WORK LIFE BALANCE ที่เหมาะสมกับ ‘ตัวเอง’ | ธงทอง จันทรางศุ
คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง : WORK LIFE BALANCE ที่เหมาะสมกับ ‘ตัวเอง’
เผลอตัวไปเพียงประเดี๋ยวเดียว ปฏิทินแขวนข้างฝาที่อยู่ตรงหน้าก็บอกเวลาว่านี่เป็นเดือนสุดท้ายของปี 2568 แล้ว เวลาทำไมผ่านไปรวดเร็วอย่างนี้ก็ไม่รู้
คุณสุทธิชัย หยุ่น เพิ่งแวะมาที่บ้านผมเพื่อมาบันทึกรายการพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วนซึ่งเป็นภารกิจที่ผมร่วมกับเพื่อนกรรมการอีกหลายคนช่วยกันทำหน้าที่อยู่ในเวลานี้
เกริ่นมาเสียอย่างนี้แล้วอย่าเพิ่งตกใจว่า วันนี้ผมจะชวนคุยเรื่องการแก้กฎหมายให้ทุกท่านต้องปวดหัวหรอกนะครับ เราหาเรื่องสบายๆ พูดคุยกันดีกว่า
บทสนทนาของผมกับคุณสุทธิชัยเรื่องหนึ่งที่หนีไม่พ้นคือเรื่องของสุขภาพอนามัย ผมเองจนถึงเดือนธันวาคมนี้ก็อายุ 70 ปีครึ่งเข้าไปแล้ว อีกปีครึ่งก็จะฉลองอายุครบหกรอบ ส่วนคุณสุทธิชัยผู้มีอายุมากกว่าผมแน่นอนจะมีอายุจริงแท้เท่าไรโปรดลองสืบหากันเองนะครับ
ผมรายงานให้คุณสุทธิชัยทราบว่า สุขภาพผมอยู่ในสภาพ “พอใช้ได้” ต้องไปหาหมอตามกำหนดนัดประมาณเดือนละหนึ่งครั้ง แต่ไม่ใช่หมอคนเดียวกันนะครับ เพียงแต่มีหมอสามสี่คนผลัดกันนัดให้ไปพบ
คนไข้แสนดีอย่างผมเลยต้องไปโรงพยาบาลเป็นประจำทุกเดือน
ใครต่อใครที่ติดตามข่าวสารผมในช่องทางต่างๆ คงพอทราบอยู่บ้างว่า เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาผมได้ไปเดินเล่นอยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เสียสี่คืนห้าวัน โดยมิได้มีเป้าหมายอะไรเป็นพิเศษ แต่ละวันสามารถเดินนับจำนวนก้าวได้มากกว่าที่อยู่ประเทศไทยแบบเปรียบกันไม่ได้เลย เพราะถ้าอยู่ที่บ้านแล้ว วันไหนเดินได้ถึง 3,000 ก้าวก็ถือว่าวิเศษมาก แต่พอไปเที่ยวอย่างนั้น ผมสามารถนับจำนวนก้าวได้มากถึงวันละ 17,000 ก้าว ทำให้น่าแปลกใจอยู่ครามครันว่าทำไปได้อย่างไร
ก่อนหน้าที่จะเขียนบทความคราวนี้ วันสองวันที่ผ่านมามีข่าวเรื่องนักข่าวสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งซึ่งกำลังมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของผู้คนจำนวนมาก เข้านอนในตอนค่ำแล้วก็ไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย เป็นการจากไปท่ามกลางความอาลัยและความตกใจของผู้ที่รักใคร่คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง
ผมยังไม่ทราบสาเหตุของการเสียชีวิตครั้งนี้เนื่องมาจากเหตุผลใดแน่แท้
แต่ในเบื้องต้นก็มีความเป็นห่วงเป็นใยว่า ผู้เสียชีวิตได้ทำงานแบบทรหดอดทน เสียสละทุ่มเทให้การงานเป็นอย่างยิ่ง ทั้งทำงานข่าวภาคสนามตลอดทั้งวันและตกค่ำก็ต้องมานั่งอยู่ในสตูดิโอห้องข่าวเพื่อทำรายการสดอีก ทั้งหมดนี้ประกอบกันเป็นความสูญเสียที่ผู้เสียชีวิตจากไปในวัยเพียงแค่ 35 ปี
