นิวยอร์กในสัปดาห์ของโลก : 80 ปีแห่งสหประชาชาติ และอนาคตของสิทธิมนุษยชน ที่ต้องร่วมออกแบบกับคนรุ่นใหม่
บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
สัปดาห์ที่ผมอยู่ในนิวยอร์ก เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ทั้งในแง่ของเมืองและของโลก
วันที่ 24 ตุลาคม คือวันสหประชาชาติ (United Nations Day) ครบรอบ 80 ปีขององค์กรที่ถือกำเนิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อสร้าง “โครงสร้างของสันติภาพ” แทน “เศษซากของสงคราม”
เมืองนี้ในสัปดาห์นั้นยังคงมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ เพราะกำลังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี ระหว่าง Zohran Mamdani จากพรรคเดโมแครต, Andrew Cuomo อดีตผู้ว่าการรัฐในฐานะผู้สมัครอิสระ และ Curtis Sliwa ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน
อีกเพียงไม่กี่วันข้างหน้า ผู้นำอาเซียนก็จะพบกันในการประชุมสุดยอดที่มาเลเซีย
ระหว่างที่รถแล่นผ่านริมแม่น้ำอีสต์ ผมเงยหน้ามองอาคารสำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติ อาคารกระจกทรงเรียบที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเมือง เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของมนุษยชาติหลังผ่านสงครามใหญ่
ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นโกดังสินค้าและโรงฆ่าสัตว์ ก่อนจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น “บ้านของโลก” ที่ประชาชาติทั้งหลายจะได้มาเจรจาแทนการทำสงคราม
ผมมักนึกถึง Eleanor Roosevelt ทุกครั้งที่ผ่านที่นี่ เพราะเธอคือผู้เขียนถ้อยคำแรกของ “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” ในปี 1946 ที่อาคารแห่งนี้
ทุกครั้งที่ได้เห็นด้วยตา จะรู้สึกได้ว่าความยิ่งใหญ่ของสหประชาชาติไม่ได้อยู่ที่สถาปัตยกรรม แต่อยู่ที่ความพยายามของมนุษย์ในการหาความยุติธรรมร่วมกัน
จากเวที NYSEAN
สู่บทสนทนา
เรื่องสิทธิมนุษยชนศตวรรษที่ 21
ผมได้รับเกียรติจาก New York Southeast Asia Network (NYSEAN) ให้มาร่วมเสวนาในหัวข้อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มหาวิทยาลัย NYU
สิ่งที่ทำให้เวทีนี้พิเศษยิ่งขึ้นคือการได้ร่วมพูดคุยกับ Kenneth Roth อดีตผู้อำนวยการใหญ่ของ Human Rights Watch ซึ่งปัจจุบันสอนอยู่ที่ Princeton School of Public and International Affairs
Roth เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์สิทธิมนุษยชนโลกมากว่า 30 ปี จากบอสเนียถึงรวันดา จากเมียนมาถึงยูเครน เขาเป็นผู้ที่พูดความจริงต่ออำนาจอย่างไม่หวั่นเกรง และเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันแนวคิด “Responsibility to Protect” รวมทั้งการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เขาเชื่อว่ามาตรฐานสิทธิมนุษยชนต้องใช้กับทุกประเทศอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจหรือรัฐเล็ก
วันนั้น เราพูดถึงคำถามที่ใหญ่ที่สุดของยุคนี้ นั่นคือ เมื่อสิทธิมนุษยชนถูกคุกคามจากทั้งอำนาจรัฐและอำนาจเทคโนโลยี เราจะนิยามคำว่า “สิทธิ” ใหม่ได้อย่างไร ให้คนรุ่นต่อไปยังเชื่อในมันอยู่
สิทธิมนุษยชนในยุคใหม่
ต้องไม่เพียงถูกปกป้อง
แต่ต้องถูก “ร่วมออกแบบ” ร่วมกับคนรุ่นใหม่
หากสหประชาชาติจะมีพลังอีกครั้งในศตวรรษที่ 21 เราต้องขยับจากการ “ปกป้อง” สิทธิมนุษยชน มาสู่การ “ร่วมออกแบบ” (Co-create Human Rights) โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่มองสิทธิมนุษยชนในมิติที่ต่างออกไป พวกเขาไม่มองสิทธิแค่ในมิติของการไม่ถูกทำร้าย แต่เป็นสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการออกแบบโลกที่ตนเองจะใช้ชีวิตอยู่
สิทธิมนุษยชนยุคใหม่จึงต้องตอบโจทย์ทั้งสิทธิในโลกดิจิทัล สิทธิที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และสิทธิที่จะเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมในยุคของ AI
