‘ห้วงแห่งความเงียบงัน’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
6 ตุลาคม 2568 ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีงานเสวนาเปิดตัวหนังสือ “ห้วงแห่งความเงียบงัน : ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519” ที่ “สุภัตรา ภูมิประภาส” แปลเป็นภาษาไทย จากหนังสือต้นฉบับภาษาอังกฤษ “Moments of Silence : The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok” โดย “ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล”
ขออนุญาตคัดสรรคำกล่าวบางส่วนของผู้เข้าร่วมเสวนาบางท่านในวันนั้น มานำเสนออีกครั้ง ณ พื้นที่นี้

สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ (ขนุน) อดีตนักโทษการเมือง จากคดีการชุมนุมของเยาวชนช่วงต้นทศวรรษ 2560
“พอพยายามเริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้ ตั้งแต่อักษรแรก… แค่ตรงนั้น มันก็น้ำตาไหลแล้ว
“ตอนที่ผมเข้าเรือนจำ ผมอายุ 23 อันนั้นเป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกผมเข้าตอน 20 เดือนพฤษภาคม ปี 2564 ในคดีนี้เหมือนกันแล้วก็ได้ประกัน ตอนนั้นเข้าไปเหมือนทัศนศึกษา แค่สามวัน ทุกคนก็คิด คดีอย่างผมไม่มีทางเข้า คดีมันกระจอกมาก แต่ผมก็เข้า และเข้าไปเจอแต่ละสิ่งที่มันไม่ได้เจริญหูเจริญตา มันไม่ได้น่าอภิรมย์
“คุณนึกสภาพคุณตื่นเช้ามา (พูดไม่ออก ร้องไห้) ทุกทิศทางมีแต่กำแพง คุณเห็นอิสรภาพได้มากที่สุดแค่ท้องฟ้า (สะอื้นไห้)
“ผมอยู่กับพี่อานนท์ (นำภา) ทุกวัน คือรู้จักเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จักพี่เก็ท (โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง) ไม่รู้จักใคร พอไปอยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง พอผมมาอยู่ตรงนี้ (นอกเรือนจำ) ผมคิดถึงทุกคนมากๆ (ร้องไห้) ไม่มีใครควรเข้าไปอยู่ ความเป็นอยู่มันไม่ได้ดี
“นึกสภาพคุณไม่มีความเป็นส่วนตัว ทุกอย่างถูกสอดส่องดูแล นึกสภาพห้องนี้มีกล้องทุกทิศทุกทาง คุณไม่มีวันเข้าใจชีวิตที่แค่คุณนอน มันยังมีคนดูคุณอยู่เลยตลอดเวลาขนาดนั้น…
“หนังสือเล่มนี้ ที่อ่านแล้วรู้สึกมันมองทับซ้อน มันคือความรุนแรง ในเวลานั้น ในยุคอาจารย์ (ธงชัย) มันคือการประหัตประหาร ในยุคผม ใช่ มันเบามาก เขาใช้กฎหมาย เขาจองจำ ผมน่ะเบา ผมก็ยอมรับผมเบามาก
“(แต่) เจอพี่อานนท์ (ต้องโทษจำคุก) 27 ปี พี่เก็ทยังเพิ่มอีกเป็น 8 ปี หรือ 6 ปี พี่ก้อง (อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล) 9 ปี แล้วยังเรียนไม่จบ มหาวิทยาลัยก็ไม่ให้เขาเรียนต่อ มันเกินไปสำหรับคนคนหนึ่ง สำหรับชีวิต ทุกคนก็มีชีวิต”

เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
“ผมคิดว่า 6 ตุลา มันเป็นอะไรเหมือนตอนที่เรียนวิชาปรัชญาจะพูดถึง สมมุติมีเมืองเมืองหนึ่งที่เจริญรุ่งเรืองมากๆ แต่ว่าใต้ถุนเมืองมันต้องมีเด็กคนหนึ่งที่ถูกขังเอาไว้ ถูกล่ามโซ่ ถูกทรมาทรกรรม แต่ทั้งเมืองมันเจริญรุ่งเรืองโดยแลกกับความทรมานของเด็กคนนี้ ยอมไหม? ซึ่งในแง่นี้ สังคมไทย ‘ยอม’ นะ
“ผมเจอการอ้างเหตุผลแบบนี้ตลอด อย่างในกรรมาธิการเรื่องนิรโทษกรรม จะนิรโทษ 112 หรือไม่ 112 มันจะพูดในเชิงจำนวนว่า คนนิดเดียว ให้คนส่วนใหญ่ได้ไปต่อ คนนิดเดียว ให้สังคมส่วนใหญ่ได้เจริญรุ่งเรือง
“แต่ในทางกลับกัน มันแปลว่าอะไร? เรื่อง 6 ตุลา คนจะยอมไม่พูดถึงมัน หรือยอมไม่ไปคุ้ยมัน ก็ตอนที่เมืองมันเจริญรุ่งเรือง นั่นเป็นคำอธิบายว่าทำไมช่วงหลังๆ การพูดเรื่อง 6 ตุลา มันทวีความเข้มข้นกลับขึ้นมาอีก เพราะ (เมือง) มันไม่เจริญรุ่งเรือง (แล้ว) ไง
“พอมันไม่เจริญรุ่งเรือง ไอ้ที่สัญญากันเอาไว้อย่างไม่เป็นทางการว่าเราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ มันไม่มีแล้ว พอจะประท้วงต่อต้านรัฐบาลก็ต้องไปดูว่ามันไปเชื่อมกับอะไรได้บ้าง? มันก็กลับมาเชื่อมกับตรงนี้ (ความทรงจำ 6 ตุลา)”

ธงชัย วินิจจะกูล ผู้เขียนหนังสือ
“บังเอิญ ผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ผมคิดว่ามันไม่จบในรุ่นเรา เท่ากับว่าผมเขียน (หนังสือเล่มนี้) ไว้ โดยมีมายาคติไหมว่าจะเห็นพวกเขา (ฝ่ายขวาในสังคมไทย) เปลี่ยนใจ? ‘ไม่’ ผมคิดว่าความเปลี่ยนแปลงมันอยู่ในอนาคต ไม่อยู่ที่รุ่นผม
“นี่จึงเป็นเหตุหนึ่งว่าทำไมงานรำลึก (6 ตุลา) จะจัดไปเถอะ ดี ผมชอบ ใครมาหาว่าเป็น ‘เช็งเม้ง’ ผมขอแก้ตัวแทน ไม่ใช่บอกไม่เป็นเช็งเม้ง (แต่เป็น) เช็งเม้งแล้วมีปัญหาอะไรไหม? เพราะเช็งเม้งมีข้อดีมากมาย บอกตรงๆ
“แต่สำหรับผม ที่ผมเขียนเล่มนี้ในฉบับภาษาอังกฤษ ประโยคสุดท้ายของคำนำซึ่งแปลอยู่ใน (เล่มภาษาไทย) นี้ด้วย ผมหวังว่ามันจะเป็น ‘อนุสรณ์’
“เพราะไม่ว่างานรำลึกถึงจุดหนึ่งมันจะหยุดไปแล้ว คนรุ่นผมล้มหายตายจาก แล้ว regime ยังไม่ change คนรุ่นถัดไปจะส่งต่อ (ความทรงจำ) ไปได้อีกพักหนึ่ง มีสิทธิ์ว่าถึงจุดหนึ่ง 6 ตุลาจะถูกลืมเลือน ผมพร้อม ผมทำใจแล้ว ถึงตอนนั้น ผมคงตายไปแล้ว แต่ผมยังคิดว่า หนังสือมันอยู่บนหิ้ง
“แล้วห้องสมุดหนังสือภาษาอังกฤษ ในห้องสมุดฝรั่งเขาไม่ทำลายหนังสือ เพราะฉะนั้น ผมเขียนหนังสือเพื่อให้มันอยู่บนหิ้ง ปีหนึ่งจะมีคนอ่านไม่กี่คน ผมไม่แคร์ มันจะอยู่บนหิ้งไปตลอดกาล
“และอนาคต ถ้ารุ่นผม ถ้ารุ่นเรา ไม่สามารถเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนที่เสียชีวิตได้ เดี๋ยวอนาคต เกิด ‘regime change’ เขา (คนรุ่นหลัง) คิดบัญชีให้เราเอง”
