bg-single

เพ็ญสุภา สุขคตะ : “ล้านนาศึกษา” ใน “ไทศึกษา” ครั้งที่ 13 (21) เมื่อเงาของ “สีดา” ทาบผ่านเรื่องราวของ “จามเทวี” (จบ)

08.03.2018

ความสัมพันธ์ระหว่าง “สีดา” กับ “จามเทวี” และ “พระราม” กับ “เจ้าชายรามราช” ปรากฏเป็นดั่งเงาตามตัวของกันและกัน

หากมองเผินๆ แล้วอาจไม่เห็นภาพดังกล่าวชัดนัก แต่เมื่อนำบทต่อบท ฉากต่อฉากมากางเทียบกันดูให้เห็นกันจะจะ

แบบที่ ดร.อัครินทร์ พงษ์พันธ์เดชา กำลัง “ผ่าตัด” วรรณกรรมสองเรื่องให้เราดู

จะพบความละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

 

ผู้ชายอ่อนแอ ผู้หญิงออกรบ

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในฉบับก่อน ว่าพระนางจามเทวีได้สร้างวีรกรรมครั้งสำคัญ ด้วยการอาสาออกรบปกป้องนครลวปุระแทนเจ้าชายรามราช เพื่อต่อสู้กับเจ้าชายสิทธิราชแห่งโกสัมพี ที่มาท้ารบขอนางไปเป็นชายา

ลองเปรียบเทียบดูกับรามายณะฉบับโบราณสำนวนพิสดาร คือฉบับ “อัทภุทรามายณะ” กล่าวถึงตอนที่นางสีดาเข้ากระทำการรบแทนพระราม กับท้าวราพณ์ (พันเศียร) พี่ชายของราพณ์ (สิบเศียร-ทศกัณฐ์) สองยักษ์ที่ยกทัพมาแก้แค้น คราวนั้นพระรามและพระลักษมณ์เสียท่า ถูกศรของท้าวราพณ์สิ้นชีวิตในสนามรบ แต่สีดากลับสามารถสังหารท้าวราพณ์พันเศียรได้

ความเก่งกาจอาจหาญของสตรีทั้งสองเรื่องนี้ ดร.อัครินทร์มองว่าเป็นการเขียนขึ้นตามแนวคิดลัทธิ “ศักติ” (Shakti) ที่จงใจยกย่องว่า “สถานะ” และ “มหิทธานุภาพ” แห่งเทวมเหสีนั้น มีความยิ่งใหญ่น่าสะพึงกลัวเสียยิ่งกว่าตัวเทพเจ้า หรือสวามีของเหล่านางเองเสียอีก

 

ดอกชบาแดง พระแม่กาลี

สิ่งที่น่าสนใจคือ เคยมีผู้กล่าวถึง “ดอกชบาแดง” ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่พระนางจามเทวีใช้ ดร.อัครินทร์ตีความว่า อาจเชื่อมโยงไปถึงพระแม่กาลี ซึ่งเป็นปางโหดร้ายของนางสีดาก็เป็นได้

นั่นคือการที่พระครูสิริสุตาภิมณฑ์ เจ้าคณะอำเภอทุ่งหัวช้าง กล่าวในเวทีเสวนา สืบค้นพระราชประวัติพระนางจามเทวี เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 จัดโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนว่า

“คนเฒ่าคนแก่มักจะบอกลูกหลานว่า อย่าเอาดอกชบาสีแดงมาใช้ในงานบุญ เพราะเป็นดอกไม้ที่พระนางจามเทวี ทำคุณไสยเพื่อเสียบมาลาที่ส่งไปให้ขุนหลวงวิลังคะ เพื่อให้อาคมของขุนหลวงวิลังคะเสื่อม จนเมื่อขุนหลวงวิลังคะพ่ายแพ้พนันในการพุ่งสะเหน้า (หอกซัด) แล้ว จึงได้แช่งดอกชบานี้เอาไว้”

