bg-single

กราบถวายบังคมด้วยสองมือ จากหัวใจข้าแผ่นดิน | ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ

31.10.2025

บทความพิเศษ | ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ

กราบถวายบังคมด้วยสองมือ

จากหัวใจข้าแผ่นดิน

การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นข่าวใหญ่ไม่เฉพาะแต่ในเมืองไทย หากแต่เป็นข่าวใหญ่ที่รับรู้กันทั่วโลก และสืบเนื่องจากวันนั้นมา ผมก็ได้อ่านข้อเขียนหรือบทความของหลายท่านหลายแหล่งเล่าเรื่องประสบการณ์ของแต่ละคนที่ได้ประสบพบเห็นพระราชกรณียกิจรวมถึงพระมหากรุณาธิคุณ ประสบการณ์ความทรงจำ และอีกสารพัดเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ท่าน ทุกเรื่องล้วนแต่น่าสนใจและเป็นความทรงจำที่งดงามทั้งสิ้น

เมื่อได้อ่านข้อเขียนหรือเรื่องเล่าจากหลายท่านมาแล้ว ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า แล้วส่วนตัวผมมีอะไรจะมาเล่าสู่กันฟังได้บ้าง อย่างน้อยก็เป็นการบันทึกความทรงจำว่าในชีวิตที่ผ่านมา 70 ปีของผม ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับสมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์นี้มีอย่างไรบ้าง

แน่นอนว่าเมื่อยังอยู่ในวัยเยาว์ เมื่อเริ่มพอจำความได้ผมก็รู้ว่าเมืองไทยของเรามี “ในหลวง” และ “พระราชินี” เป็นศูนย์กลางความรักความศรัทธาของคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งสมาชิกทุกคนในครอบครัวของผมเองด้วย

ไม่น่าจะผิดไปจากความเป็นจริงถ้าจะบอกว่า ผมได้เห็นทั้งสองพระองค์ด้วยสายตาของตัวเองเป็นครั้งแรก ในวาระที่เสด็จนิวัตพระนคร ภายหลังจากที่ได้เสด็จฯ ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะผู้แทนประชาชาติไทยในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาเป็นเวลานานหลายเดือนเมื่อปีพุทธศักราช 2504

บ้านพักของผมเวลานั้นอยู่ที่ซอยแยกของซอยอารีย์ ถนนพหลโยธิน ถ้าเรียกแบบปัจจุบันก็บอกว่าบ้านผมอยู่ที่ซอยอารีย์ 2 ฝั่งเหนือ ในวันที่เสด็จฯ กลับมาถึงพระนคร ทั้งผู้ใหญ่และลูกเล็กเด็กแดงทั้งบ้านแห่กันไปรับเสด็จที่ริมถนนพหลโยธิน ผมเป็นหนึ่งในคณะใหญ่ที่เดินเท้าออกจากบ้านไปรับเสด็จด้วย ความทรงจำแม้จะเลือนรางเต็มที แต่ก็พอจำได้ว่าทั้งในหลวงและพระราชินีทรงงามสง่า และทรงเป็นที่รักของทุกคนที่ตั้งใจไปรับเสด็จในวันนั้นอย่างแท้จริง

ซุ้มรับเสด็จที่สร้างเป็นระยะตลอดเส้นทางที่เสด็จพระราชดำเนินผ่าน เป็นสิ่งก่อสร้างชั่วคราวแต่วิจิตรบรรจง เปี่ยมด้วยความหมาย และความตั้งใจของเจ้าของซุ้มเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเติบโตและเข้าเรียนในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันทรงดนตรีครั้งสุดท้ายในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นวันที่ 20 กันยายน พุทธศักราช 2516 ผมผู้เป็นนิสิตปีหนึ่งก็ได้เฝ้าชมพระบารมีร่วมกับชาวจุฬาฯ ราวสองพันคนในหอประชุมจุฬาฯ ที่แน่นขนัด จนแทบไม่มีที่เหยียบยืนแต่ก็ไม่มีใครท้อถอยเลยแม้สักคนเดียว

พระสิริโฉมในวันนั้น เป็นพระสิริโฉมของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขณะเมื่อพระชนมายุ 41 พรรษา จะงดงามจับใจเพียงใดแค่ไหนเห็นจะไม่ต้องอธิบาย

อีกสี่ปีต่อมาในวันที่ 16 กรกฎาคม 2520 ผมได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ วันเดียวกันกับที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ทรงรับเหรียญรางวัลในฐานะนิสิตที่มีผลการเรียนดีเด่น

