หลังลับแล มีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ
บทสนทนา ‘นานารส’
บนโต๊ะอาหาร
สําหรับคนอายุปูนผมแล้ว การที่ยังกินได้ ยังนอนหลับ และยังเดินได้ต้องถือว่าเป็นพรอันวิเศษของชีวิตแล้ว และผมยังโชคดีเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่งคือ มีเพื่อนหลายรุ่นผลัดเปลี่ยนเวียนหน้ากันมาพูดคุยให้ได้ทั้งความสนุกสนานและประเทืองปัญญาอยู่เสมอ
อาศัยว่าบ้านผมมีแม่ครัวที่รับสืบทอดตำราอาหารมาจากพี่เลี้ยงของผมและจากน้องชายของผม ซึ่งรับสืบทอดมรดกวิชาการครัวมาจากแม่ของผมอีกทอดหนึ่ง ช่วยทำอาหารให้รับประทานเป็นประจำทุกวัน โดยมีน้องสะใภ้ของผมซึ่งบ้านอยู่ติดกันเป็นผู้กำกับดูแล เพราะฉะนั้นในแต่ละวันผมจึงต้องไม่ห่วงปากห่วงท้องตัวเองว่ากลับมาถึงบ้านแล้วจะมีอะไรกินหรือไม่
มีเรื่องควรห่วงอยู่อย่างเดียวคือ ตัวเราเองจะกินมากเกินไปเท่านั้น คุณหมอจะเคืองเอาเสียเปล่าๆ
จะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสังคมไทยหรืออย่างไรผมก็ไม่แน่ใจนัก นั่นคือวัฒนธรรมการนัดกันกินข้าวเพื่อพูดคุยด้วยสารพัดเรื่อง แม้ไม่มีธุระอะไรก็นัดกินข้าวกันได้ คุยกันเพลินๆ สนุกดีจะตายไป
ส่วนตัวผมเองด้วยวัยขนาดนี้แล้วมื้อค่ำก็พยายามอยู่กับบ้าน ถ้าจะออกไปกินข้าวนอกบ้านก็ต้องคิดถึงเรื่องการเดินทางหรือการขับรถในเวลากลางคืนให้จงดี
เพราะฉะนั้นผมจึงถือเป็นแนวปฏิบัติส่วนตัวว่า ถ้าคนที่อยากจะนัดผมกินข้าวด้วยไม่มีข้อขัดข้อง ลองมากินอาหารมื้อค่ำที่บ้านผมสักมื้อจะเป็นไรไป ไม่กี่ปากกี่ท้องพอจะรับรองกันได้อยู่
ดังนั้น โต๊ะกินข้าวบ้านผมจึงมีคนแวะเวียนมากินข้าวบ่อยครั้ง อาหารการกินก็เป็นของที่แม่ครัวทำขึ้นในบ้านนี้ หรือซื้อจากข้างนอกมาสมทบบ้าง บางคราวแขกที่มากินข้าวก็มีอาหารติดไม้ติดมือมาด้วย
แต่ละมื้อจึงผ่านไปด้วยความอิ่มหนำสำราญของทุกคน
นอกเหนือจากรสอร่อยของอาหารแล้ว รสอร่อยของการพูดคุยสนทนาบนโต๊ะอาหารก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย คนที่มากินข้าวบ้านผมมีทั้งผู้ที่มีอายุไล่เลี่ยกับผม เรื่อยลงไปจนถึงผู้ที่มีอายุอยู่ในชั้นที่เป็นลูกศิษย์ แต่จะหาคนอายุมากกว่าผมหาไม่ค่อยได้แล้วครับ เพราะถึงแม้หาเจอก็ไม่ค่อยออกจากบ้านแล้ว ลูกหลานคอยห้ามไว้ครับ
การสนทนาบนโต๊ะอาหารจะมีความเป็นธรรมถ้าเราได้แลกเปลี่ยนความคิดความเห็นหรือเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
เรื่องที่ผมจะเล่าประสบการณ์ให้ผู้ร่วมโต๊ะฟังนั้นมีมากตามอายุ แต่เราก็ควรแบ่งเวลาให้คนอื่นพูด เพื่อรู้เรื่องใหม่ๆ หรือฟังทัศนะใหม่ๆ บ้าง แบบนี้วงสนทนาจึงจะมีรสมีชาติเพราะไม่มีใครควรผูกขาดการสนทนาไว้คนเดียว แบบนั้นเขาเรียกเรียกว่าเล็กเชอร์ครับ และถ้าเกิดใครทำแบบนั้นบนโต๊ะอาหาร มื้อค่ำจะกร่อยเสียเปล่าๆ