กิตติ วัฒนมหาตม์ ผู้เขียนเรื่อง “จอมนางหริภุญไชย (พิมพ์มากกว่า 5 ครั้ง) ได้อธิบายเสริมว่า ดอกชบาแดงนี้เป็นดอกไม้ที่ชาวอินเดียใช้บูชาพระแม่กาลี เป็นที่นับถือมากในเบงกอลไม่น้อยกว่า 2,000 ปี

นอกจากนี้ ยังเป็นดอกไม้ที่คนไทยภาคกลางไม่นิยมนำมาบูชาพระ เพราะเป็นดอกไม้ที่ใช้ทัดหูนักโทษประหารที่จะต้องถูกตัดศีรษะ

 

ฤๅษีทูลเชิญไปปราบเหล่าอสูร

เมื่อครั้งพระรามและพระอนุชายังทรงพระเยาว์ วสิษฐ์ฤๅษีและวิศวามิตรฤๅษี พระอาจารย์ของสองกุมาร ทูลขอสองพี่น้องให้ไปช่วยปราบ นางยักษ์กากนาสูรและบริวารกา ที่รับคำสั่งจากทศกัณฐ์ ให้มาคอยรบกวนเหล่าฤๅษีจนไม่สามารถบำเพ็ญพรตได้

ฤๅษีวาสุเทพและฤๅษีสุกกทันตะ ตามตำนานกล่าวว่าเป็นพระอาจารย์ของพระนางจามเทวี เห็นพ้องต้องกันว่าควรที่จะมาทูลขอจามเทวีจากพระเจ้ากรุงละโว้ให้ไปครองนครหริภุญไชย ซึ่งอยู่ในดินแดนภายใต้อิทธิพลของชาวลเวือะ (ลัวะ) ผู้สืบเชื้อสายมาจาก ปู่แสะย่าแสะ หรือยักษ์ในตำนานพระเจ้าเลียบโลก ที่นับถือผี

และอาจเป็นอันตรายต่อชาวมอญที่นับถือศาสนาพุทธ

 

การเมืองภายใน
การออกผนวช
และการพลัดพราก

พระรามทรงรับสัตย์จากพระบิดาท้าวทศรถ ซึ่งจำเป็นต้องเนรเทศพระรามให้บวชบำเพ็ญพรตในเพศฤๅษี ระหกระเหินเดินป่า 14 ปี ตามการทวงสัตย์ของนางไกยเกษี (ชายาอีกองค์หนึ่งของท้าวทศรถ) ที่ต้องการให้พระพรต โอรสของนาง ร่วมบิดาเดียวกันกับพระรามขึ้นครองราชย์ โดยนางสีดากับพระลักษมณ์ก็ออกบวชขอติดตามพระรามไปด้วย

ส่วนเจ้าชายรามราช สวามีของจามเทวีก็มีเหตุให้ต้องเสด็จออกผนวช ทั้งๆ ที่พระนางจามเทวีทรงพระครรภ์ และต้องระหกระเหินจำพรากจากละโว้ไปหริภุญไชย ตามพระบัญชาของพระบิดา ซึ่งกิตติ วัฒนะมหาตม์ เสนอว่าน่าจะเป็นเรื่องของการเมือง เกิดการช่วงชิงอำนาจในราชสำนักละโว้เช่นกัน

ทศกัณฐ์เจ้ากรุงลงกา ได้ยินกิตติศัพท์ความงามของนางสีดาจากนางสำมนักขา ที่มาเพ็ดทูล จึงได้ทำอุบายมาลักนางสีดาไปไว้ยังกรุงลงกา ทำให้นางสีดาต้องพลัดพรากจากพระรามสวามี

ส่วนพระนางจามเทวีก็ต้องพลัดพรากจากเจ้าชายรามราช เพราะต้องเสด็จมาครองเมืองหริภุญไชย

 

สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์
แรงสิเนหาในอิตถีเพศ

เพราะความงามของนางสีดาเป็นเหตุ จึงทำให้ทศกัณฐ์มาลักนางไปยังลงกา พระรามต้องติดตามไปทำสงครามเพื่อชิงนางสีดาคืน จึงเกิดสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์ และอสูรโดยมีเหล่าวานรเป็นกำลังให้พระราม

ในตำนานจามเทวีฉบับต่างๆ พระนางจามเทวีต้องเกี่ยวข้องกับสงคราม อันมีสาเหตุมาจากความงามของพระนางเอง คือสงครามกับขุนหลวงวิลังคะ ผู้นำชาวลเวือะ

เป็นสงครามเหยีดเผ่าพันธุ์ เขียนให้มอญผู้มีอารยธรรมสูง (อารยัน) ต้องสู้รบกับชาวลเวือะ (ทมิฬ มิลักขุ มิลักขะ ยักษ์ แทตย์) ชนพื้นเมืองที่ถูกมองว่าป่าเถื่อนรูปชั่วตัวดำ

หลังจากที่ขุนหลวงวิลังคะได้ยินกิตติศัพท์ความงามของพระนางจามเทวี และกล้ายกทัพมาเพื่อหมายจะบังคับให้นางเป็นมเหสี จนเกิดการท้าพนันในการพุ่งสะเหน้า (หอก) กันขึ้น

 

อุปเท่ห์เล่ห์กลชนะมาร

พิเภก อสุรโหราฝ่ายพระราม ทูลแนะว่า ทศกัณฐ์เป็นยักษ์ที่มีฤทธิ์มาก ไม่สามารถฆ่าให้ตายได้ เพราะถอดดวงใจฝากไว้กับฤๅษีโคบุตรผู้เป็นอาจารย์ พระรามจึงมอบหมายหนุมานใช้เล่ห์เพทุบายไปหลอกเอากล่องดวงใจจากพระฤๅษีโคบุตรมาให้ได้ก่อน จึงจะสังหารทศกัณฐ์ได้

ขุนหลวงวิลังคะ เป็นผู้มีกำลังเก่งกล้าอาคม พระนางจามเทวีจำต้องออกอุบายล้างอาคมของขุนหลวงวิลังคะ ด้วยการส่งพระมาลาที่ทำจากชายผ้าซิ่นของพระนาง ไปให้ขุนหลวงวิลังคะสวมเพื่อล้างอาถรรพณ์ ทำให้อาคมของขุนหลวงวิลังคะเสื่อม

ไม่สามารถพุ่งสะเหน้าไปให้ไกลถึงเมืองหริภุญไชย

และแพ้พนันจนเสียนครนพบุรี (เชียงใหม่) ไปในที่สุด

 

ส่งโอรสออกศึกกำจัดศัตรู

ตอนที่ท้าวคนธรรพ์นุราช พระยารากษสเจ้ากรุงดิศศรีสิน ยกกองทัพยักษ์มาปล้นเมืองไกยเกษของท้าวไกยเกษ พระบิดาของนางไกยเกษี พระรามมีบัญชาให้มงกุฎและพระลพสองพระโอรส ยกกองทัพไปรบ จนสามารถสังหารท้าวคนธรรพ์นุราชและเหล่ายักษ์ได้

ในจามเทวีวงส์ กล่าวว่า พระเจ้ามิลักขราช (ขุนหลวงวิลังคะ) ได้ยกทัพมาหมายยึดเอาหริภุญไชย แต่พระนางจามเทวีมอบหมายให้โอรสฝาแฝด เจ้ามหันตยศ และเจ้าอนันตยศ เป็นแม่ทัพ

ทำการรบพุ่งแทนจนขุนหลวงวิลังคะพ่ายแพ้ปางตาย

 

ความตายอันโรแมนติก

ก่อนตาย ทศกัณฐ์อธิษฐานขอให้ได้ครองคู่กับนางสีดาในชาติหน้า

ขุนหลวงวิลังคะ ขอให้ฝังร่างตนไว้บนยอดดอยหลวง ที่สามารถมองเห็นเมืองหริภุญไชย เมืองของสตรีอันเป็นที่รักของตนชั่วนิจนิรันดร์