โดยในงานพิธี มีสมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์นี้ประทับพระราชอาสน์อยู่เคียงคู่กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินก่อน พร้อมทั้งมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันประทับอยู่เยื้องไปด้านหลังหน่อยหนึ่ง

ภาพถ่ายงานพระราชทานปริญญาบัตรคราวนั้นจึงมีความหมายสำคัญมากสำหรับผมเพราะมีพระเจ้าอยู่หัวถึงสองพระองค์อยู่ในภาพ พร้อมด้วยสมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงด้วย

ทำให้อดที่บอกกับตัวเองไม่ได้ว่า งานรับพระราชทานปริญญาบัตรของตัวผมเองในปีนั้นมีความหมายพิเศษมากกว่างานพระราชทานปริญญาบัตรปีอื่นเป็นไหนๆ

แต่ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ท่านผู้อ่านคงสังเกตได้ว่าเป็นเรื่องที่ผมเฝ้าชมพระบารมีของสมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอยู่ฝ่ายเดียว โดยเป็นการเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ริมถนนอย่างประชาชนคนหนึ่งบ้าง เป็นการรับพระราชทานปริญญาบัตรเฉพาะ พระพักตร์ของท่านในฐานะเป็นบัณฑิตจบใหม่บ้าง แต่ยังมิได้มีโอกาสได้เฝ้าแหนเป็นการเฉพาะเลย

จนกระทั่งผมกลับมาจากเรียนหนังสือต่างประเทศและมารับราชการเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะนิติศาสตร์จุฬาฯ แล้ว ในปี 2525 ซึ่งเป็นปีแห่งการฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี

ในเดือนตุลาคมปีนั้น สมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงพระราชดำริจัดงานสำคัญขึ้นหนึ่งงานชื่อว่า งาน 200 ปีแห่งสายสัมพันธ์ โดยทรงเชิญแขกทั้งชาวต่างประเทศและชาวไทยมาร่วมงานพระราชทานเลี้ยง เพื่อทรงแนะนำให้รู้จักเมืองไทยและบรรดาสารพัดอย่างที่ทรงคุณค่าของประเทศ

งานมีทั้งที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ที่พระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต และที่พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การจัดงานคราวนั้นผมมีโอกาสได้เป็นอาสาสมัครรับราชการสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ซึ่งทรงอำนวยการตกแต่งพระที่นั่งวิมานเมฆให้งามพร้อมสำหรับงานสำคัญตามพระราชเสาวนีย์

หลังจากวันงานผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เปิดพระที่นั่งวิมานเมฆให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมเป็นเวลาเจ็ดวัน โดยผมทำหน้าที่อาสาสมัครเป็นหัวหน้าไกด์นำชม

ต่อมาประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2525 บ่ายวันหนึ่งผมได้รับแจ้งจากสำนักพระราชวังว่า สมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงจะเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพระที่นั่งวิมานเมฆในเวลาค่ำประมาณสองหรือสามทุ่ม ให้ผมไปรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จพระราชดำเนินและเป็นผู้นำเสด็จทอดพระเนตรพระที่นั่งฯ ด้วย

ลองนึกดูแล้วกันครับว่า ผมจะตื่นเต้นและใจเต้นไม่เป็นส่ำเพียงไหน ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

ซึ่งแปลว่าผมต้องกราบบังคมทูลด้วยข้อมูลสารพัดที่ตัวเองพอจดจำไว้ได้ ซึ่งถึงแม้จะมีความมั่นใจในข้อมูลเพียงใดก็ตาม แต่นี่ไม่ใช่การนำคนทั่วไปชมพระที่นั่ง หากแต่เป็น “การนำเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรที่นั่งวิมานเมฆ”

ผมมั่นใจทีเดียวว่าท่านทรงพระปรีชาและทรงรอบรู้ในเรื่องที่ต่างๆ มากกว่าที่ผมจะกราบบังคมทูลอย่างแน่นอน

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินมาถึง และผมได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายรายงานเชิงถวายตัวเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินนำเสด็จไปตามเส้นทางที่จัดเป็นเส้นทางให้ประชาชนทั่วไปเดินชมพระที่นั่ง ตลอดเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงหรือกว่านั้นที่ทรงพระดำเนินไปตามห้องต่างๆ แรกทีเดียวผมกราบบังคมทูลทุกอย่างด้วยความระมัดระวังและประหม่าสุดขีด

