‘ซีเกมส์’ ของ ‘บ้านใหญ่’ จาก 2538 ถึง 2568 | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
เรื่องหนึ่งที่บรรดามือดีลกับอำนาจรุ่นเก๋าๆ หรือล็อบบี้ยิสต์ทั้งหลายในสังคมการเมืองไทย (กระทั่งสื่อมวลชนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะแยะ) ประเมิน “ผิดฝาผิดตัว” ไปมาก
ก็คือการเข้าใจว่า “นักเลือกตั้งบ้านใหญ่” ยุคปัจจุบัน มีศักยภาพ ความสามารถ ความทะเยอทะยาน (แง่ดี) และความเป็นนักเลง (ผู้มีคุณธรรมน้ำมิตร) ในระดับเดียวกันกับ “นักเลือกตั้งยุคก่อน” อาทิ อดีตนายกรัฐมนตรี “บรรหาร ศิลปอาชา” เป็นต้น
นั่นคือการ “อ่านคน-อ่านการเมือง” ที่ผิดเพี้ยนไปไกล เพราะอย่างน้อยที่สุด อดีตนายกฯ บรรหาร ก็มีความทะเยอทะยานทางการเมืองที่สูงกว่า “นักการเมืองบ้านใหญ่ยุคหลังๆ” มากมายนัก
พิจารณาจากการเป็นนักการเมือง-นายทุนระดับท้องถิ่น ที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือผู้นำประเทศซึ่งชนะการเลือกตั้ง ผู้มีบารมีและอำนาจต่อรองอยู่ในมือตนเองจริงๆ (เห็นได้จากวิธีการแต่งตั้ง ส.ว. และกระบวนการตัดสินใจยุบสภา)
พิจารณาจากการที่คุณบรรหารหวังจะพัฒนาท้องถิ่นหรือจังหวัดที่ตัวเองเป็นผู้แทนราษฎรให้มีความเจริญก้าวหน้าจริงๆ (ผ่านกลไกการจัดสรรงบประมาณ แม้ผู้คนอาจค่อนขอดว่าเป็น “บรรหารบุรี” ก็ตาม)
และการหวังจะฝาก “มรดกความเปลี่ยนแปลง” ทิ้งไว้ให้สังคมการเมืองไทยจริงๆ (ผ่านการทำคลอดรัฐธรรมนูญ 2540)
นี่คือคุณสมบัติเด่นของคุณบรรหาร ที่หาแทบไม่เจอใน “นักการเมืองบ้านใหญ่” จำนวนมาก ณ ปลายทศวรรษ 2560
ยังไม่ต้องกล่าวถึงรายละเอียดปลีกย่อยเชิงบุคลิก-อุปนิสัยอื่นๆ เช่น ขณะที่อดีตนายกฯ บรรหาร มุ่งมั่นก่อสร้างถนนหรืออาคารใหญ่โต-ใหม่เอี่ยม หรือจัดกิจกรรมการแสดงแสงสีเสียงบางอย่าง ให้เป็นภาพแทน “ความใฝ่ฝัน-ความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่” ของตนเอง
“เจ้าพ่อบ้านใหญ่” รุ่นใหม่ๆ กลับเป็นพวก “ติดแกลม” ที่หมกมุ่นอยู่กับการนำเสนอภาพลักษณ์กลวงเปล่าของตนผ่านพื้นที่โซเชียลมีเดีย โดยไม่รู้ตัวว่าพฤติกรรมแบบนั้นได้ลดทอนตนเองให้ดู “กระจิริดกระจ้อยร่อย” และ “ไร้น้ำยา” เพียงใด

ตัวอย่างชัดเจนล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า “นักเลือกตั้งบ้านใหญ่ปี 2568” มีคุณภาพลดน้อยถดถอยลงจาก “นักเลือกตั้งรุ่นโน้น” อย่างคุณบรรหารจนน่าใจหาย ก็คือข่าวคราวความไม่พร้อม-ไม่ลงตัวต่างๆ ของการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2025 ที่กำลังจะเปิดฉากอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมนี้
ขณะที่การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 1995 (พ.ศ.2538) เมื่อสามทศวรรษก่อน ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้นในยุคที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีชื่อ “บรรหาร ศิลปอาชา” คือเวทีในการสาธิตแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาอันแรงกล้าและสูงลิ่วที่จะนำพาประเทศไทย “โกอินเตอร์แบบบรรหาร”
ด้วยการรังสรรค์ให้พิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่จัดขึ้นนอกกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก มีภาพและบรรยากาศอันน่าตื่นตาตื่นใจ ตามรอยมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติอื่นๆ เช่น โอลิมปิก 1992
(หลายคนที่จำความได้ ย่อมตระหนักดีว่า “พญานาคจุดคบเพลิง” ที่เชียงใหม่ และ “เทวดาจุดคบเพลิง” ในกีฬาแห่งชาติ 2537 ที่สุพรรณบุรี นั้นเป็นบทสนทนาโต้ตอบกับ “การยิงธนูจุดคบเพลิง” ที่บาร์เซโลนา อันทะเยอทะยานเพียงใด)
ตรงกันข้าม ซีเกมส์ที่ประเทศไทยต้องรับบทเป็นเจ้าภาพช่วงปลายปีนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในอีก 30 ปีต่อมา กลับอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ “นักการเมืองบ้านใหญ่อีกรุ่น” (ไม่ว่าจะผ่านรัฐบาลกี่ชุด หรือ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กี่คนก็ตาม) ที่มีคุณภาพแย่ลง ฝันใหญ่ๆ น้อยลง และหมอบกราบศิโรราบมากขึ้น
ยิ่งกว่านั้น ซีเกมส์หนนี้ยังก่อตัวขึ้นท่ามกลางระบบอำนาจของ “รัฐไทย” ที่เสื่อมทรุดลงทุกส่วน และ “สังคมไทย” ที่ไร้สิ้นความหวังไปแทบทุกด้าน (ตั้งแต่การเมืองยันเศรษฐกิจ)
จนนี่กลับกลายเป็นอีกหนึ่งอีเวนต์ที่สะท้อนให้เห็นถึง “ความชำรุดผุพังในทุกองคาพยพ” ของประเทศไทยยุคปัจจุบัน ได้อย่างเด่นชัด
ประเทศไทยในปี 2568 ที่แค่จะจัดซีเกมส์ ก็ยังจัดให้ดีไม่ได้เลย