เมื่อประมวลข้อเท็จจริงสองสามเรื่องที่ผมอารัมภบทมาข้างต้นแล้ว ผมมีเรื่องหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามไปเลย คือ ประเด็นการสร้างความสมดุลระหว่างการทำงาน การพักผ่อน และกิจกรรมอื่นๆ ที่ประกอบเข้าเป็นชีวิตของเรา
ดูเหมือนภาษาฝรั่งเขาจะเรียกว่า Work Life Balance
ใครก็ไม่รู้มีข้อเสนอเบื้องต้นว่า หนึ่งวันของเราแต่ละคนมี 24 ชั่วโมง อาจจะเป็นการดีและสมดุลหรือไม่ถ้าเราจะแบ่งเวลาในหนึ่งวันออกเป็นสามส่วน ส่วนละ 8 ชั่วโมงเท่ากัน สำหรับการทำงานส่วนหนึ่ง สำหรับการดูแลตัวเอง ให้ความสุขกับตัวเองอีกส่วนหนึ่ง และส่วนสุดท้ายสำหรับการนอนซึ่งเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายที่กระโดดโลดเต้นทำโน่นทำนี่มา 16 ชั่วโมงแล้ว
แต่อย่างว่านะครับ สูตรการใช้ชีวิตสามส่วน ส่วนละเท่าๆ กัน มีกำหนด 8 ชั่วโมงข้างต้น เป็นข้อเสนอที่ใช่ว่าจะทำได้ทุกคนเหมือนกันเสียเมื่อไหร่ ชีวิตของแต่ละคนไม่ได้เหมือนกันเป็นแบบสำเร็จรูปเหมือนสูตรคูณ
การแบ่งเวลาในการใช้ชีวิตแต่ละวันของแต่ละคนจึงต้องดูตามปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง
ตั้งแต่อายุ หน้าที่การงาน ความจำเป็นในทางเศรษฐกิจ สุขภาพอนามัย บริบททางสังคมและครอบครัว และอื่นๆ อีกร้อยแปดพันเก้า
และยังต้องลงลึกไปในรายละเอียดอีกนะครับว่า ที่ว่าทำงาน 8 ชั่วโมงนั้นทำงานอย่างไร แบกปูนไปโบกตึกหรือนั่งอยู่กับเก้าอี้ประชุมออนไลน์แบบผม
ความเหนื่อยความไม่เหนื่อยมันไม่เท่ากันครับ
ไม่ต้องดูคนอื่นคนไกล ดูแค่ผมเองเป็นตัวอย่าง ด้วยวัย 70 ปีของผม การนอนของผมแบบนอนหลับสนิทใช้เวลาได้ประมาณ 6 ชั่วโมงครึ่งถึง 7 ชั่วโมงครึ่ง เอาแน่นอนไม่ได้
แต่ได้เพียงนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
โดยมาตรฐานที่ผมเข้านอนประมาณห้าทุ่มหรือห้าทุ่มครึ่ง และตื่นนอนที่ 6 โมงจนถึง 7 โมงเช้า
จากนั้นก็เป็นเรื่องกิจวัตรประจำวันส่วนตัว เข้าห้องน้ำห้องท่าเสียให้เรียบร้อย แล้วก็หาอะไรนิดหน่อยกินตอนเช้าพร้อมกับดูข่าวทางโทรทัศน์ขนานกันไปกับการอ่านหนังสือพิมพ์อีกสองฉบับ
โบราณดีไหมครับ ผมยังอ่านหนังสือพิมพ์เป็นเล่มๆ อยู่เลย
ประมาณแปดโมงครึ่งก็จบกิจกรรมสวนต้นของวัน คราวนี้ก็ไปเรื่องของการทำงานซึ่งน่าแปลกใจที่ยังมีงานให้ทำอยู่อีกตั้งเยอะ
การทำงานที่ว่านี้ใช้ระบบออนไลน์บ้าง หรือถ้ามีความจำเป็นต้องเห็นหน้าตากัน ผมก็เดินทางออกจากบ้านโดยมีคนช่วยขับรถให้เพื่อพาไปประชุมหรือไปพบปะกับผู้คนต่างๆ