แต่เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน พระเมตตาบารมีที่ชัดเจนเหลือประมาณก็ทำให้ผมมีหัวใจที่เต้นเป็นปกติ

ถ้อยพระวาจาทุกองค์ทุกประโยค พระสุรเสียงที่ไพเราะอ่อนโยน ทำให้ผมหายใจได้ทั่วท้อง

และยิ่งไปกว่านั้น ยังทรงพระมหากรุณา รับสั่งเล่าถึงเรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องราวของพระราชสำนัก เรื่องงานศิลปะวัตถุโบราณวัตถุ และเรื่องควรรู้ทั่วไปอีกมากมายพระราชทานแก่ผม “ผู้มีสติปัญญาน้อย” ให้ได้รับเรื่องราวเหล่านั้นใส่เกล้าใส่กระหม่อมไว้เป็นความรู้ประดับตัว

กลางดึกคืนวันนั้น เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับแล้ว ผมขับรถกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกจริงๆ ถ้าจะให้นึกย้อนหลังไปถึงเหตุการณ์ขึ้นวันนั้น ผมอาจจะบอกกับตัวเองในวันนี้ว่า ค่ำวันนั้นเป็นวันที่พิเศษสุดวันหนึ่งในชีวิต

หลังจากเหตุการณ์วันนั้นแล้ว ผมอาจกำหนดนับว่า ตัวเองเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในข่ายแห่งพระมหากรุณา ทำให้มีโอกาสได้สนองพระเดชพระคุณในกิจการงานต่างๆ หลายเรื่อง

เช่น เป็นผู้หนึ่งในคณะจัดทำหนังสือเรื่อง ฟาร์มแบเช่ ซึ่งเป็นช่างทองหลวงเมืองรัสเซียในสมัยรัชกาลที่ห้าและราชสำนักไทยของเรามีสมบัติศิลปะจากห้างทองแห่งนี้อยู่ในความครอบครองมากชิ้นพอสมควร ทรงพระราชดำริว่า สมควรจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องนี้ให้กว้างขวางออกไป เพราะจะทำให้ผู้อ่านทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเห็นว่าเมืองไทยของเราในยุคเมื่อร้อยปีก่อนมีฐานะเทียบเท่ากับอารยประเทศอย่างไร

และกล่าวโดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียก็เป็นเครื่องอุดหนุนอย่างสำคัญในการรักษาเอกราชของไทยเราในยุคนั้นด้วย

งานอีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้สนองพระมหากรุณาธิคุณ คือ การทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับคณะถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีเฉลิมพระเกียรติจากวิทยาลัยแอมบาสซาเดอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้มาตามเสด็จในเวลาที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร ในพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือของไทยเรา

โอกาสนั้นทำให้ผมได้เห็นการทรงงาน “ภาคสนาม” ของสมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ว่าทรงใส่พระราชหฤทัยในสุขและทุกข์ของราษฎรเพียงใด

ตัวอย่างเช่น เมื่อทรงรับผู้ป่วยรายใดเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ พระเมตตาก็เผื่อแผ่ไปถึงสมาชิกในครอบครัวของคนไข้ด้วยว่า เขาจะอยู่จะยังชีพกันอย่างไร

ยิ่งถ้าผู้ป่วยเป็นหลักของครอบครัวด้วยแล้ว เมื่อหัวหน้าครอบครัวต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลห่างไกลบ้าน ผู้อยู่ข้างหลังจะทำอย่างไรกับชีวิต

พระมหากรุณาของสมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงจะสอดส่องไปตลอดถึงเรื่องราวของทุกคนในครอบครัว ไม่ทรงปล่อยให้ใครตกหล่นเลย

ผมมีความทรงจำที่แน่ใจว่า บ่อยครั้งที่ผมอยู่ในคณะถ่ายทำภาพยนตร์และไปตามเสด็จ กว่าจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเสร็จสิ้นก็เป็นเวลาค่ำมากแล้ว เพราะฉะนั้นกว่าจะเสด็จฯ กลับถึงพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ก็เป็นเวลาดึกเต็มที

แต่เวลาและนาฬิกาไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการทรงงานของท่านเลยแม้แต่นิดเดียว

อีกหลายปีต่อมา ประมาณปี 2542 หรือก่อนหลังนั้นเล็กน้อย ในช่วงเวลาที่ผมเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ผมมีราชการพิเศษอย่างหนึ่งที่ได้ปฏิบัติสนองพระมหากรุณาธิคุณ

เรื่องมีอยู่ว่า ในเวลาที่เสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างจังหวัดและประทับแรมอยู่ตามพระราชฐานต่างๆ มีข้าราชการหลายแผนกหลายฝ่ายตามเสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติหน้าที่

ข้าราชการเหล่านี้หมายความรวมถึงข้าราชการทหารตำรวจและข้าราชการพลเรือนจากหลายกระทรวงทบวงกรมด้วย

มีบางวันที่มิได้เสด็จออก เพื่อนข้าราชการของผมเหล่านั้นพอมีเวลาว่างอยู่ตอนบ่าย สมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดชั้นเรียนพิเศษเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับท่านเหล่านั้น

ความรู้ที่ว่ามีหลากหลายโดยผู้บรรยายจากสถาบันต่างๆ ผลัดเปลี่ยนกันมาให้ความรู้

ผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็นผู้บรรยายในเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย หัวข้อบรรยายแต่ละครั้งอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ก็อยู่ในกรอบหรือวงขอบประมาณนี้

ชั้นเรียนของเราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ไม่เกิน 3 ชั่วโมง แต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ผมยังกลับมาพระนครไม่ได้ เพราะค่ำวันเดียวกันกับที่บรรยายตอนบ่ายแล้ว ผมได้รับมงคลยิ่งในชีวิตให้นั่งร่วมโต๊ะเสวยรับพระราชทานอาหารค่ำ

แน่นอนว่านอกจากอาหารที่ประณีตและเลิศรสแล้ว พระราชดำรัสที่รับสั่งเล่าก็ดี ทรงชวนสนทนาในโต๊ะเสวยก็ดี มีทั้งสาระและความเพลิดเพลินควบคู่กันไปอยู่เสมอ

ยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่ผมพอจำได้ คือ รับสั่งเล่าเรื่องคุณภาพของน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

ทรงเล่าว่าเมื่อครั้งที่ทรงพระเยาว์ ได้ทรงว่ายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าวังที่ประทับย่านเทเวศร์

น้ำแม่น้ำในครั้งนั้นยังสะอาดพอที่จะลงไปว่ายน้ำเล่นได้ ปลาใหญ่น้อยหรือแม้กระทั่งกุ้งแม่น้ำก็ยังมีอยู่ชุกชุม

มาบัดนี้คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงไป จึงทรงอยากขอให้พวกเราช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งของแม่น้ำลำคลองให้มีคุณภาพดีดังเดิม

กรมประมงก็ได้ช่วยเป็นกำลังสำคัญในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงในแม่น้ำเพื่อให้แม่น้ำของเราได้เป็นแหล่งอาหารที่มีคุณภาพของผู้คน

ทรงรู้จักปลานานาชนิด ทรงคุ้นเคยกับกุ้งแม่น้ำ ทรงเล่าความหลังครั้งทรงพระเยาว์อย่างละเอียดลออ ซึ่งล้วนแต่ทำให้เวลาในโต๊ะเสวยผ่านไปอย่างรวดเร็ว

กว่าจะรู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งก็เป็นเวลาเสด็จขึ้นแล้ว

การได้มีวาสนาเข้านั่งในโต๊ะเสวยและได้รับพระมหากรุณาเช่นนั้น เมื่อเสด็จขึ้นกลางดึกแล้ว ผมก็เฝ้ารอโอกาสของชีวิตที่จะได้ไปบรรยายความรู้ให้กับคณะผู้นำเสด็จอีกครั้งหนึ่งในวันข้างหน้า

เพราะรู้ดีว่าถ้าวันนั้นเวียนมาอีกครั้ง ถึงเวลาค่ำผมก็จะได้นั่งโต๊ะเสวยอีกคำรบหนึ่ง

ได้ชื่นใจกับพระมหากรุณาของสมเด็จพระแม่เจ้าพระองค์นั้น

เสียดายเป็นที่สุดแต่ว่า “เสด็จขึ้น” เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 คราวนี้ เป็นการเสด็จขึ้นสวรรค์ เป็นการเสด็จสวรรคต ฉะนั้น โอกาสจะได้นั่งโต๊ะเสวยหรือได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ริมถนน ได้ชมพระบารมีขณะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานาประการจึงไม่มีอีกแล้ว

แต่พระมหากรุณาธิคุณและผลแห่งพระราชกรณียกิจอันไพศาลจะยังคงอยู่คู่กับสยามประเทศไปตลอดกาล

กราบถวายบังคมด้วยสองมือและด้วยหัวใจของข้าแผ่นดินคนนี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์