ่งลักษณ์ กลุ่มคนที่ไล่ประยุทธ์กับม็อบเด็กสามนิ้ว และมีพรรค “ส้ม” เป็นที่พักใจในท้ายที่สุด ; เหล่านี้สามารถเป็นคนคนเดียวกันได้ และมีอยู่เยอะด้วย

ความมหัศจรรย์พันลึกของคนเหล่านี้ เช่น ตาลุงกาแฟดำ สามารถลืมบางช่วงบางตอนในชีวิตของตนเองแล้วมาทำเนียนๆเชียร์ “ส้ม” เนียนๆ ไหลๆ มาอยู่ในหมวดหมู่ของ “คนหัวก้าวหน้า”

กลับมาที่ขึ้นต้นเอาไว้ว่า “ไม่คาดหวังไม่ผิดหวัง”

พรรคเพื่อไทยที่เจอสึนามิทางการเมือง รัฐประหารสองครั้ง ตัดสิทธิ์ ติดคุก

สภาพพรรคเหมือนคนบ้านแตกสาแหรกขาด สามารถประคองตัวจนถึงทุกวันนี้ เป็นรัฐบาลผสม เสียง ส.ส.มีแค่ 141เสียง เจอการโจมตีจากสลิ่มเฟสหนึ่งยังไม่เท่าไร เจอวิกฤตความชอบธรรมจากวาทกรรมตระบัดสัตย์จากพรรค “ส้ม”

ที่เบี่ยงเบนประเด็นจากการที่พรรคตัวเองหาเสียงโหวตนายกฯ ได้ไม่พอ จนเพื่อไทยต้องแยกตัวมาจัดตั้งรัฐบาลและไปรวมเสียงกับทุกพรรคที่เหลือเพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จซึ่งจะไม่ชอบการตัดสินใจนี้ของเพื่อไทยก็ไม่ใช่เรื่องผิดประหลาดอะไร แต่มันไม่ใช่การ “ตระบัดสัตย์” แน่นอน

แล้วต่อให้มีการตระบัดสัตย์ สิ่งนี้ก็ไม่ใช่อาชญากรรม ไม่ได้กระทำการที่ผิดต่อหลักประชาธิปไตยรัฐสภา ไม่ได้ไปปล้นอำนาจใครมา

พรรคส้มไม่เข้าใจเรื่องนี้?

ฉันคิดว่าพวกเขาเข้าใจดี

แต่จงใจใช้วาทกรรมนี้เพื่อทำลายคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยเท่านั้นเอง

ฉันย้อนกลับมาเขียนเรื่องนี้อีกครั้งเพื่อจะบอกว่า

บริบทของพรรคเพื่อไทยวันนี้ไม่เหมือนพรรคไทยรักไทยยุคนายกฯ ทักษิณ

วันนี้พรรคเพื่อไทยทำงานด้วยต้นทุนที่ติดลบเกือบทุกเรื่อง

ติดลบด้วยสภาวะของพรรคการเมืองที่ถูกทำให้อ่อนแอจากการถูกรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ติดลบด้วยความเหนื่อยล้า และทรัพยากรที่ถดถอยน้อยลงจากการยืนระยะต่อสู้กับการถูกกระทำจากอำนาจนอกการเลือกตั้งมา 20 ปี

ติดลบจากการเป็นพรรคอันดับสองแล้วตั้งรัฐบาลบนการถูกประณามจากพรรคอันดับหนึ่งว่าตระบัดสัตย์ข้ามขั้ว ตั้งรัฐบาลได้แล้วนายกฯ คนแรกก็ถูกถอดถอนจากศาลรัฐธรรมนูญ

และตอนนี้นายกฯ คนที่สองก็ถูกร้องและกำลังจะถูกวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ

ท่ามกลางภาวะติดลบนี้พรรคเพื่อไทยกลับรับมือกับทุกเรื่องได้ดีอย่างเหลือเชื่อ

เรื่องชายแดนไทย-กัมพูชาที่ดูเหมือนจะเอาไม่อยู่ สุดท้ายก็คลี่คลายด้วยการยืนหยัดใช้หลักการทางการทูต เอาความจริงเข้าสู้กับเฟกนิวส์ของฝ่ายกัมพูชา จนฝ่ายกัมพูชากลับต้องสูญเสียความชอบธรรมไปด้วยตัวเอง

นายกฯ ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่แต่รัฐบาลไม่เป๋ ไม่หลุด ไม่หยุดทำงาน ไม่มีเสียกำลังใจ

แถมยังเหมือนทำงานประชด ผลิตผลงานออกมารัวๆ ทั้งเรื่องปราบยาเสพติด ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ผ่าน พ.ร.บ.หวยเกษียณ เจรจาภาษีทรัมป์ก็สำเร็จ ต่อด้วยเร่งทำเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาท แถมประกาศจีดีพีล่าสุด ตัวเลขดันสูงกว่าประมาณการอีก อภิปรายงบประมาณก็ผ่านไปได้ด้วยดี เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ก็ดันไป “แมส” วงการนางงามออกมาสนับสนุน พลิกสถานการณ์จากร้ายไปเป็นดีอีก

ไม่คาดหวังย่อมไม่ผิดหวัง

แต่พรรคแดงกลับทำได้ดีกว่าที่คาด

ไม่ยุบสภา ไม่ลาออก เดินหน้าทำงานรักษารัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้งไว้อย่าให้ต้องล้มเพราะ “มือที่มองไม่เห็น”

แค่นี้ประชาชนก็ชนะแล้ว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 1 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”