‘สองวิบากกรรม’ ของ ‘ทักษิณ’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
จู่ๆ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ยังถูกจำกัดอิสรภาพอยู่ในเรือนจำ ก็โดนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเพิ่มเติมอีกสองระลอกติดต่อกันเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
เคราะห์แรก คือ กรณีที่อัยการสูงสุดตัดสินใจยื่นอุทธรณ์คดี 112 อันเนื่องมาจากคำให้สัมภาษณ์กับสื่อเกาหลีใต้ของอดีตนายกรัฐมนตรี แม้ว่าก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นจะเคยพิพากษายกฟ้อง และคณะกรรมการคดี 112 ของอัยการ จะลงมติว่าไม่ควรอุทธรณ์คดีดังกล่าวมาแล้วก็ตาม
เคราะห์ถัดมา ก็คือ ประเด็นที่ศาลฎีกาพิพากษากลับให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษี-เบี้ยปรับ-เงินเพิ่มจากทักษิณ กรณีขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 1.76 หมื่นล้านบาท
นี่เป็นทุกข์หนักหนาสาหัสของผู้นำจากตระกูลชินวัตร ในระดับที่ลูกสาวอย่าง “พินทองทา ชินวัตร” ออกมาเปิดเผยกับสื่อว่า พ่อรู้สึกเสียใจเจ็บช้ำที่ไม่ได้รับความยุติธรรม

ปรากฏการณ์เคราะห์ซ้ำกรรมซัดสองระลอกข้างต้น ฉายภาพให้เห็น “วิบากกรรมสองด้าน” ที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ต้องเผชิญ
วิบากกรรมแรก คือ “วิบากกรรมในโลกของกระบวนการยุติธรรม”
ด้านหนึ่ง ถ้าเรามองว่าคดี 112 เป็น “คดีการเมือง” ที่รัฐไทยใช้ทำลายคู่ต่อสู้-คนเห็นต่างทางการเมือง และสังคมประชาธิปไตยไม่ควรมีคดีแบบนี้เกิดขึ้น หรือไม่ควรมีใครต้องกลายเป็นนักโทษจากคดีความลักษณะนี้
เราก็จำเป็นต้องยืนหยัดในหลักการว่า ไม่เห็นด้วยกับเคสที่ทางอัยการยื่นอุทธรณ์คดี 112 ของทักษิณเช่นเดียวกัน ไม่ต่างจากที่เราเคยไม่เห็นด้วยกับการเล่นงานเยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อไม่กี่ปีก่อนด้วยคดี 112 หรือเคยไม่เห็นด้วยกับการเล่นงานนักโทษการเมืองยุคสงครามเสื้อสีเมื่อทศวรรษ 2550 ด้วยคดี 112
อีกด้านหนึ่ง สภาวะที่ศาลฎีกาพิพากษากลับคำตัดสินของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในคดีภาษีก็ดี สภาวะที่อัยการสูงสุดหันกลับมายื่นอุทธรณ์คดี 112 ก็ดี
ย่อมทำให้ผู้คนสามารถตีความได้ว่า คดีเหล่านี้พลิกผันไปตามการมีอำนาจวาสนา และการหมดสิ้นอำนาจวาสนาของคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร”
นี่ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอน ความไม่คงเส้นคงวา การแปรผันไปตามทิศทางการเมืองของ “ระบบยุติธรรมไทย” ซึ่งไปๆ มาๆ อาจเรียกได้ไม่เต็มปากเต็มคำว่านี่คือ “ความยุติธรรม”
และทำให้ “ความยุติธรรมตามอำเภอใจ” กับ “ความอยุติธรรม” แทบจะกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

วิบากกรรมที่สอง คือ “วิบากกรรมในโลกทางการเมือง”
แน่นอนว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ก็คือการตัดกำลัง การบดขยี้ทักษิณ ตระกูลชินวัตร และพรรคเพื่อไทย อย่างชัดเจน
นี่เป็น “ราคาที่ต้องจ่าย” แลกกับการได้จัดตั้งรัฐบาล ได้มีนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยสองคน ได้ข้ามขั้วสลัดทิ้งพรรคก้าวไกล (ประชาชน)
โดยที่หากย้อนไปเมื่อปี 2566 ทักษิณและเพื่อไทยคงไม่คิดว่าพวกตนจะต้องจ่ายอะไรที่แพงลิบลิ่ว สาหัสสากรรจ์ และโดน “หักหลัง” ขนาดนี้
กระทั่งพรรคเพื่อไทยกลายเป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ที่ชนชั้นนำ-รัฐพันลึก ไม่รัก ไม่เลือกใช้ หรือใช้แล้วทิ้ง
ขณะเดียวกัน คะแนนนิยมของพรรคและผู้นำพรรครุ่นล่าสุดก็ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง (หากเชื่อตามการสำรวจความเห็นประชาชนของโพลสำนักต่างๆ ซึ่งมีผลลัพธ์ที่ค่อนข้างสอดคล้องใกล้เคียงกัน)

นี่คือ “สองวิบากกรรม” ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ณ ปัจจุบัน
วิบากกรรมแรกนั้นน่าเห็นใจ และเป็นสภาพที่สามัญชนพลเมืองรายหนึ่งไม่ควรถูกกระทำเช่นนี้
วิบากกรรมหลังคือการยืนยันข้อเท็จจริงว่า ทักษิณตัดสินใจผิดพลาดในทางการเมืองอีกครั้ง หรือเป็นอีกคราวที่เขาอ่านการเมืองไทยไม่ออก-ไม่ขาด จนต้องประสบความพ่ายแพ้
