‘ประชามติ MOU 43-44’ มีไว้ทำไม? | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
ส่วนตัว มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า “ระบอบประชาธิปไตย” นั้น จะดำรงอยู่ได้ด้วยการรับฟังเสียงของประชาชนคนส่วนใหญ่
ด้วยเหตุนี้ “การเลือกตั้ง” รวมถึง “การทำประชามติ” จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการธำรงรักษาระบอบประชาธิปไตย
กระนั้นก็ดี ความเชื่อมั่นต่อ “การเลือกตั้ง” และ “การทำประชามติ” ของผม ยังวางอยู่บนฐานคิดที่ว่า กระบวนการทางประชาธิปไตยเหล่านั้นต้องเป็นการเชิญชวนประชาชนพลเมืองเข้ามาร่วมกันตัดสินใจกำหนดชะตากรรมของตนเองและประเทศชาติ ใน “เรื่องที่ใหญ่มากๆ” ผ่านการตั้งโจทย์หรือคำถามที่ “เรียบง่ายมากๆ”
เช่น คุณอยากเลือกพรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ? คุณอยากให้ใครเป็นผู้แทนราษฎรของตัวเอง? หรือคุณคิดว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่? เป็นต้น
เพื่อให้ประชาชนที่มากมายและหลายหลาก (รู้มากรู้น้อยแตกต่างกัน มีประสบการณ์ชีวิตผิดแผกกัน) สามารถกำหนด “ฉันทมติ” ร่วมกันได้อย่าง “ถูกต้องแม่นยำ”

อย่างไรก็ตาม การทำประชามติเพื่อสอบถามประชาชนว่าควรยกเลิก “MOU 43-44” หรือไม่? ตามที่รองนายกรัฐมนตรี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เปิดโรดแม็ปเอาไว้ ระหว่างการแถลงนโยบายของ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ต่อรัฐสภานั้น ดูจะเป็นโจทย์ที่ไม่เหมาะสมกับกระบวนการลงประชามติเอาเสียเลย
เพราะเรื่องจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก “MOU 43-44” คือปัญหาเชิงเทคนิคอันยิบย่อยซับซ้อน ที่ผู้ตัดสินใจจะต้องมีความรู้ในเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ การเมืองระหว่างประเทศ ตลอดจนการทำแผนที่-กำหนดเขตแดน
กระทั่งนักการเมืองมากประสบการณ์ อดีตนายกฯ หรือรัฐมนตรีส่วนใหญ่ นักธุรกิจ ผู้บริหารภาคเอกชนระดับสูง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนพลเมืองผู้เฉลียวฉลาดจำนวนมาก ก็อาจไม่มีความรู้ความสามารถมากพอที่จะตัดสินใจในประเด็นนี้
ที่สำคัญที่สุด การตัดสินใจดังกล่าวควรเป็นภาระที่ยุ่งยาก หนักหนาสาหัส และต้องคิดใคร่ครวญทบทวนให้รอบคอบ ของรัฐบาลที่เป็น “ตัวแทนของประชาชน” ในระบอบประชาธิปไตย
มิใช่ผลักภาระให้ประชาชนมาทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องยุ่งยากละเอียดอ่อนเช่นนี้

กระบวนการผลักภาระให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการตัดสินใจว่าจะยกเลิก “MOU 43-44” หรือไม่? ยังเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์-บริบททางสังคมที่ “บิดเบี้ยว” อยู่ไม่น้อย
เช่น บางท่านน่าจะทราบว่าเวลาพูดคุยเรื่องปัญหาไทย-กัมพูชา กับผู้มีอำนาจทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐด้านความมั่นคงหรือการระหว่างประเทศหลายคนใน “วงสนทนาแบบปิด” แทบทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า การยกเลิก “MOU 43-44” จะส่งผลให้ไทย “เสียเปรียบ” กัมพูชา ในเกมการเมืองระหว่างประเทศทันที
ทว่า สังคมไทยกลับปล่อยปละละเลยให้ “สื่อสายบ้าเอนเกจเมนต์” และ “อินฟลูเอนเซอร์หาแสง” จำนวนมาก พากันปั่นกระแสสังคมอย่างเมามัน จนประชาชนคนทั่วไปประเมินเรื่องนี้อย่างผิดฝาผิดตัวไปหมด และตรงกันข้ามกับความวิตกกังวลและการประเมินสถานการณ์ของบุคลากรภาครัฐอย่างสิ้นเชิง
ด้วย “กระแสลมที่กำลังหันเหไปผิดทิศทาง” ในลักษณะนี้ จึงน่าเป็นห่วงว่า การจัดเลือกตั้งทั่วไป พ่วงการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วแนบท้ายด้วยการลงประชามติเรื่อง “MOU 43-44” ในวันเดียวกัน
จะกลายสภาพเป็น “กระบวนการทางประชาธิปไตย” ซึ่งมีการออกแบบ-จัดวาง “หางเสือ” เอาไว้ เพื่อพยายามโน้มน้าวประชาชนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงให้ตัดสินใจอนาคตของประเทศอย่าง “เอียงขวา” มากขึ้น
ทั้งยังมีโอกาสสูงมาก ที่ “การเอียงขวาในประเด็นเรื่อง MOU” จะส่งอิทธิพลและผลกระทบไปสู่ “การตัดสินใจเลี้ยวขวา” ของประชาชน ในบัตรเลือกตั้ง-บัตรลงประชามติใบอื่นๆ ด้วย
นี่อาจเป็นคำตอบที่มีต่อคำถามว่า “ประชามติ MOU 43-44” มีไว้ทำไม?
