bg-single

รับมือ ‘ภัยธรรมชาติ’ | ธงทอง จันทรางศุ

09.12.2025

คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง

รับมือ ‘ภัยธรรมชาติ’ | ธงทอง จันทรางศุ

วันเวลาที่ผมนั่งเขียนหนังสืออยู่นี้เป็นเช้าวันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ข่าวคราวที่ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ทั้งแบบเป็นเล่มและแบบออนไลน์ก็ดี บนสื่อโทรทัศน์ต่างๆ ก็ดี ทุกสื่อยกให้เรื่องน้ำท่วมที่จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อำเภอหาดใหญ่ รวมตลอดถึงพื้นที่ใกล้เคียงเป็นข่าวใหญ่ประจำวัน และอันที่จริงก็เป็นข่าวใหญ่ติดต่อกันมาสามสี่วันแล้ว จนถึงเช้าวันนี้เหตุการณ์ก็ยังวิกฤตอยู่

            ในขณะที่ใจคอไม่เป็นส่ำอยู่นั้น สิ่งที่ทำได้อย่างมากที่สุดคือ โทรศัพท์หรือ LINE ติดต่อผู้คนที่น่าจะได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ เพื่อถามข่าวว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง

            ใน LINE กลุ่มของสาธิตปทุมวันรุ่นเดียวกัน มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นหมอที่เกษียณแล้วแต่ยังทำงานด้านการแพทย์อยู่บ้าง

            บ้านของ ” หมอเดชา” อยู่ที่หาดใหญ่โดยอยู่ในหมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่ง น้ำท่วมเข้าไปในบริเวณบ้านบ้างแล้วแต่ยังไม่เข้าถึงภายในตัวบ้าน ฟังดูแล้วเห็นก็พอลุ้นได้ว่ารอดอยู่

            ส่วนรุ่นน้องคณะนิติศาสตร์อีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่มีคุณแม่และพี่น้องอีกหลายคนอยู่ที่เมืองหาดใหญ่ เจ้าตัวรายงานว่าโชคดีที่คุณแม่ซึ่งสูงอายุแล้วมีอาการอ่อนแรงจึงไปดูแลรักษาอาการอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้โรงพยาบาลยังรอดปลอดภัยอยู่ แต่ก็ต้องตามข่าวอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าโรงพยาบาลจะมีน้ำมีไฟและมีอาหารไปได้อีกสักกี่เพลา

            ส่วนพี่น้องนั้นการสื่อสารตัดขาดกันหมดแล้ว ต้องเฝ้าฟังข่าวกันต่อไปด้วยความเป็นห่วงกังวล

ที่พูดอะไรยืดยาวมาอย่างนี้ อย่างน้อยก็เพื่อเตือนตัวเองว่า อุทกภัยครั้งนี้สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในบริเวณพื้นที่ประสบภัยโดยตรง แต่เราก็มีเพื่อน มีคนที่เรารัก มีคนที่เรารู้จักคุ้นเคยอยู่ในฐานะเป็นผู้ประสบภัย หรืออย่างน้อยแม้ไม่รู้จักใครเลย คนเหล่านั้นก็เป็นคนไทยเหมือนเรา เป็นมนุษย์ที่รู้ร้อนรู้หนาวเหมือนเรา

            ถ้าคิดต่อไปอีกเพียงบรรทัดเดียวว่า หากเราอยู่ในฐานะเช่นนั้น เราจะพบความเดือดร้อนอย่างไร เพียงแค่นี้ก็ทำให้ทุกคนอยากจะช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามกำลังของตัวเองอย่างแน่นอน

            ผมสังเกตดูภัยธรรมชาติที่เข้ามาจู่โจมบ้านเราในระยะหลังนี้ดูจะแปลกเปลี่ยนไปกว่าที่เคย

            แต่ก่อนมาเราก็วางใจว่าบ้านเราไม่มีภูเขาไฟที่จะระเบิดตูมตามขึ้นมาให้เราเดือดร้อนล้มตาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะรอดจากภัยธรรมชาติอย่างอื่น

            นึกถึงแต่เพียงเรื่องภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่ผมพบมาในช่วงประมาณ 20 ปีหลังนี้ ก็มีตั้งแต่เหตุการณ์สึนามิ เมื่อปี 2547 เหตุการณ์น้ำท่วมทั่วทั้งภาคกลางของประเทศเมื่อปี 2554 และเหตุการณ์น้ำท่วมในอีกหลายภูมิภาคของเมืองไทยตลอดเวลาที่ผ่านมา จนถึงเวลานี้นอกจากน้ำท่วมภาคใต้แล้ว น้ำท่วมภาคกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็ยังไม่ลดราวาศอกเลย

            นี่ยังไม่นับเรื่องแผ่นดินไหวที่ส่งสัญญาณเตือนว่าเป็นภัยที่ไม่ไกลตัวเราเลยและเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมต้นปีที่ผ่านมานี้เอง

            แผ่นดินไหวคราวนั้นเล่นแรงจนกระทั่งตึก สตง. หล่นลงมาพังพาบอยู่กับพื้นดินเลยทีเดียว

            เมื่อประมวลดูภาพรวมอย่างนี้แล้ว ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าเราจะทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนกับภัยธรรมชาติอย่างนี้ไปได้อีกนานสักเท่าไร

เมื่อครั้งที่เกิดภัยสึนามิขึ้น นั่นเป็นครั้งแรกที่เมืองไทยและคนไทยได้รู้จักกับภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงและคร่าชีวิตคนไปในเวลาเพียงไม่กี่นาทีนับพันเช่นนั้น เมื่อตอนที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ทุกคนดูจะงงงวยไปหมดว่าจะรับมือกับเหตุการณ์ได้อย่างไรเพราะเราไม่เคยมีบทเรียนในเรื่องนี้มาก่อน

            ผมเองเวลานั้นรับราชการอยู่ที่กระทรวงยุติธรรมในหน้าที่เป็นรองปลัดกระทรวง ฟังดูไม่น่าไปเกี่ยวข้องอะไรกับใครเขา

            แต่เมื่อเกิดภัยร้ายแรงขึ้น ทุกกระทรวงทบวงกรมและคนไทยทุกคนก็ต้องคิดว่าตัวเองจะทำอะไรได้บ้างเพื่อบรรเทาทุกข์บรรเทาภัย

            ในกระทรวงยุติธรรมเองเพิ่งมีสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นไม่กี่ปีก่อนหน้า คุณหมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ยกทีมจากสถาบันลงไปทำงานพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตในพื้นที่

            ผมเองได้เรียนรู้ในเวลาอันรวดเร็วว่า เมื่อเกิดภัยสึนามิขึ้นอย่างนี้มีปัญหาด้านกฎหมายติดตามมาหลายอย่าง เช่น เรื่องบุคคลสูญหาย เรื่องทรัพย์สินสูญหาย เอกสารสำคัญทางกฎหมายสูญหาย

            และที่เราไม่เคยพบมาก่อน คือ ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลง หลักเขตที่ดินหายหมดทุกหลัก ไม่รู้ว่าที่ดินตรงไหนเป็นของใครเสียแล้ว

            สารพัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นพร้อมกัน

            จริงอยู่ว่า การแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอาจต้องใช้เวลาและต้องใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ที่มีอยู่

            แต่ในเบื้องต้นการที่มี “ใครสักคนหนึ่ง” ลงไปรับฟังความทุกข์ของผู้ประสบภัย และให้คำแนะนำเบื้องต้นว่าแนวทางการดำเนินการควรจะเป็นอย่างไรต่อไป

            รวมทั้งจะเป็นการดีมากถ้าใครคนนั้นจะจูงมือผู้มีปัญหาไปพบกับเจ้าหน้าที่และช่วยสื่อสารทำความเข้าใจและพอวางใจได้ว่าปัญหาจะได้รับการดูแลแก้ไขในอนาคต

ลําพังกระทรวงยุติธรรมเองมีกำลังคนไม่เพียงพอหรอกครับที่จะไปทำงานดังกล่าวได้ครบทุกพื้นที่

            แต่โชคดีมากที่ผมมาจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพียงแค่โทรศัพท์ไปหาท่านคณบดีในเวลานั้น คือ รองศาสตราจารย์ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย เพื่อตกลงทำงานร่วมกันระหว่างอาจารย์และนิสิตที่เรียนกฎหมายฝ่ายหนึ่งกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของกระทรวงยุติธรรมอีกฝ่ายหนึ่ง

            ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงงานของเราก็เริ่มต้นขึ้น และมีอาจารย์และนิสิตลงไปทำงานอยู่ในพื้นที่ประสบภัยเป็นเวลาหลายสัปดาห์จนกระทั่งทุกอย่างพอตั้งสติตั้งตัวกันได้ ทุกคนจึงกลับมาพระนคร

            หลังเหตุการณ์สึนามิผ่านไป มีการติดตั้งอุปกรณ์การเตือนภัยต่างๆ เช่น หอเตือนภัย ป้ายสัญญาณบอกเส้นทางหลบหนีเมื่อเกิดเหตุ มีการจัดบทเรียนในเรื่องสึนามิให้เด็กนักเรียนในพื้นที่ได้เรียนรู้ ฯลฯ เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีมาแล้ว ผมมีความหวังว่า ระบบต่างๆ ยังสามารถใช้งานได้ดีอยู่

            อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาท ฝากช่วยกันดูแลทบทวนอยู่เสมอด้วย จะดีไหมครับ

ถ้ามองภาพใหญ่ภาพกว้างเพิ่มเติมออกไป ประเด็นเรื่องอุทกภัยตามพื้นที่ต่างๆ ดูจะเป็นปัญหาที่ซ้ำซากและทวีความรุนแรงมากขึ้น ผู้รู้หลายท่านบอกว่าน่าจะมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปัญหาโลกร้อนที่ส่งผลกระทบแบบที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน ดินฟ้าอากาศและอะไรต่อมิอะไรปรวนแปรไปหมด

            การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยที่เกิดขึ้นของผู้คนต่างๆ ก็ดี ของหน่วยราชการก็ดี ดูเหมือนจะต้องยกระดับหรือปรับแผนกันใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องน้ำท่วมซึ่งเป็นปัญหาซ้ำซากของเมืองไทย

            ผมได้ดูภาพย้อนเก่าเป็นเหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินก่อนทรงประชุมปรึกษาหารือร่วมกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2538 รับสั่งเป็นแนวทางในวันนั้นว่า การป้องกันมิให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นประโยชน์ยิ่งกว่าการไปเยียวยาช่วยเหลือหรือการให้เงินทองเพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยหลังจากน้ำลดแล้ว

            รับสั่งข้างต้นนี้ ผมเชื่อว่าทุกท่านเมื่อรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมพิเคราะห์แล้วจะเห็นว่าเป็นความจริงแท้เช่นนั้น

กว่างานเขียนที่ผมจะลงพิมพ์บนแผ่นกระดาษหรือเผยแพร่ในระบบออนไลน์ หวังใจว่าน้ำท่วมภาคใต้จะทุเลาเบาบางและเหตุการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว การเยียวยาหรือการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบให้พอกลับมาใช้ชีวิตดั้งเดิมได้เป็นงานเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งดำเนินการอยู่

            แต่ถ้าเมื่อไหร่เราพอมีเวลาคิดอ่านเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว ผมคิดว่าเราต้องมานั่งจับเข่าคุยกันอย่างจริงจังแล้วว่า เราจะรับมือกับเรื่องอุทกภัยหนักหนาขึ้นทุกปีอย่างไร แต่ละพื้นที่ก็มีข้อเท็จจริงหรือสถานการณ์ที่แตกต่าง หน่วยราชการของเราที่โดยทั่วไปแล้วต่างทำงานตามบทบาทหน้าที่ของตัวเองแต่อ่อนความสันทัดไปสักหน่อยที่จะมีการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานอื่น คงต้องพลิกเปลี่ยนท่าทีและต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำในสเกลที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมแล้ว

            ระบบที่เคยวางไว้เพื่อรับมือกับเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อ 10 ปีที่แล้วหรือ 20 ปีที่แล้ว ถึงเวลาหรือยังที่ต้องกลับมาคิดว่าเพียงพอหรือไม่

แม้สำหรับพี่น้องประชาชนเอง การเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์อุทกภัยก็อาจเป็นแบบฝึกหัดที่ต้องฝึกซ้อมอยู่เป็นประจำ ทำนองเดียวกันกับชาวญี่ปุ่นเขามีอุปกรณ์ยังชีพติดบ้านอยู่เสมอเผื่อว่าเกิดแผ่นดินไหวร้ายแรงขึ้นเมื่อใดก็ตาม จะได้พอเอาชีวิตรอดไปได้จนกว่าจะมีคนให้ความช่วยเหลือ

            บ้านคนญี่ปุ่นต้องมีไฟฉาย มียารักษาโรคที่จำเป็น มีอาหารแห้งมีน้ำดื่ม มีอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น ค้อนหรือมีด ติดบ้านไว้เป็นประจำอยู่เสมออย่างน้อยสำหรับประทังชีวิตไปได้สองหรือสามวัน

            บ้านเราก็อาจต้องมีความรู้ที่กระจายให้ทั่วถึงว่าเวลาเกิดน้ำท่วมขึ้นแล้วต้องทำอะไรก่อนหลัง อย่างน้อยทำอย่างไรกับระบบไฟฟ้าไม่ให้ไฟดูดตายปีละหลายคนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

            นอกจากนั้นยังมีเรื่องที่ผมคิดไม่ออกอีกหลายเรื่องที่สมควรจะต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำต่อไปเพื่อรับมือกับเหตุการณ์อย่างนี้ซึ่งพยากรณ์ได้เลยว่าจะต้องเกิดขึ้นอีกในวันข้างหน้า

            ระหว่างที่ยังคิดไม่ตกว่าวันข้างหน้าจะต้องทำอะไรบ้าง เฉพาะวันนี้เวลานี้ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยทุกท่านให้มีชีวิตรอดโดยสวัสดิภาพ และเมื่อน้ำลดแล้วก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติได้โดยไม่เนิ่นช้า ข้าวของที่ชำรุดเสียหายก็ค่อยๆ บำรุงรักษาซ่อมแซมกันไป ผมยอมรับว่าผมไม่รู้ที่จะพูดอะไรมากไปได้กว่านี้ นอกจากส่งใจถึงใจกันไปพลางเพื่อเป็นเพื่อนในยามยาก

            เป็นกำลังใจให้กับทุกท่านนะครับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิ่งใหม่หลังเลิก MoU ! | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน