หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
ธงทอง จันทรางศุ
ผมนั่งเขียนหนังสือคราวนี้อยู่ในโรงโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งกลางกรุงโตเกียว
การเดินทางครั้งนี้มากับครอบครัวครับ โปรแกรมจึงเป็นรายการตามสบาย เน้นการเดินดูโน่นนี่ไปตามใจปรารถนา
และข้อสำคัญ คือ เลือกกินร้านอาหารอร่อยตามที่หลานชายซึ่งมีความสามารถในการเลือกร้านอาหารเป็นผู้กำหนด
เราอายุมากแล้วไม่ได้รู้ไปเสียทุกเรื่อง ปล่อยให้ผู้ที่อ่อนอายุกว่าเขาตัดสินใจเถิด
ประโยคข้างบนนี้กว้างขวางลึกซึ้งหนัก ไม่ได้จำกัดแต่เฉพาะเรื่องการเลือกร้านอาหารว่าจะกินมื้อกลางวันมื้อเย็นที่ไหนดีเท่านั้น ฮา!
หลังจากนอนหลับสนิทในคืนแรกที่เดินทางมาถึง เช้าวันรุ่งขึ้นผมก็ตื่นขึ้นด้วยความกระปรี้กระเปร่าและชักชวนสมาชิกในครอบครัวออกไปเดินเล่นแถวโรงแรม
เดินไปไม่เกิน 5 นาทีก็จะมีบันไดขนาดใหญ่ตั้งอยู่ประชิดติดถนน บันไดที่ว่านี้มีทั้งบันไดหินแกรนิตธรรมดาและบันไดเลื่อนทั้งขาขึ้นขาลง หน้าตาล่อใจมากว่าเราควรขึ้นไปดูเสียหน่อยไหมว่ามีอะไรอยู่ข้างบนนั้น
แถมตรงเชิงบันได เรายืนสังเกตอยู่นิดเดียวก็พบว่ามีรถคันแล้วคันเล่า พาครอบครัวชาวญี่ปุ่นซึ่งส่วนมากประกอบด้วยพ่อแม่ลูกและบางครอบครัวก็แถมคุณปู่คุณย่ามาด้วย มาส่งตรงจุดที่เรายืนอยู่เพื่อร่วมขึ้นบันไดเลื่อนไปกับเรา

เด็กส่วนใหญ่ ทั้งชายและหญิงแต่งกายด้วยชุดประจำชาติของญี่ปุ่น หรือมิเช่นนั้นก็แต่งชุดสูทสากล ดูน่ารักตะมุตะมิมาก
ว่าแล้วเราก็เลยเดินขึ้นไปบนบันไดเลื่อนพร้อมกันกับหมู่คณะทั้งหลาย บันไดเลื่อนนั้นมีถึงสามทอด หมายความว่าอะไรสักอย่างที่อยู่บนนั้นตั้งอยู่บนเนินสูงพอสมควร
ครั้นเมื่อมาถึงปลายทางเราก็พบว่า “อะไรสักอย่าง” นั้น คือศาลเจ้าขนาดใหญ่ชื่อว่า Hie jinja
ตามประสาคนรู้น้อยอย่างผมขอเรียกว่า ศาลเจ้าฮิเอะ ไปก่อนก็แล้วกันนะครับ ถ้าผิดถูกอย่างไรก็ขออภัยด้วย
ศาลเจ้าแห่งนี้ตามประวัติกล่าวว่า นักรบซามูไรผู้มีฝีมือและมีฐานะสร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 แปลว่าเก่าแก่ในราวกรุงสุโขทัยของเราเลยทีเดียว แต่เป็นธรรมดาครับ ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มีความเจริญและความเสื่อมเกิดขึ้นกับศาลเจ้า แถมยังมีการโยกย้ายสถานที่ไปมา
สุดท้ายเมื่อปีคริสต์ศักราช 1657 ศาลเจ้าได้ย้ายมาตั้งอยู่ในที่ปัจจุบันนี้และคราวนี้ก็ไม่ย้ายไปไหนแล้วล่ะ เสียแต่ว่าตอนสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945 เมื่อกรุงโตเกียวถูกโจมตีทางอากาศและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ศาลเจ้าแห่งนี้ก็โดนระเบิดเข้าเต็มๆ ทำให้เกิดไฟไหม้ราบเป็นหน้ากลอง
ดังนั้น จึงต้องมีการสร้างศาลเจ้าใหม่ขึ้นอีกครั้งหนึ่งในปี 1958
และเป็นศาลเจ้าที่ผมได้เห็นในคราวนี้นั่นเอง
ตามประวัติที่เขาอธิบายไว้ในแผ่นพับอย่างมีข้อความบอกด้วยว่า ศาลเจ้าแห่งนี้เหมาะสำหรับการมาขอพรเมื่อเด็กแรกเกิดคราวหนึ่ง จากนั้นก็ต้องย้อนกลับมาอีกสามวาระ คือตอนอายุสามขวบ ห้าขวบ และเจ็ดขวบ ตามลำดับ
อย่างนี้นี่เอง ผมจึงเห็นพ่อแม่อุ้มลูกจูงหลานมาไหว้ศาลเจ้าแห่งนี้เรียกว่าไม่ขาดสายกันเลยทีเดียว
ถ้าเป็นคติแบบบ้านเรา อาจจะเรียกว่าครอบครัวของชาวญี่ปุ่นนิยมที่จะพาลูกมาถวายเจ้าที่นี่ เพื่อยกให้เป็น “ลูกหลวงพ่อ” ท่านจะได้ช่วยดูแลปกปักรักษาให้เติบใหญ่ขึ้น ด้วยความผาสุกสวัสดี
ความเชื่อเช่นนี้จะตรงกันแท้หรือไม่ผมไม่แน่ใจนัก แต่ผมมั่นใจว่าแม่ผม “เป็นลูกหลวงพ่อพระพุทธชินราช” ที่จังหวัดพิษณุโลก
เพราะในช่วงเวลาที่แม่ผมเป็นเด็กอยู่นั้น คุณตาย้ายจากพระนครขึ้นไปรับราชการที่จังหวัดพิษณุโลก สุดท้ายได้ลาออกจากราชการและประกอบอาชีพอิสระอยู่ที่เมืองนั้นนานปีจนกระทั่งเมื่อแม่ของผมเรียนจบมัธยมต้นแล้วแม่จึงย้ายมาเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในพระนคร
เมื่อแม่ไปอยู่พิษณุโลกนานปีขนาดนั้น คุณตาคุณยายจึงจัดการให้แม่และพี่น้องอีกหลายคนถวายตัวเป็นลูกของหลวงพ่อตามขนบธรรมเนียมอย่างไทยเรา เพราะฉะนั้น ถ้าแม่ผ่านไปจังหวัดพิษณุโลกเมื่อไหร่ก็ตาม แม่จะต้องไปกราบหลวงพ่อของแม่ให้จงได้
ใครส่งข่าวบอกบุญมาว่ามีงานบุญอะไรของหลวงพ่อ แม่ก็จะร่วมทำบุญกับเขาทุกครั้งไป
ผมอยากจะเรียกพฤติกรรมอย่างนี้ว่า เป็นกุศโลบายคือเป็นอุบายอันเป็นกุศลที่ชักจูงให้เด็กเล็กทั้งหลายผูกพันอยู่กับวัด เมื่อเติบโตขึ้นก็ไม่ทิ้งขว้างกันไปข้างไหน ยังคงผูกใจจอดอยู่อย่างนั้น

ศาลเจ้าฮิเอะนี้ก็เช่นเดียวกัน ในแผ่นพับแจ้งความยังบอกต่อไปด้วยว่า นอกจากการพาเด็กมาขอพรแล้ว ที่นี่ยังขอพรได้อีกหลายประการ ตั้งแต่ขอให้สอบได้สอบผ่าน มีสุขภาพแข็งแรง เดินทางปลอดภัย หายเจ็บหายไข้ รวมถึงขอให้สมหวังในเรื่องความรัก มีคู่ครองที่ถูกใจด้วย
เรียกว่าเป็นบริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรเลยทีเดียว
และยังไม่พอแค่นั้นนะครับ บริการของศาลเจ้าแห่งนี้ยังเผื่อแผ่ไปถึงเรื่องธุรกิจและกิจการอื่นๆ ด้วย ชักตัวอย่างเช่น วางศิลาฤกษ์ ทำพิธีเปิดบริษัท งานฉลองครบรอบปีของกิจการ ฯลฯ พิธีการเหล่านี้คงไม่ต้องยกบริษัทมาตั้งไว้ที่ศาลเจ้า แต่เจ้าหน้าที่จากศาลเจ้าจะยกขบวนไปทำพิธีให้ถึงบริษัทเลยทีเดียว
อารมณ์ประมาณพราหมณ์หรือโหรของบ้านเรากระมัง
น่าคิดอยู่เหมือนกันว่า บ้านเมืองที่มีความเจริญและความทันสมัยอย่างประเทศญี่ปุ่น เขาก็ยังไม่ทิ้งรากของความเชื่อและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของเขา ต่อให้เปิดกิจการใหญ่โตกี่ร้อยกี่พันล้านเยนก็ตาม เจ้าจากศาลฮิเอะ ก็ยังช่วยท่านได้เสมอ
ดูไม่ต่างอะไรกับเมืองไทยของเราเลย เพียงแต่ว่าเรามีสองศาสนาหรือสองความเชื่อเจือกันอยู่ คือพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ หลายบริษัทเมื่อเวลาจะเปิดทำการจึงเชิญพราหมณ์พิธีมาทำการบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย บวงสรวงเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ 9 โมงครึ่งแล้ว สิบโมงก็นิมนต์พระเจริญพระพุทธมนต์ พรมน้ำมนต์ เจิมป้ายบริษัทเสียหน่อย แค่นี้ก็สบายใจแล้ว
ผมไม่เคยได้ยินว่า เวลาฝรั่งอเมริกันหรือฝรั่งทางยุโรปเปิดบริษัท เขามีพิธีการทางศาสนาอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด
เรื่องอย่างนี้ไม่มีใครผิดใครถูก โลกตะวันตกก็เป็นอย่างหนึ่ง โลกตะวันออกก็เป็นอย่างหนึ่ง ใครสบายใจแบบไหนก็ทำแบบนั้น ข้อสำคัญคือความสบายใจแบบโลกตะวันออกนั้นอย่าให้ถึงขนาดสิ้นเสียเงินทองเกินกำลังความสามารถ ทำบุญทำกุศล ทำพิธีการพิธีกรรมอะไรก็แล้วแต่โปรดทำให้เหมาะกับกำลังของเราเถิด อย่านึกว่าถ้าทำน้อยแล้วต้องเสียหน้า คนอื่นจะติฉินได้ คนอื่นจะว่าอะไรก็ช่างเขาปะไร เขาไม่ได้มาร่วมหัวจมท้ายกับเราหรอก
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะเปิดกิจการร้านขายก๋วยเตี๋ยวสักร้านหนึ่งตั้งอยู่ในห้องแถวริมถนน ถ้าคิดจะนิมนต์พระเก้ารูปมาเจริญพระพุทธมนต์ อย่างนี้เห็นจะลำบากแน่เพราะไม่รู้จะให้พระท่านไปนั่งอยู่ตรงไหน ถ้ามีใจกุศลได้อย่างสวัสดิมงคลในทางพระพุทธศาสนา เพียงตักบาตรพระหนึ่งรูปหรือสองรูปที่เดินผ่านหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวตอน 6 โมงเช้า แค่นี้ก็สบายใจแล้วใช่ไหมครับ
แต่ถ้าใครจะเปิดกิจการค้าขายบริษัทใหญ่โต จะนิมนต์พระมากี่สิบรูปผมก็ไม่ขัดข้องหรือทักท้วงอยู่แล้ว
ในทัศนะของผมการทำบุญทำกุศลจึงอยู่ที่ความสบายใจและความพร้อมเหมาะกับฐานะของตัวเอง เดินสายกลางเข้าไว้ปลอดภัยที่สุดครับ
เช้าวันนี้เขียนบทความเสร็จแล้ว ว่าจะเดินไปศาลเจ้าฮิเอะอีกสักครั้ง ขึ้นบันไดเลื่อนไปนิดเดียวเดี๋ยวก็ถึง ว่าจะไปขอพรให้แข้งขาแข็งแรงดี ขอให้สุขภาพพอไปได้ จะได้นั่งเขียนบทความคุยกับท่านทั้งหลายได้อีกพอสมควรแก่เวลา ขอพรท่านตรงไปอย่างนี้นี่แหละ
แต่ไม่ถึงขนาดขอถวายตัวเป็น “ลูกหลวงพ่อศาลเจ้าฮิเอะ” เพราะกลัวท่านจะไม่รับ อายุเราก็เกินเกณฑ์ห้าขวบเจ็ดขวบไปโขอยู่
หน้าแตกกันเสียเปล่าๆ ฮา!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