ในเรื่องรามเกียรติ์ฉบับ ร.1 หลังจากหนุมานหลอกเอากล่องดวงใจของทศกัณฐ์ได้แล้ว จึงขยี้หัวใจทศกัณฐ์ พร้อมกับให้พระรามแผลงศรไปประหารกลางสนามรบ จึงสามารถฆ่าทศกัณฐ์ได้

ในตำนานชาวลเวือะเมืองก๊ะ อำเภอแม่ริม ระบุว่า ขุนหลวงวิลังคะทำลายชีพตนเอง โดยการโยนสะเหน้าให้ตกลงมาเสียบอก (หัวใจ) ของตน เพราะโทมนัสที่เสียทั้งเมือง

และไม่ได้ครองรักกับสตรีที่ตนหลงรัก

 

มิตรภาพข้ามเผ่าพันธุ์ Happy Ending

ในรามายณะและรามเกียรติ์ หลังจากเสร็จศึกทศกัณฐ์แล้ว ยักษ์และมนุษย์ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

จามเทวีวงส์ ระบุว่า เมื่อเสร็จศึกพุ่งสะเหน้าแล้ว พระเจ้ามิลักขะ (ขุนหลวงวิลังคะ) ได้ถวายพระธิดาทั้งสองให้เป็นมเหสี แก่โอรสแฝดของพระนางจามเทวี คือมหันตยศ และอนันตยศ

จากนั้นมา ชาวมิลักขบุตร (ลัวะ) และชาวเมงคบุตร (มอญ) ก็ต่างแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์กัน

และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขสืบมา

 

Indianization หรือไม่?

ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยทำวิจัยเรื่องลัวะ และลัทธิผู้หญิงเป็นใหญ่ในอุษาคเนย์ ได้รับเชิญให้เป็นผู้วิพากษ์การนำเสนอผลงานของ วิธูร บัวแดง (นางแก้ว จามเทวี) และ ดร.อัครินทร์ พงษ์พันธ์เดชา (สีดา จามเทวี)

ผศ.พิพัฒน์ มองว่างานวิจัยสองชิ้นนี้มีจุดร่วมคล้ายคลึงกันในแง่ที่ว่า เป็นการเชื่อมโยงวรรณกรรมท้องถิ่นเมืองเหนือเรื่องจามเทวี เข้ากับวรรณกรรมแนวเทวสตรีของอินเดีย

ถือว่าเป็นงานวิจัยแนว Structuralism คือโครงสร้างนิยม แต่ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีความพยายามที่จะหาคำตอบในจุดที่เป็น “ความเชื่อสากล” ได้ชัดเจน อย่างไรก็ดี ถือเป็นงานวิจัยที่ช่วยอุดช่องโหว่ให้แก่งานแนวล้านนาศึกษา ว่าได้ขยับไปไกลถึงแนวคิดเรื่อง “ผู้หญิงเคยเป็นใหญ่ในบุรพกาล” บ้าง

งานสองชิ้นนี้ถือเป็นการศึกษาเรื่องพระนางจามเทวีที่แตกต่างจากเดิม กล่าวคือ นักวิชาการมักมุ่งเน้นการศึกษาเรื่องราวของพระนางเฉพาะส่วนที่สอดคล้องกับหลักฐานด้านโบราณวัตถุโบราณสถานสมัยทวารวดี

แต่ไม่เคยมีการพูดถึงลัทธิ “ไวษณพนิกาย” หรือลัทธิ “Mother Goddess” ที่แฝงอยู่ในดินแดนหริภุญไชยมาก่อนหน้าที่จะมีพุทธศาสนา แถมยังเป็นลัทธิไวษณพที่เน้น “ศักติ” อีกด้วย

