bg-single

คุยกับ ‘ธงชัย วินิจจะกูล’ 6 ตุลา, เวลา, ความเงียบ และความเปลี่ยนแปลง

06.10.2025

เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี

คุยกับ ‘ธงชัย วินิจจะกูล’

6 ตุลา, เวลา, ความเงียบ และความเปลี่ยนแปลง

หมายเหตุ “ธงชัย วินิจจะกูล” สนทนากับรายการ “เอ็กซ์-อ๊อก talk ทุกเรื่อง” ทางช่องยูทูบมติชนทีวี ในโอกาสที่หนังสือภาษาอังกฤษของเขา “Moments of Silence : The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok” ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “ห้วงแห่งความเงียบงัน : ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519” โดย “สุภัตรา ภูมิประภาส” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน

นี่คือเนื้อหาน่าสนใจบางส่วนจากบทสนทนาดังกล่าว

: การชุมนุมเมื่อปี 2563 ช่วยผลักดันให้ “6 ตุลา” พุ่งขึ้นไปแตะเพดานบางอย่างได้ แต่พอผ่านช่วงเวลาพีกของม็อบ 63 ไปแล้ว ซึ่งตามมาด้วยการที่แกนนำเยาวชนถูกกดปราบทางกฎหมายอย่างรุนแรงมาก ความรับรู้เกี่ยวกับ “6 ตุลา” ก็ลดต่ำลงไปเหมือนกัน จะกล่าวได้ไหมว่า การพูดถึง “6 ตุลา” นั้นขึ้นอยู่กับกระแสของการเมืองหรือบรรยากาศของบ้านเมืองในเวลานั้นๆ?

อันนี้ แน่นอน ในบทแรก (ของหนังสือ) ผมแนะนำแนวคิดอันหนึ่ง ซึ่งมาจากคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยใหม่ แนวคิดนั้นในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “chronopolitics of memory” ผมจำไม่ได้แล้วคุณสุภัตราแปลว่าอะไร เพราะมันต้องแปลเป็นวลีภาษาไทยยาวๆ

“chronopolitics of memory” ก็คือ “การเมืองเรื่องของเวลาหรือเวลาของการเมืองที่มีผลต่อความทรงจำ” ปัจจัยที่มาเกี่ยวข้องกับการขึ้นๆ ลงๆ เปลี่ยนแปลง ทั้งฝ่ายกระทำและถูกกระทำ ให้พูดได้มากขึ้นหรือเงียบลง ก็เพราะไอ้สิ่งนี้แหละ

ที่เรียกว่า “การเมือง” ในความหมายกว้างๆ ไม่ใช่การเลือกตั้งนะ อาจจะเป็นวัฒนธรรมการเมือง บรรยากาศทางการเมืองเสียมากกว่าด้วยซ้ำ ที่มามีผลต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่าพวกเขาคิดอย่างไรต่ออดีต เห็นเป็นเรื่องน่ายินดี หรือเห็นเป็นเรื่องน่าอดสู เห็นเป็นเรื่องน่าอ่อนไหวจนพูดไม่ออก หรือเป็นเรื่องที่ได้เวลาต้องพูดสักที

ในแง่นี้ เหตุการณ์ของปี 2563 เป็นต้นมา จึงเกี่ยวพันกับความเปลี่ยนแปลงของการเมืองในความหมายกว้างๆ นี้แน่นอน เพียงแต่ว่าถ้าจะเขียนก็ต้องให้มันชัด ว่าอะไรในสิ่งที่เรียกว่า “การเมือง” ที่มามีผลกระทบมากหรือน้อยกับการเปลี่ยนแปลงความทรงจำนี้

ผมคิดว่า “ความทรงจำ 6 ตุลา” มีข้อสังเกตอย่างหนึ่ง ผมสังเกตตั้งแต่ปี 2539 ที่มีการจัดงาน 20 ปี ว่ารัฐและฝ่ายขวา “เงียบ” ไม่มีการออกมาตอบโต้

ผมเชื่อว่าถึงแม้ 6 ตุลา จะมี (กระแส) อะไรขึ้นมาอย่างที่คุณว่า โดยหลักๆ เขา (รัฐและฝ่ายขวา) ก็จะ “เงียบ” ตราบใดที่มันยังอยู่เพียงแค่ตรง “มุมนั้นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” (หัวเราะ) มันไม่ระเบิดออกมาในที่อื่นๆ

ปี 2563 มัน (6 ตุลา) ระเบิดออกมาในที่อื่นๆ เพราะเท่าที่ผมเข้าใจ เยาวชนรุ่นนั้นเขาถือ 6 ตุลาเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ช่วยให้เขา “ตาสว่าง” เกี่ยวกับองค์กร ปัจจัย สถาบันการเมืองไทยในแง่ต่างๆ อันนั้น ผมคิดว่ามันเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นแล้ว และมันคงไม่ย้อนกลับ

พูดง่ายๆ ว่า หนึ่ง ผมเชื่อว่ารัฐไม่เกี่ยวข้อง ปล่อยให้ 6 ตุลาอยู่ในซอกนั้นของธรรมศาสตร์ นี่พูดในเชิงสัญลักษณ์ หมายถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีส่วนในการที่จะช่วยเหลือให้ความทรงจำยังอยู่ ซึ่งขอบคุณ แต่ถ้ามัน (ระเบิดออกมา) มากกว่านั้น ก็ต้องดูว่าปฏิกิริยาจะมีไหม?

และ (สอง) ในแง่ที่ 6 ตุลา ช่วยให้เกิดการคิดเกี่ยวกับสังคมไทยในแง่หนึ่ง อันนี้เปลี่ยนไม่ได้แล้ว แต่การคิดเกี่ยวกับสังคมไทยมันก็มีสิทธิ์เปลี่ยนไปตามเจเนอเรชั่น เจเนอเรชั่นถัดไปอาจไม่ได้รับรู้สิ่งนี้อีกแล้ว

พวกผม (คนรุ่น 6 ตุลาคม 2519) ก็ไม่ไหวกันแล้ว อายุขนาดนี้ เฉลี่ยก็ประมาณ 70 บวก-ลบ ฉะนั้น ถึงจุดหนึ่ง ปีนี้เอง หรือสองสามปีแล้ว ที่พวกเราก็พูดกันตลอดว่า “วางมือ” เถอะ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องการเกี่ยว แต่เราคิดว่ามันไม่ถูกที่เราจะไปยุ่ง

ดังนั้น งานรำลึกปีนี้คุณจะเห็นภาพ โลโก้เขาสัญลักษณ์หวานแหววเลย ส่วนหนึ่งเพราะผมคิดว่าเพื่อนฝูงรุ่นผมทำใจได้ว่าปล่อยเขา (คนรุ่นใหม่) เถอะ จะมีนักศึกษาสนใจทำเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว เราก็อยู่ช่วยห่างๆ แต่จะไม่เข้าไปจัดแจงจัดการเนื้อหาสาระ

สักวันหนึ่ง นักศึกษาเขาก็เปลี่ยนรุ่น สามสี่ปีเขาก็เปลี่ยนที โดยส่วนตัวผมเองมองว่า ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ยุทธศาสตร์ของรัฐ ซึ่งไม่ได้หมายถึงใครโดยเฉพาะ ที่มันอาจจะได้ผลมากขึ้น ก็คือเขาจะไม่ยุ่ง (กับ 6 ตุลา) “เงียบ” ซะ

สักวันหนึ่ง เวลาก็ทำงานตามเรื่องของมัน ก็คือ 6 ตุลา มีโอกาสที่จะค่อยๆ หายไป พวกเราก็ต้องทำใจ ผมยังคิดว่า ผมขอ “สู้” จนกว่าวินาทีสุดท้ายที่จะให้ “คนไม่ลืม” หรือสู้เพื่อความยุติธรรม สู้เพื่อต้องการให้ยุติ “การลอยนวลพ้นผิด” แต่มันไม่ง่าย

6 ตุลาอาจจะมีผลต่อกรณีอื่น ให้คนเห็นว่าเรื่องความทรงจำและความเงียบเป็นปัญหา แต่โอกาสที่จะเรียกหาความยุติธรรมน่าจะเป็นไปได้สำหรับกรณีอื่นๆ กรณี “เสื้อแดง” กรณี “ตากใบ” กรณีเหล่านั้นน่าจะเป็นไปได้มากกว่า 6 ตุลา น่าจะยากแล้ว

เราก็ต้องรู้จักมองมุมกว้าง มองมุมเปรียบเทียบ ก็หนุนช่วยหรือพยายามทำให้ความคิดเรื่องเหล่านี้มันกระจาย ให้คนมองสังคมไทยอย่าติดอยู่แค่เรื่อง 6 ตุลา กับเรื่องความเงียบ ความอยุติธรรม เรื่องการลอยนวลพ้นผิด (ในกรณี 6 ตุลา) แต่คิดจากเรื่องนี้แล้วกลับไปคิดเรื่องอื่นด้วย

เราจะได้ช่วยรณรงค์ ช่วยกันผลักดัน ให้การลอยนวลพ้นผิดมันยุติลงเสียที ไม่ว่าจะจากเหตุการณ์อะไร ไม่ได้ผ่านโดยตัว 6 ตุลา ก็ไม่เป็นอะไร ถือว่าการต่อสู้ของเราทำให้คนไม่ลืม ก็เป็นการผลักดันให้คนเข้าใจปัญหาความอยุติธรรมทางการเมืองในแบบนี้

ผมคิดว่าอันนี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ผมเรียกว่าเป็น “พันธกิจของชีวิต” มาจนถึงจุดนี้ มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่ “รำลึก” แล้ว อยากได้เวลาส่งต่อไปสู่เจเนอเรชั่นถัดไป ซึ่งมันจะมีผลมากน้อยขนาดไหน เราก็ไม่ใช่ “คนบงการประวัติศาสตร์” ได้ทั้งหมด เราก็มนุษย์คนหนึ่งแค่นั้นเอง

: คิดต่อจากอาจารย์ ในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายกับ 6 ตุลา ก็เป็นแบบนี้ คือคุณรำลึกก็รำลึกไป ตราบใดที่คุณยังอยู่ในมุมในกรอบของคุณ ไม่ทะลุไปไกลกว่านั้น แล้วก็ใช้กระบวนการ “ความเงียบ” ตรงนั้น ทำให้มันหายไป?

ด้วยเหตุนี้ เพื่อนฝูงบางคนเขาบอกไม่จริงหรอก 6 ตุลา ไม่เงียบแล้วดังลั่น ผมมักจะเถียงในแง่ที่คุณพูดถึง มันมีบางมิติ บางแง่ บางมุม (ที่ไม่เงียบ) เพียงแต่เรื่องนี้อย่าดูสั้นๆ อย่าดูแค่ 2-3 ปีที่ผ่านมา มันดังขึ้น เพราะต้องขอบคุณขบวนการเยาวชนปี 2563 (แต่) ไม่ได้แปลว่า “ความเงียบ” หรือ “ความพยายามทำให้เงียบ” มันหมดไปแล้ว

: แล้วจะมีจุดไหนไหมที่ 6 ตุลา จะไปไกลกว่ากรอบจำกัดตรงนั้นได้?

ทําไมเกาหลีรำลึกเหตุการณ์ “ควังจู” ถึงขนาดเป็นเรื่องราวใหญ่โตประจำปีทุกปี มีมูลนิธิ มีอนุสรณ์ที่ใหญ่โต คำตอบที่สำคัญอยู่ตรง “regime change” ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ จะได้ไปคิดกัน

อินโดนีเซียอยู่ในภาวะ “ก้ำกึ่ง” คนตายมากกว่า 6 ตุลากี่เท่า ประมาณกันว่าหลายแสนคนหรือถึงล้านคนเมื่อปี 1965 ทุกวันนี้ยังไม่มีการสะสาง ทั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง “ยุคซูฮาร์โต” ล้มไปแล้ว ผู้คนก็นึกว่าตอนนั้นเกิด “regime change”

เกิด “regime change” ในอินโดนีเซียจริงหรือ? เปลี่ยนในระดับไหน? ในแง่ไหนบ้าง? จึงไม่มีการสะสางกันในเรื่องปี 1965 ขณะที่เกาหลีสะสางไปแล้ว

ไต้หวันใช้เวลาอยู่พอสมควร สะสางกรณีเดือนกุมภาพันธ์ปี 1947 ตอนนี้ก็เริ่มมีการยอมรับกันมากขึ้น เป็นที่รับรู้ในบทเรียน แต่ไม่ถึงขนาดอย่างเกาหลี

เหล่านี้ผูกพันกับดีกรีและลักษณะของ “regime change” ของไทยเกิด “regime change” หรือเปล่า? ถ้าตอบสั้นๆ ก็คือ “ไม่”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’
‘ฝ่ายอนุรักษนิยม (กว่า)’ ประสานเสียง วิพากษ์ ‘การเมืองวิปริต’ ใต้ ‘รธน.2560’
ตัดจบ โผทหาร ‘บิ๊กปู’ หักดิบ เก้าอี้สุดท้าย ‘บิ๊กใหญ่’ เซอร์ไพรส์ 5 เสือ ทบ. ทัพเรือวุ่น ‘ผบ.ทร.ฟริเกต’
E-DUANG | สภาวะ ซับซ้อน การเมือง แยกกัน”เดิน” รวมกัน”ตี”