คำถามเรื่อง ‘ใคร?’ กับปัญหาการเมืองไทย | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
หนึ่งในหนังสือออกใหม่ของสำนักพิมพ์มติชน ซึ่งวางจำหน่ายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งล่าสุด ก็คือ “ประวัติศาสตร์ การเมือง และหลักนิติธรรมแบบไทยๆ” (Thailand : History, Politics and the Rule of Law) ที่เขียนโดย “เจมส์ ไวส์” อดีตเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย และแปลโดย “ฐนพงศ์ ลือขจรชัย”
ท่านทูตเจมส์ ไวส์ ได้มอง ประเมิน วิเคราะห์สังคมการเมืองไทย ผ่านหนังสือเล่มนี้ เอาไว้อย่างลึกซึ้งน่าสนใจ
ดังจะขออนุญาตยกตัวอย่างเนื้อหาจากหน้า 418-420 ซึ่งอดีตนักการทูตผู้นี้สามารถตั้งข้อสังเกตต่อลักษณะเฉพาะพิเศษของความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบไทยๆ ได้อย่างแหลมคมชวนขบคิด ว่า
“แก่นของความชอบธรรมแบบจารีต คือ ความผูกพันต่อระเบียบลำดับชั้น ในระบบลำดับชั้น ข้อพิพาทถูกไกล่เกลี่ยหรือชี้ขาดโดยบุคคล ไม่ใช่โดยองค์กรหรือสถาบันอิสระที่อยู่นอกโครงสร้างลำดับชั้น
“ยิ่งผู้ที่เกี่ยวข้องในข้อพิพาทมีสถานะสูงขึ้น หรือข้อพิพาทมีความสำคัญมากขึ้น การตัดสินก็จะถูกส่งขึ้นไปสู่ระดับสูงขึ้นตามลำดับชั้นเพื่อหาข้อยุติ
“ผู้ยึดมั่นในความชอบธรรมแบบจารีตจึงมักตั้งคำถามว่า ‘ใครควรเป็นผู้ไกล่เกลี่ย’ ‘ใครควรเป็นผู้ตัดสิน’ ‘ใครควรเป็นผู้ปกครอง’ พวกเขายังไม่ยอมรับแนวคิดประชาชนมีสิทธิโดยชอบธรรมทางศีลธรรมในการเลือกผู้นำของตนเอง และมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการไกล่เกลี่ยและการตัดสินข้อพิพาท
“ดังนั้น รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องซึ่งส่วนใหญ่ร่างโดยผู้ยึดมั่นในความชอบธรรมแบบจารีต โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำทหาร จึงถูกออกแบบมาเพื่อให้ ‘คนดี’ มีโอกาสสูงสุดในการรักษาอำนาจของตน
“กลไกเหล่านี้รวมถึงวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีที่สามารถมาจากการแต่งตั้งได้ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และองค์กรตุลาการที่แข็งแกร่งขึ้น แต่มีความเป็นอิสระน้อยลง…”

“บทบัญญัติต่างๆ ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงกฎหมายใหม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ถูกออกแบบมาเพื่อกำหนดว่า ใครไม่ควรได้ปกครองประเทศไทย…
“จนถึง พ.ศ.2562 ผู้ยึดมั่นในความชอบธรรมแบบสมัยใหม่ส่วนใหญ่มักตอบโต้ โดยมุ่งเน้นไปยัง ‘ใครควรเป็นนายกรัฐมนตรี’ ระหว่าง ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง หรือบุคคลที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเช่นเดียวกับฝ่ายอนุรักษนิยม
“พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับคำถามว่า ‘ใครควรปกครองประเทศไทย’ มากกว่าจะให้ความสำคัญกับ ‘ประเทศไทยควรถูกปกครองอย่างไร’
“แต่ถึงอย่างนั้น ตั้งแต่ พ.ศ.2562 เป็นต้นมา นักเคลื่อนไหวที่มีบทบาทในการสนับสนุนความชอบธรรมแบบสมัยใหม่ โดยเฉพาะในพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนได้หันมาให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองมากขึ้น
“ความหมกมุ่นกับคำถาม ‘ใครควรปกครอง’ นี้ ส่วนหนึ่งอธิบายได้จากการที่ผู้ยึดมั่นในความชอบธรรมแบบสมัยใหม่ถูกกันออกจากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบ พวกเขาไม่มีเวทีที่เปิดโอกาสให้เสนอแนวคิดของตน”
“อีกปัจจัยสำคัญ คือ การให้ความสำคัญกับ ‘ใคร’ ยังคงเป็นแนวคิดหลักฝังลึกอยู่ในสังคมและวัฒนธรรมไทย ซึ่งยังคงตั้งอยู่บนรากฐานของแนวคิดแบบจารีต
“แม้แต่ในชีวิตประจำวัน คนไทยผู้ยึดมั่นในความชอบธรรมแบบสมัยใหม่ในเชิงปัญญาก็ยังมีแนวโน้ม หรืออาจเรียกได้ว่าจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับหน้าที่ของตนมากกว่าสิทธิของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว สถาบันการศึกษา สถานที่ทำงาน วัด สมาคม สโมสร ขบวนการทางการเมือง หรือพรรคการเมือง
“ในหลายกรณี หน้าที่เหล่านี้ถูกกำหนดโดยสถานะของบุคคลที่พวกเขาต้องติดต่อด้วยว่าผู้นั้นอยู่ในฐานะสูงกว่าหรือต่ำกว่า หรือใช้คำในภาษาไทยก็คือ ‘ผู้ใหญ่’ หรือ ‘ผู้น้อย’
“หากต้องการการก้าวหน้าในชีวิต ต้องการใช้ชีวิตโดยมีปัญหาน้อยที่สุด หรือแม้แต่ต้องการหลีกเลี่ยงปัญหา คนไทยจำเป็นต้องรู้ว่า ‘ใคร’ สามารถช่วยพวกเขาได้
“เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น วิธีแก้ปัญหามักจะถูกจัดการภายในลำดับชั้นของครอบครัว สถาบันการศึกษา หรือสถานที่ทำงาน มากกว่าจะถูกแก้ไขโดยองค์กรหรือสถาบันที่เป็นอิสระจากลำดับชั้นดังกล่าว
“อาจกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ในสังคมไทย ปฏิกิริยาแรกเมื่อเผชิญปัญหามักเป็นการถามว่า ‘ใครสามารถช่วยฉันแก้ปัญหาได้’ มากกว่าจะถามว่า ‘ปัญหาของฉันควรถูกแก้ไขอย่างไร’
“พฤติกรรมที่มุ่งเน้นตัวบุคคล ซึ่งฝังรากลึกในชีวิตประจำวันของคนไทย รวมถึงการที่แนวคิดความชอบธรรมแบบจารีต ซึ่งเน้นบทบาทของบุคคลเป็นศูนย์กลาง สามารถควบคุมวาระทางการเมืองได้ สิ่งนี้ได้จำกัดพื้นที่สำหรับการถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับแนวทางของประเทศไทยว่าอาจถูกปกครองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น…”
แค่เพียงอ่านตัวอย่างเนื้อหาข้างต้นนี้ ก็ต้องยอมรับว่าอดีตเอกอัครราชทูตออสเตรเลียสามารถตีโจทย์ปัญหาของ (การ) เมืองไทย ได้ “แตก” จริงๆ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