และถ้าเราต้องการให้ระบบสิทธิมนุษยชนสากลมีทั้ง “เขี้ยวเล็บ” และ “หัวใจ” เราต้องเริ่มด้วยการปรับปรุงสามกลไกสำคัญต่อไปนี้
1.UPR 2.0 – จากรายงานสู่ผลลัพธ์
กระบวนการ Universal Periodic Review หรือ UPR เป็นหนึ่งในกลไกหลักของสหประชาชาติ ที่ให้ทุกประเทศต้องรายงานความคืบหน้าด้านสิทธิมนุษยชนต่อหน้าประเทศสมาชิกทุกประเทศทุก 4-5 ปี ถือเป็นเวทีที่เท่าเทียมที่สุดในระบบสิทธิมนุษยชนโลก เพราะประเทศเล็กและใหญ่ถูกประเมินด้วยมาตรฐานเดียวกัน
แต่ในความเป็นจริง หลายประเทศส่งเพียงรายงานที่สวยงามในเชิงเอกสารโดยไม่มีแผนปฏิบัติจริง หรือไม่มีใครติดตามผลหลังจากการประชุมจบลง
UPR รุ่นใหม่ควรถูกออกแบบให้เป็น “สัญญาทางนโยบาย” ที่มีงบประมาณ เป้าหมาย และกำหนดเวลาชัดเจน พร้อมระบบการประเมินกลางวาระ ประเทศที่ทำได้ดีควรได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติม ส่วนประเทศที่ละเลยควรถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ
นี่คือการเปลี่ยนจาก “รายงานเพื่อพิธีการ” ให้กลายเป็น “สัญญาเพื่อความรับผิดชอบ”
2.Global Magnitsky – ลงโทษผู้ละเมิดเป็นรายคน ไม่ใช่ทั้งประเทศ
กฎหมาย Magnitsky เริ่มต้นในสหรัฐอเมริกาในปี 2012 ตั้งชื่อตาม Sergei Magnitsky ทนายชาวรัสเซียที่ถูกจับและเสียชีวิตในคุกหลังเปิดโปงการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ
กฎหมายนี้ให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐ ในการอายัดทรัพย์สินและห้ามการเดินทางของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือคอร์รัปชั่นร้ายแรง
ต่อมาประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ แคนาดา และสหภาพยุโรป ได้นำแนวทางนี้ไปใช้เช่นกัน
จุดแข็งของกลไกนี้คือ มันไม่ลงโทษประเทศทั้งประเทศ แต่ลงโทษ “ตัวบุคคล” ที่มีส่วนในการละเมิดสิทธิจริง เป็นการทำให้ความอยุติธรรม “แพงขึ้น” สำหรับผู้ก่อเหตุ
ผมเสนอให้สหประชาชาติส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกเชื่อมโยงฐานข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดระบบ “Global Magnitsky” ที่สามารถป้องกันไม่ให้ผู้ละเมิดสิทธิย้ายเงินหรือทรัพย์สินข้ามประเทศได้อีกต่อไป
3.Special Rapporteur on AI and Society – ตั้งผู้แทนพิเศษด้านปัญญาประดิษฐ์และสังคม
ปัจจุบันสหประชาชาติยังไม่มีผู้แทนพิเศษที่รับผิดชอบดูแลด้าน AI และสิทธิมนุษยชนโดยตรง ทั้งที่เทคโนโลยีนี้กำลังเปลี่ยนโครงสร้างชีวิตประจำวันของมนุษย์ ตั้งแต่การจ้างงาน การเข้าถึงข้อมูล ไปจนถึงการเลือกตั้ง
ผู้แทนพิเศษตำแหน่งนี้จะทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานด้านจริยธรรมของ AI ตรวจสอบการเลือกปฏิบัติในอัลกอริธึ่ม
ป้องกันการใช้เทคโนโลยีเพื่อเฝ้าระวังหรือควบคุมประชาชน
และส่งเสริมให้ภาครัฐและภาคเอกชนพัฒนาเทคโนโลยีที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เพราะในศตวรรษที่ 21 สิทธิมนุษยชนไม่ได้อยู่ในเรือนจำเท่านั้น แต่อยู่ในซอร์สโค้ดที่กำหนดชีวิตประจำวันของเรา
คืนนี้ผมนั่งเขียนต้นฉบับใจกลางนิวยอร์ก แล้วนึกถึงประเทศไทยและคนรุ่นใหม่ในอาเซียนที่ยังเชื่อในความยุติธรรม พวกเขาเชื่อในสิ่งเดียวกับที่ผู้ก่อตั้งสหประชาชาติเคยเชื่อ ว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องของอดีต แต่คือสัญญาแห่งอนาคตที่เราต้องเขียนร่วมกัน
80 ปีก่อน สหประชาชาติก่อตั้งขึ้นเพื่อป้องกันสงคราม 80 ปีต่อมา เราจำเป็นต้องสร้างสหประชาชาติขึ้นใหม่อีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เราสูญเสีย “ความเป็นมนุษย์” ในโลกที่หมุนเร็วเกินไป กรุงเทพฯ เมืองที่เคยได้รับการขนานนามว่า “เจนีวาแห่งตะวันออก” หรือ “Geneva of the East” ก็น่าจะเป็นต้นแบบของโลก เป็นจุดเริ่มต้น ในการร่วมออกแบบสิทธิมนุษยชน ร่วมกับคนรุ่นใหม่
เพื่อโลกที่เท่าทันทั้งอำนาจและอนาคต สิทธิมนุษยชนในศตวรรษที่ 21 ได้ไม่มากก็น้อย
