รัฐบาลไทยกับ ‘แรร์เอิร์ธ’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
ไปๆ มาๆ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ดูเหมือนจะเข้ามารับงาน “เปลี่ยนผ่าน” สั้นๆ ง่ายๆ ในระยะเวลาเพียงแค่สี่เดือน (เพื่อปูทางไปสู่การได้ครองอำนาจยาวๆ ภายหลังการเลือกตั้งช่วงปีหน้า) กลับต้องเผชิญหน้ากับ “ภารกิจท้าทายยากๆ” ระดับ “อินเตอร์” ติดต่อกัน อย่างไม่มีจังหวะหยุดพักหายใจ
ปัญหา “สแกมเมอร์-ทุนเทา” จากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งลุกลามมาพัวพันกับนักการเมืองไทยบางคน และอาจรวมถึงอีลีตในแวดวงธุรกิจของบ้านเราอีกหลายส่วน ยังไม่ทันจางหายไป (เอาเข้าจริง คือ ยังไม่มีการชำระล้างมลทิน-ข้อกล่าวหาต่างๆ แม้เพียงสักข้อเดียวเลยด้วยซ้ำ)
จู่ๆ การบินไปเจรจาความเมืองของนายกรัฐมนตรีที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งแทบทุกคนเข้าใจคล้ายกันว่า ภารกิจหลักคือการออก “ถ้อยแถลงร่วม” เพื่อกรุยทางไปสู่การสร้างสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา ก็มี “ดอกผลพิเศษ” งอกออกมาแบบเซอร์ไพรส์
นั่นคือการทำเอ็มโอยูเรื่อง “แรร์เอิร์ธ” (แร่หายาก) ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา
โดยส่วนตัว แม้จะไม่ได้มีท่าทีสนับสนุนหรือต่อต้านเอ็มโอยูดังกล่าวอย่างสุดขั้ว แต่ก็อดเป็นห่วงเหมือนที่ “ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” มือเศรษฐกิจ (และว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่ง?) ของพรรคประชาชน ออกมาแสดงความคิดเห็นไม่ได้ว่า ประเด็นเรื่อง “แรร์เอิร์ธ” นั้นกำลังดึงประเทศไทยเข้าไปพัวพันกับสามปัญหาใหญ่ๆ
ได้แก่ หนึ่ง การประลองกำลังระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนใน “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” สอง ปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสาม คำถามเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างกันในระยะยาว

ในประเด็นปัญหาว่าด้วยเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ “ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพิ่งกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “AIS X มติชน : Talks for Thailand 2025 AI for Equality เติมพลังเท่าเทียม” เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม โดยเล่าถึงปัญหาอันสืบเนื่องมาจาก “แรร์เอิร์ธ” เอาไว้ว่า
ปัจจุบัน จีนเป็นเจ้าตลาด “แร่หายาก” ของโลก ซึ่งครอบครองปริมาณ “แรร์เอิร์ธ” สำรองในประเทศมากถึง 44 ล้านตัน จากปริมาณรวมทั้งโลก 90 ล้านตัน ขณะที่บราซิลซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มี “แร่หายาก” เยอะ ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับจีน
เท่ากับว่าสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรจะถือครองทรัพยากรส่วนนี้ไม่ถึงครึ่งของที่ฝ่ายจีนมี
นอกจากนั้น จีนยังไม่ได้แค่มี “แรร์เอิร์ธ” ในปริมาณมหาศาล หากยังมีองค์ความรู้ครบถ้วนในกระบวนการขุด แยก และแปรรูป “แร่หายาก”
โดยจีนได้ทำการแปรรูป “แรร์เอิร์ธ” คิดเป็นจำนวน 90 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก ก่อนที่ “แร่หายาก” ที่ผ่านการแปรรูปเหล่านั้นจะกระจายตัวออกไปอยู่ในสินค้าทางเทคโนโลยีต่างๆ ตั้งแต่สมาร์ตโฟน, แผงโซลาร์เซลล์, รถไฟฟ้า ไปถึงเครื่องบินรบและเรือรบ
ด้วยเหตุนี้ การที่จีนมีมาตรการควบคุมการส่งออก “แร่หายาก” ครอบคลุมถึงสินค้าและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ “แรร์เอิร์ธ” จึงย่อมสร้างความวิตกกังวลให้แก่สหรัฐ
การลงนามในเอ็มโอยูเรื่อง “แรร์เอิร์ธ” ระหว่างผู้นำไทยกับผู้นำอเมริกัน ก่อนหน้าที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” จะได้พบกับ “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง” ในการประชุมเอเปคที่เกาหลีใต้ จึงเกี่ยวพันกับ “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” อย่างไม่ต้องสงสัย
คำถามน่าสนใจ คือ เราจะวางตัวกับจีนในเรื่องนี้อย่างไร?

ในประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม คงต้องอ้างอิงไปถึงความวิตกกังวลของ “ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์” ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ซึ่งเตือนกันตรงๆ ว่ารัฐไทย (โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่) นั้นยังไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่อง “แรร์เอิร์ธ” มากนัก
เช่น เจ้าหน้าที่บ้านเรายังไม่ทราบว่า การทำเหมือง “แร่หายาก” ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งสร้างผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม กลายเป็นปัญหามลพิษทางน้ำในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่นั้น เขาขุดเจาะแร่กันด้วยวิธีการใด?
หรือแม้ว่าไทยจะเป็นประเทศที่นำเข้า “แรร์เอิร์ธ” ในปริมาณสูง แต่เรากลับไม่มีมาตรการตรวจสอบด้วยซ้ำว่า “แร่หายาก” ที่ถูกสั่งเข้ามานั้น ผ่านมาตรฐานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมหรือไม่ อย่างไร
เช่นเดียวกับโจทย์เรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ (หากเกิดการทำเหมือง “แร่หายาก” ขึ้นในประเทศไทยจริงๆ) ซึ่งเป็นประเด็นที่ “จี้ใจดำ” คนไทยจำนวนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ในสภาวะที่เศรษฐกิจยังตกต่ำเซื่องซึมไม่มีวี่แววกระเตื้องหรือพลิกฟื้น พร้อมความหวั่นไหวว่าจะมี “คนนอก” ที่ไหน เข้ามาแย่งชิงฉกฉวยทรัพยากร-ผลประโยชน์ที่เราพึงมี พึงได้รับ
(ไม่ว่า “คนนอก” เหล่านั้น จะเป็น “แรงงานอพยพ” จากประเทศเพื่อนบ้าน “ทุนเทา” ลึกลับ หรือ “ทุนใหญ่” จากชาติมหาอำนาจทุกขั้วก็ตาม)
ทั้งนี้ ยังไม่ต้องพิจารณาไปถึงประเด็นที่ว่า แม้ “แรร์เอิร์ธ” จะเป็นรากฐานของเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ ที่พวกเราคุ้นชื่อกันดี ไม่ว่าจะเป็น “เอไอ” หรือ “เดต้าเซ็นเตอร์”
แต่ในอีกด้าน “เทคโนโลยีแห่งความหวัง” ดังกล่าว ก็สูบกินพลังงานไฟฟ้าและน้ำอย่างมหาศาล (กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม) สร้างอัตราการจ้างงานได้ไม่มากเท่าที่คิด (กลายเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ) และอาจนำไปสู่แนวคิดกีดกันทางการค้าและกีดกันแรงงานต่างชาติหนักขึ้น ดังที่อาจารย์ศุภวุฒิเอ่ยเตือนเอาไว้ในงานสัมมนาของเอไอเอสและมติชนเช่นกัน

ปัญหาท้าทายเรื่อง “สแกมเมอร์-ทุนเทาข้ามชาติ” ก็ดี “เอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ” ก็ดี ล้วนบ่งชี้ว่าประเทศไทย ไม่ว่าจะภายใต้การนำของรัฐบาลเพื่อไทย, ภูมิใจไทย หรือประชาชน ภายใต้การนำของชนชั้นนำอนุรักษนิยมหรือเสรีนิยม ภายใต้การนำของระบอบอำนาจที่หันขวาหรือเอียงซ้าย
กำลังหนีไม่พ้นจากบริบทความขัดแย้งระดับโลก ที่เชื่อมโยงเรื่องเทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และการเมืองเข้าหากันอย่างลึกซึ้ง
“ผู้นำ” ที่สังคมไทยกำลังต้องการ จึงมิใช่ผู้นำซึ่งพยายามเหนี่ยวรั้งประเทศให้มี “ลักษณะพิเศษเฉพาะ” หรือมี “เอกลักษณ์หนึ่งเดียว” ไม่เหมือนใครในโลก
แต่คือผู้นำที่สามารถนำพาประเทศไทยให้ “อยู่รอด” ในโลกที่อยู่ยากและสลับซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ
