‘ละครการเมืองไทย’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
บทความชิ้นนี้มิได้ตั้งใจจะบอกหรือลดทอนคุณค่าว่า “การเมืองไทยปัจจุบัน” เป็นเพียงแค่ “ละคร” ในความหมายของการละเล่น-มหรสพที่เต็มไปด้วย “มายา” “ความเสแสร้ง” และไม่เคยตอบสนองต่อ “ความเป็นจริงทางสังคม”
แต่กำลังจงใจจะบอกว่า “การเมืองไทย” นั้นหลีกเลี่ยง “ความเป็นละครการเมือง” ไปไม่พ้น เนื่องจาก “สังคมการเมืองไทย” ถูกกำกับ-ควบคุม โดยโครงสร้างทางอำนาจ โครงสร้างทางวัฒนธรรม และโครงสร้างเรื่องเล่า-นิทานปรัมปราเรื่องเดิมๆ อย่างยากจะสลัดออก
ไม่ว่าเราจะเรียกโครงสร้างเหล่านั้นว่า “พรหมลิขิต” “หมาป่าไล่ล่าลูกแกะ” “ธรรมะชนะอธรรม” หรืออะไรอื่นๆ ก็ตามแต่
เมื่อโครงสร้างทางอำนาจ-วัฒนธรรม-เรื่องเล่าข้างต้น กำหนด “สตอรี่ทางการเมือง” ไว้อย่างไร
“สังคมการเมืองไทย” ก็มีแนวโน้มจะดำเนินไปตาม “สตอรี่” เช่นนั้น ไม่มีหลุดออกนอกพล็อตหรือเส้นทางที่ถูกวางเอาไว้
ใครที่ถูกกำหนดว่าต้อง “โดนฆ่าให้ตาย” ก็ย่อมตายอยู่วันยังค่ำ ใครที่ถูกกำหนดให้ได้ “ครองอำนาจ” ก็จะเป็นผู้ชนะในสักวันหนึ่ง ด้วยกลวิธี-กโลบายแบบใดแบบหนึ่ง
นี่คือ “วงจร” หรือ “ละครการเมืองเรื่องเดิม” ที่หมุนวนฉายซ้ำมารอบแล้วรอบเล่า ในตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา
กระทั่งปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น อย่างกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้อดีตนายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร” ต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามมาด้วยการที่เพื่อไทยพ่ายแพ้ใน “เกมยุบสภา” แล้วโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลก็ตกไปอยู่ในมือของภูมิใจไทยและ “อนุทิน ชาญวีรกูล” อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ก็มีสถานะเป็นเพียง “สตอรี่ย่อยๆ” ที่คาดเดาได้ง่ายๆ เรื่องหนึ่ง ในโครงสร้างเรื่องเล่าชุดเดิมของ “ละครการเมืองไทย”

หากมองในแง่นี้ “ประวัติศาสตร์การเมืองไทย” หน้าแล้วหน้าเล่าก็ถูกกำกับ-ควบคุมไว้ด้วย “โครงสร้างทางอำนาจ-วัฒนธรรม” ดั้งเดิมข้างต้น มิได้ถูกขับเคลื่อนให้มีพลวัตหรือพัฒนาการ โดยสถานการณ์หรือปรากฏการณ์ปลีกย่อยต่างๆ ที่เสมือนจะบังเกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา
จนคนจำนวนมากต่างไร้ความหวัง เศร้าสลดหดหู่ หรือรู้สึกคล้ายกำลังถูกคุมขังอยู่ใน “วงจรอุบาทว์” อันไร้ทางออก
คำถามคือเราจะสู้ จะเปลี่ยนเกม จะหนีออกมาจากโครงสร้างเก่าได้อย่างไร?
ทางหนึ่ง “คนอยากเปลี่ยน” จะต้องหาหนทางสถาปนาอำนาจ ให้ตนเองกลายเป็นผู้ได้ออกแบบโครงสร้างทางอำนาจ โครงสร้างทางวัฒนธรรม และโครงสร้างเรื่องเล่าทางการเมืองนั้นเสียเอง
พูดอีกอย่าง คือ ต้องยึดอำนาจทางการเมือง-วัฒนธรรมมาได้อย่างเบ็ดเสร็จ แล้วรื้อถอนทำลายโครงสร้างเดิม ก่อนจะลงมือก่อร่างสร้างโครงสร้างใหม่ที่พวกตนพึงปรารถนาขึ้นมาทดแทน
นี่เป็น “โครงการทางการเมืองขนาดอภิมหามหึมา” ที่พูดง่าย เขียนง่าย แต่ทำได้ยาก และไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จ (อย่างยั่งยืน) ในรอบศตวรรษที่ผ่านมา
อีกทางหนึ่ง “คนอยากเปลี่ยน” ก็ต้องยอมเข้าไปคลุกคลี แทรกซึม ปนเปื้อนอยู่ภายในโครงสร้างดังกล่าว หรือพยายามโลดแล่นเข้าไปเป็นตัวละครรายหนึ่ง/กลุ่มหนึ่งในโลกของ “ละครการเมืองเรื่องเก่าๆ” แล้วกำหนดขีดเขียน “บทบาทใหม่-พฤติกรรมใหม่-เจตจำนงใหม่” ซึ่งเปี่ยมล้นด้วย “ปณิธานแห่งความเปลี่ยนแปลง” ให้แก่ตนเอง
อันจะส่งผลให้ “สตอรี่” ใน “ละครการเมือง” ที่เคยหมุนวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แปรเปลี่ยนผกผันไปสู่ทิศทาง-ผลลัพธ์ใหม่ๆ กระทั่งกำเนิดเป็น “บทตอนใหม่” ที่มีเนื้อหาผิดแผกแตกต่างออกไปจากโครงสร้างเรื่องราวแบบเดิม

ส่วนตัวยังเชื่อลึกๆ ว่า กระบวนการตัดสินใจอันยากลำบากของบุคลากรทุกองคาพยพใน “พรรคประชาชน” ก่อนจะนำมาสู่มติหนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นั้นวางพื้นฐานอยู่บนหลักคิดทำนองนี้
ก็ได้แต่หวังว่า “พรรคประชาชน” จะเข้าไปสร้าง “สตอรี่ใหม่” ใน “ละครการเมือง” ที่เหมือนจะเป็นเรื่องเก่าเรื่องเดิมได้สำเร็จ
ไม่ถูกสะกด ครอบงำ หลอกล่อ จนกลายเป็น “ลูกแกะ” ที่โดนขย้ำ หรือ “ยักษ์-อสูร” ที่ต้องโดนกำราบปราบสำเร็จโทษไปเสียก่อน