การหยิบเอาตำนานจามเทวีมากล่าวถึงของ ดร.อัครินทร์ เป็นการทำงานในมิติที่แปลกออกไปจากหนังสือที่ กิตติ วัฒนมหาตม์ ใช้วิธีเปรียบเทียบตำนานสองเวอร์ชั่น (ฝ่ายวัด vs ฝ่ายบ้าน) เพื่อค้นหาความจริง แต่ ดร.อัครินทร์ กลับเปรียบตำนานจามเทวี (ทั้งสองเวอร์ชั่น) กับรามเกียรติ์และรามายณะ

ปัญหาคือ เงาของสีดาก็ดี นางแก้วจามมุนดาก็ดี ที่ปรากฏในทาบทับจามเทวีนั้น จะเป็นการเขียนที่รับอิทธิพลมาจากอินเดียในทำนอง Indianization (กระบวนการทำให้เป็นภารตะ) โดยตรงเลยหรือไม่ นักวิจัยทั้งสองก็ยังไม่ได้อธิบายมิตินี้

หรือการที่ตำนานจามเทวีมีกลิ่นอายของรามายณะนั้น แท้จริงมีนัยแห่งความต้องการ “ยกสถานภาพของผู้หญิงให้เท่าเทียมชาย ในฐานะที่สามารถเป็นกษัตริย์” ได้เช่นเดียวกัน

ผศ.พิพัฒน์ ตบท้ายว่า ยังมีมุขปาฐะในท้องถิ่นของชาวลเวือะกระจัดกระจายอีกมากมาย ที่กล่าวถึงพระนางจามเทวีอย่างเข้มข้นเสียจนอาจกล่าวได้ว่า “การนับถือพระนางจามเทวีนั้น น่าจะเป็นลัทธิหนึ่งที่ฝังรากลึกให้แก่คนในท้องถิ่นภาคเหนือไปแล้ว ลึกเกินกว่าจะหาธรรมข้อใดในพุทธศาสนามาอธิบาย”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ท่าทีที่ต่าง ต่อ รัฐธรรมนูญ ภูมิใจไทย กับ เพื่อไทย
“รมช.พลพีร์“ สวนแรง อย่าเก่งแต่ค้านแบบสร้างภาพ ขอหลักฐานด้วย จะได้เด็ดหัวถูก ซัดอมข้อมูลไว้กับตัว ไม่ได้ช่วยคนภูเก็ต หลังสส.ส้ม ปูด ภูเก็ต ยังมีรีดส่วยประชาชน
ลิซ่า จี้ ความชัดเจนกรณีโยกย้ายข้าราชการและการขยับฐานอำนาจ “ระบอบสีน้ำเงิน”
“อนุชา-อภิสิทธิ์” บุกซันพลาซ่า ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า ขอคะแนนชาวออฟฟิศคึกคัก ตอกย้ำ “แก้โกง-กู้เศรษฐกิจยั่งยืน”
ทีมแพทย์วัดคีรีวงก์ จ.ชุมพร เปิดให้คำแนะนำ-รักษาโรค ด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทยที่สืบทอดมากว่า 100 ปี โอกาสหายากของคนกรุงเทพฯ 
ย่านเมืองเก่า
ขอต้อนรับ Mirra Andreeva สาวสวยรัสเซีย วัย 19 ปี แชมป์ French Open หญิงเดี่ยว 2026
สงครามที่น่าอึดอัด และทางสองแพร่งของปูติน
ปลุกผี ทอม โจด จากเพลง บรูซ สปริงส์ทีน สู่สมรภูมิไล่ล่าผู้ลี้ภัยในอังกฤษ
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (10)
นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ย้อนฉาก ‘เลือดหยดแรกประชาธิปไตยไทย’ 24 มิถุนายน 2475 ‘บุกวัง-ปฏิวัติ’
แจ้งเกิดกฎหมาย Super License พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ยุคอนุทิน หลังผ่านมาแล้ว 12 ปี 4 นายกฯ