มื้อกลางวันส่วนมากก็ฝากท้องไว้ตามห้องประชุมบ้าง หรือมิฉะนั้นก็ตามร้านอาหารที่อยู่ในเมืองใกล้กันกับสถานที่ที่ผมประชุม และระบบออนไลน์ทั้งหลายก็นกรู้เชียวนะครับว่าผมเป็นคนเห็นแก่กิน พอสืบรู้ว่าผมอยู่ที่ไหน เจ้าระบบออนไลน์ต่างๆ ก็รายงานมาทีเดียวว่าแถวนั้นมีอะไรกินดีกินอร่อย ทำให้มื้อกลางวันของผมมีความท้าทายอยู่ในทีว่า ระบบจะแนะนำถูกต้องหรือไม่
หลังมื้อเที่ยงไปแล้วก็ยังเป็นเวลาที่ผมยังขยันทำงานอยู่ ยืดยาวไปจนประมาณ 5 โมงเย็น คราวนี้ก็เดินทางกลับบ้าน ถึงบ้านในราวหกโมง เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลำลองก่อนแล้วก็กินข้าวตอนหนึ่งทุ่มพร้อมกับดูข่าวภาคค่ำ จบข่าวในพระราชสำนักแล้วยังดูละครอีกเสียด้วย จบข่าวก็ดูข่าวภาคดึกอีกรอบหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนและล้มตัวลงนอนในเวลาห้าทุ่มหรือห้าทุ่มครึ่ง
แล้วแต่ใจของเราในแต่ละวันจะสั่งการ
นับเวลาตามสูตร 3 คูณ 8 แล้ว ชีวิตของผมใกล้เคียงอยู่เหมือนกันนะครับ แต่เวลานอนที่หายไป 1 ชั่วโมง ไม่ครบ 8 ชั่วโมง สงสัยจะทบบวกเข้าในชั่วโมงทำงาน ทำให้เสียสมดุลไปหน่อยหนึ่ง
ผู้ปรารถนาดีจำนวนไม่น้อยแนะนำผมว่า ลดงานลงเสียบ้าง และเพิ่มเวลาพักผ่อนขึ้นอีกนิด ชีวิตจะยืนยาวและมีสุขภาพใจสุขภาพจิตที่ดีกว่านี้
ผมฟังแล้วก็รับคำแนะนำที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีเหล่านั้นไว้ด้วยใจ และพยายามค่อยๆ ปรับให้เป็นไปตามคำแนะนำนั้น
ตัวอย่างเช่น ปีใหม่ที่จะขึ้นต้นอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ผมบอกเลิกฐานะความเป็นอาจารย์เจ้าของวิชาชนิดที่ต้องบรรยายตลอดเทอมหรือครึ่งเทอม จากนั้นก็ต้องออกและตรวจข้อสอบโดยเด็ดขาดแล้ว
นี่เพิ่งตรวจข้อสอบปลายภาคภาคแรกของนิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ จบไปเมื่อสองวันก่อนนี่เอง
สิ่งที่จะต้องพยายามลดลงบ้าง คือความเป็นกรรมการของตัวเองในหน้าที่ต่างๆ ใครมาชวนไปเป็นกรรมการอะไรก็ต้องทำใจแข็งเข้าไว้
นี่ตั้งท่าไว้อย่างนี้ แล้วจะทำได้จริงหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ช่วยกันกระหนาบผมด้วยนะครับ
การแบ่งการใช้เวลาในชีวิตแต่ละวันของแต่ละคน นอกจากปัจจัยหรือตัวแปรที่ผมขานมาสี่ห้าเรื่องครั้งแล้วนั้น ผมเห็นว่ายังมีปัจจัยและตัวแปรสำคัญยิ่งอีกข้อหนึ่ง คือ เป้าหมายหรืออุดมคติในการใช้ชีวิตของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านทำงานหนักมาตลอดชีวิตจนกระทั่งครอบครัวเป็นหลักเป็นฐานขึ้นมาได้ คุณลูกเห็นคุณพ่อคุณแม่ทำงานเหนื่อยมาตลอด กว่าจะกลับบ้านก็ดึกโข เช้าก็รีบออกจากบ้านไปอีกแล้ว กว่าจะพบหน้ากันทุกคนทั้งครอบครัวก็ได้เพียงแค่สัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง
ถ้าคุณลูกคนที่ว่านี้อยากมีชีวิตอีกสไตล์หนึ่งที่ไม่เหมือนกับพ่อแม่ของเขา ผมก็ว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้นะครับ
ถ้าคุณลูกไม่ต้องห่วงว่าจะต้องทำมาหากินให้ได้เงินเดือนเดือนละเป็นแสนเป็นล้าน แต่เขาอยากมีวันเวลาที่นั่งอยู่กับครอบครัวที่เขาสร้างขึ้นใหม่ มากกว่าวันเวลาที่เขาเคยได้รับมาจากคุณพ่อคุณแม่เมื่อตอนเป็นเด็ก ใครจะบอกว่าเขาคิดผิดได้จริงๆ น่ะหรือ
ในขณะที่ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานอีกหลายคน ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ เลิกงานประจำตอน 5 โมงเย็นแล้วก็ต้องไปทำงานพิเศษอีกรอบหนึ่งจนถึงสองทุ่ม เสาร์อาทิตย์ก็มีงานที่พิเศษยิ่งกว่าพิเศษเพิ่มขึ้นอีก
เราจะรู้แทนเขาหรือครับว่าเขามีความจำเป็นต้องทำอย่างนั้นด้วยเหตุผลใด เช่น เขาจำเป็นต้องทำอย่างนั้นเพื่อหาค่ารักษาพยาบาลให้คุณพ่อคุณแม่ที่ป่วยโรคร้ายอยู่ต่างจังหวัด
ถ้าเราจะไปห้ามไม่ให้เขาทำงานหลายอย่างแบบนั้น แล้วใครจะจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้คุณพ่อคุณแม่เขาเล่า
นี้เป็นตัวอย่างว่า Work Life Balance ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และอย่าไปบังคับให้เหมือนกันขึ้นมาทีเดียวเพราะเป็นไปไม่ได้แน่
ถ้าจะกรุณาให้ผมฝากข้อสังเกตอะไรที่พอจะเป็นข้อคิดสำหรับทุกคนไว้บ้างในที่นี้ ผมก็อยากจะบอกว่า วันขึ้นปีใหม่ปี 2569 ที่จะถึงนี้ ถ้ามีเวลาว่างสักครึ่งชั่วโมงหรือ 1 ชั่วโมง เราลองมาตั้งคำถามทบทวนกับตัวเราเองดีไหมครับว่า หนึ่งปีที่ผ่านมา ชีวิตของเราความสมดุลหรือขาดดุลเกินดุลตรงไหนบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เวลาในแต่ละวัน
หลังจากทบทวนดูแล้วก็อาจจะสร้างความตกลงกับตัวเองขึ้นว่าปีนี้เราจะทำอะไรเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร ชีวิตของเราที่จะเดินต่อไปข้างหน้าจึงจะอยู่รอดปลอดภัยและเป็นชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเราเองโดยไม่จำเป็นต้องลอกการบ้านคนอื่น
“สัญญากับตัวเอง” แบบนี้ ทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร ถามตัวเราเองเป็นหลักคนเดียวเลยว่า นับจากวันนี้ไป เราจะทำอย่างไรกับชีวิตของเราให้เกิดความสมดุลในการใช้ชีวิตกันบ้าง
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการทำสัญญาและการรักษาสัญญากับตัวเองนะครับ จะได้อยู่เป็นเพื่อนคุยเพื่อนเล่นกันไปนานๆ
สวัสดีปีใหม่ปี 2569 เป็นการล่วงหน้า เร็วไปสักนิดคงไม่ว่ากันนะครับ แฮปปี้นิวเยียร์
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