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวานนี้ (7 กันยายน 2568) มีคนกินข้าวมื้อค่ำที่บ้านผมหกคน รวมผมซึ่งเป็นเจ้าของบ้านอีกหนึ่งคน ได้จำนวนเจ็ดคนพอดี อาหารไม่ต้องมีอะไรมาก แต่ต้องแบ่งเป็นสองสำรับเพราะถ้าจัดอาหารเพียงสำรับเดียว ทุกคนต้องทำตัวให้มีมือยาวเป็นแม่นากหยิบมะนาวจึงจะตักอาหารได้ทั่วถึง
เรื่องที่สนทนากันบนโต๊ะอาหารมีมากมาย
ยกตัวอย่างสักสองสามเรื่องมาเล่าสู่กันฟังนะครับ
สมาชิกคนหนึ่งในวงสนทนา มีทักษะและความเชี่ยวชาญในเรื่องการทำบรรณาธิการกิจ คือ การช่วยตรวจดูหนังสือที่มีคนเขียนมาเป็นเบื้องต้นแล้วว่าควรมีการตกเติมอย่างไรบ้าง
งานแบบนี้ผมไม่สันทัดนัก เพราะถนัดทำหน้าที่เป็นคนเขียนมากกว่า หนังสือหลายเล่มที่ผมเขียนและตกลงกับสำนักพิมพ์มติชนว่าเขาจะจัดพิมพ์ให้ ก็เป็นธุระของสำนักพิมพ์ที่จะไปหาคนทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการมาช่วยตรวจทาน
วิธีการทำงานก็ดี การจ่ายค่าตอบแทนบรรณาธิการก็ดี กรอบเวลาการทำงานที่มีตัวแปรหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึงก็ดี เหล่านี้เป็นเรื่องน่ารู้น่าสนใจสำหรับคนชอบเขียนหนังสืออย่างผมทั้งสิ้น
หลายท่านคงพอทราบอยู่แล้วว่าผมกำลังเขียนประวัติของตัวเองเรียงตามลำดับปีมาตั้งแต่ต้นที่แรกเกิด และตั้งใจว่าจะต้องเขียนให้จบภายในปลายปี 2569 คือปีหน้า เพื่อจัดพิมพ์ให้ทันงานแซยิด 72 ปีของตัวเองตอนกลางปี 2570 หนังสือที่จะพิมพ์นั้นตกลงเป็นเบื้องต้นไว้กับสำนักพิมพ์มติชนแล้วว่า สำนักพิมพ์แห่งนั้นจะกรุณาดูแลเป็นธุระให้
ถ้าถึงเวลานั้นจริงก็ต้องมีคนทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการคอยตรวจแก้ทบทวนเรื่องราวทั้งหลายให้มีความถูกต้องสมบูรณ์แบบ
ข้อมูลและความรู้ที่ได้จากวงสนทนาเมื่อคืนนี้ผมจะได้ใช้เป็นประโยชน์เมื่อถึงเวลานั้น ว่าหนังสือของผมจะต้องมีผู้ทำงานบรรณาธิการกิจอย่างไรบ้าง
เรื่องอย่างนี้เราไม่สามารถตรัสรู้เองได้ มีคนมาเล่าให้ฟังอย่างนี้ก็เก็บไว้ใช้ทำงานในวันข้างหน้าต่อไป
อีกเรื่องหนึ่งที่มีการพูดคุยกันในโต๊ะอาหารคือ เรื่องการบริหารและการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ในคณะพระสังฆาธิการ คือ คณะผู้ปกครองสงฆ์
ผมยอมรับครับว่าถึงแม้ผมทำงานใกล้ชิดกับคณะสงฆ์ในส่วนกลางมานานปีพอสมควร แต่เหตุการณ์บางเรื่องอยู่ต่างจังหวัดผมก็อาจหยั่งรู้ไปไม่ถึงตรงนั้นได้ สมาชิกคนหนึ่งในวงกินข้าวเมื่อวานนี้เป็นผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดและคลุกคลีใกล้ชิดกับคณะสงฆ์ในย่านนั้น เขาได้เล่าให้ผมฟังถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาคหรือจังหวัดของการปกครองคณะสงฆ์
ทุกอย่างล้วนเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสมควรที่ผมจะเก็บไว้เพื่อประโยชน์ในการทำงานของผมต่อไปในวันข้างหน้า
สมาชิกอีกคนหนึ่งกำลังเริ่มทำงานในมูลนิธิที่เพิ่งจัดตั้งขึ้น และมีความตั้งใจที่จะมีสถาบันทางวิชาการเป็นหน่วยงานย่อยภายในมูลนิธิ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ ไม่ใช่ผิดปกติแต่อย่างใด เรียกว่ามูลนิธิคลอดลูกออกมาเป็นสถาบันก็แล้วกัน
แต่ความเป็นนิติบุคคลยังคงอยู่ที่มูลนิธิ “สถาบัน” ไม่ได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ตัดสินใจผูกพันในทางกฎหมายได้ด้วยตนเอง แต่มีอิสระในการทำงานได้ตามใจปรารถนาเพียงแต่อย่าให้เกินกรอบวัตถุประสงค์ของมูลนิธิไปเท่านั้น
เมื่อวานสมาชิกคนนี้ได้เล่าว่าดำริของเขาได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว บางประโยคก็เป็นคำถามเพื่อขอความเห็นหรือขอความรู้ของผม เรื่องนี้จะไปยากอะไรเล่า ผมก็ให้ความเห็นไปตามทัศนะ
ส่วนเขาจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรก็เป็นเรื่องที่ต้องตามดูกันต่อไป
สมาชิกอีกคนหนึ่งมาจาก จ.ร้อยเอ็ดโน่นทีเดียว
เขารู้ว่าผมต้องเดินทางไปร้อยเอ็ดเป็นประจำอย่างน้อยโดยเฉลี่ยหนึ่งครั้งทุกรอบสองเดือนเพื่อประชุมสภามหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดซึ่งผมรับหน้าที่เป็นนายกสภาอยู่
กำหนดรอบการเดินทางครั้งต่อไปอยู่ในวันที่ 25 ตุลาคม เพราะการประชุมกำหนดให้อยู่ในวันเสาร์เช้าเป็นประจำ เพื่อความสะดวกแก่กรรมการทุกคนซึ่งล้วนแต่มีภาระงานรัดตัวด้วยกันทั้งสิ้น
สมาชิกจากร้อยเอ็ดคนนี้เสนอว่า ไหนๆ ผมก็จะต้องไปร้อยเอ็ดตามกำหนดนี้อยู่แล้ว วันที่ 23 ตุลาคมก็เป็นวันหยุดเนื่องในโอกาสวันปิยมหาราช วันที่ 24 ตุลาคมเป็นวันศุกร์ ถ้าผมไม่มีนัดหมายอะไรเป็นพิเศษ ผมสามารถเดินทางไปร้อยเอ็ดได้ตั้งแต่วันที่ 23 และอยู่ยาวไปจนถึงวันที่ 25 ประชุมสภามหาวิทยาลัยเสร็จแล้วค่อยเดินทางกลับพระนคร
ระยะเวลาประมาณสองวันครึ่งกับสองคืนอย่างนี้ ผมน่าจะได้ทำความรู้จักกับ จ.ร้อยเอ็ดหรือภูมิภาคอีสานให้มากขึ้นยิ่งกว่าที่ตัวเองมีความรู้ติดตัวอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิถีชีวิตชุมชน เรื่องของทุ่งกุลาร้องไห้ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ครอบคลุมหลายจังหวัด เรื่องของโบราณสถาน รวมทั้งเป็นโอกาสที่จะได้พบปะพูดคุยกับผู้คนที่เราอาจจะมีความสนใจร่วมกัน
ความรู้อย่างนี้รู้แล้วไม่สูญเปล่าเป็นแน่ อย่างน้อยผมก็เชื่อว่าจะเกื้อกูลต่อการทำหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดของผม
การทำหน้าที่อะไรก็ตามอย่าได้นึกตีขลุมเอาว่าเรารู้แล้วทุกอย่าง ชีวิตนี้ยังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกมากครับ
บทสนทนาเมื่อค่ำวานนี้จึงจบลงด้วย MOU เบื้องต้นว่า ผมจะไปร้อยเอ็ดปลายเดือนตุลาคมดังว่า หวังว่าความตกลงนี้จะไม่มีใครร้องว่าขัดรัฐธรรมนูญนะ
สมาชิกอีกคนหนึ่งที่มาร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร เป็นอาจารย์อยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแต่อยู่ในคณะอื่นที่ไม่ใช่คณะนิติศาสตร์
ช่วงเวลานี้ใกล้ถึงงานรับพระราชทานปริญญาบัตรของบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาฯ แล้ว ช่วงนี้บัณฑิตกำลังฝึกซ้อมอยู่ ผมซึ่งเป็นสมาชิกเก่าของมหาวิทยาลัยและเคยทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มายาวนาน ก็รับฟังด้วยความตื่นใจว่า ทั้งอาจารย์ ทั้งเจ้าหน้าที่ ทั้งบัณฑิตเตรียมการอะไรเอาไว้แล้วบ้าง
ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญสำหรับอีกหลายคน แต่สำหรับผมเพียงแค่ได้ฟังก็สนุกและมีความสุขแล้ว
นี่เป็นเพียงการฉายหนังตัวอย่างของการรับประทานอาหารหนึ่งมื้อเมื่อค่ำวานนี้ว่าเรื่องที่เราคุยกันมีอะไรบ้าง แต่แน่นอนว่าผมนำมาเขียนเล่าในที่นี้ไม่ครบหรอกครับ เพราะเราทั้งกินทั้งคุยกันตั้งแต่ 6 โมงครึ่งไปจนถึงห้าทุ่ม ถ้าจดเป็นรายงานการประชุมจริงๆ ก็คงได้หน้ากระดาษหลายหน้าอยู่
แต่สังเกตเห็นไหมครับว่า เรื่องสนทนาเมื่อวานนี้ซึ่งมีเรื่องที่ไร้สาระอีกหลายเรื่อง แต่ก็พอมีเรื่องที่เป็นสาระอยู่ไม่ใช่น้อย
สำหรับผมเอง การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นกับคนในหน้าที่การงานต่างๆ วัยต่างกัน ประสบการณ์ต่างกัน และมีเรื่องใหม่ให้ได้เรียนรู้ เป็นประโยชน์ยิ่งในการเปิดทัศนะและมุมมองของเราให้ได้เห็นโลกกว้างขึ้น
คุยกับคนวัยเดียวกันก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ วงกินข้าวที่ผมเรียกว่าวง “กินเลี้ยงเดือน” ซึ่งมีแต่เพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกันเป็นสมาชิกรวม 12 คน และพบกันทุกรอบสองเดือน ก็มีเรื่องน่ารู้น่าสนใจไม่แพ้กับวงกินข้าวที่มีแต่ผู้อ่อนอายุกว่า
แต่แน่นอนว่าหัวข้อสนทนาอาจจะแปรเปลี่ยนไปตามความสนใจของกลุ่มบุคคลที่ร่วมวงกินข้าว ถ้าเป็นวงที่อายุร่วมยุคสมัยกันกับผม ประเด็นที่ไม่เคยขาดหายไปเลย คือ เรื่องสุขภาพและคุณหมอทั้งหลาย หมอคนไหนเก่ง โรงพยาบาลไหนดี ทุกคนช่วยกันรู้ใหญ่เลยครับ
ผมก็มีเรื่องคุณหมอไปแลกเปลี่ยนอยู่สี่ห้าหมอเหมือนกัน จะได้สมน้ำสมเนื้อกับข้อมูลเรื่องหมอของคนอื่น
หมู่นี้ผมเข้าวัดบ่อยไปทำงานในหน้าที่ต่างๆ ก่อนจะจบเรื่องคุยในวันนี้จึงอยากจะขมวดลงด้วยพุทธศาสนสุภาษิต ที่แปลเป็นไทยว่า “คบพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล”
สมาชิกที่มากินข้าวกับผมเมื่อวานนี้ อย่างน้อยก็มีปริญญาติดตัวมาคนละหลายใบ เห็นจะพอสงเคราะห์ว่าเป็น “บัณฑิต” ได้กระมัง เพราะฉะนั้นเรื่องที่คุยกันจึงมีประโยชน์สำหรับผมตามสมควร
แต่ลองนึกดูในฝ่ายตรงกันข้าม เรื่องที่โจรคุยกันในวงกินข้าวของโจรก็คงมีสาระแบบโจร เช่น ตกลงว่าจะวางแผนปล้นใครดี ทำอย่างไรจึงจะหนีตำรวจได้รอดพ้น
พวกมิจฉาชีพที่โทรศัพท์มาหลอกลวงเราแต่ละวัน คงแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันน่าดูว่าจะต้องใช้เทคนิคใหม่อะไรบ้างในการหลอกผู้คน
สรุปได้ว่า ชีวิตของเรามีทางเลือกครับ ว่าจะคบกับใครและคุยเรื่องอะไร
บัณฑิตหลายคนรวมทั้งผมจึงมีปริญญาหลายใบต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้อยู่เสมอว่า เราจะเอาชีวิตรอดจากคอลเซ็นเตอร์จอมปลอมได้อย่างไร แหม! ทำไมเมื่อคืนถึงลืมคุยกันเรื่องนี้ไปเสียได้
ต้องนัดกินข้าวกันอีกครั้งแล้วล่ะครับ
