‘เลือกตั้ง’ เพื่อ ‘ต่อต้าน’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
มองเผินๆ แม้การเลือกตั้งจะมีจุดประสงค์เป้าหมายหลักเป็นการโหวตลงคะแนนว่าเราอยากเลือก (สนับสนุน) ใคร
ในกรณีการเมืองไทยร่วมสมัย คือ การโหวตใครมาเป็น ส.ส.เขต และโหวต ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคไหน ซึ่งเป็นการส่งสารโดยอ้อมว่า เราอยากได้พรรคการเมืองใดมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และอยากได้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีรายใด/ชุดใด มาเป็นผู้นำประเทศคนใหม่
แต่ในทางตรงกันข้าม การเลือกตั้งยังมีนัยยะความหมายที่สื่อถึงการโหวตลงคะแนนเพื่อต่อต้านอะไรบางอย่าง ไปพร้อมๆ กันด้วย
พูดอีกแบบ คือ เราไม่ได้แค่ไปโหวตเลือกใครในคูหาเลือกตั้ง แต่เราสามารถใช้เสียงโหวตของตนเองเพื่อแสดงจุดยืนว่า เราไม่เลือกใคร หรือใครคือบุคคล/คณะบุคคล/ระบอบอำนาจ อันไม่พึงประสงค์ของเรา
ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2566 คนจำนวนมากไม่ได้แค่ออกไปกากบาทเลือกพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยให้มาทำหน้าที่เป็นรัฐบาลเท่านั้น แต่พวกเขา/พวกเรายังออกไปแสดงเจตนารมณ์ว่า “ระบอบ 3 ป.” ที่สืบทอดอำนาจมาจากคณะรัฐประหารเมื่อปี 2557 ควรยุติบทบาทลงอย่างสิ้นเชิงได้แล้ว
น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า ในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 คนไทยจะออกไปโหวตเพื่อต่อต้านอะไรบ้าง?
จากสถานการณ์ความขัดแย้งตรงชายแดนฝั่งตะวันออกตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเชื่อว่า จะมีคนไทยจำนวนมากออกไปโหวตเพื่อแสดงจุดยืน “ชาตินิยม” หรือโหวตเพื่อต่อต้านอริราชศัตรูอย่างกัมพูชา ซึ่งอีกด้านหนึ่ง ก็คือการโหวตสนับสนุนการปกป้องผืนแผ่นดินไทยของกองทัพ
จนถึงช่วงหลังยุบสภา หลายคนยังเชื่อมั่นว่าการโหวตลักษณะนี้อาจเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญสูงสุด ว่าใครจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาลในต้นปี 2569
อย่างไรก็ตาม เมื่อเสียงปี่กลองของเวทีดีเบตดังขึ้น เราจึงได้เริ่มมองเห็นแนวโน้มใหม่ๆ เช่น มีพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยที่แสดงท่าทีต่อต้านหรือประกาศว่าจะไม่จับมือกับ “พรรคการเมืองสีเทา”
พร้อมๆ กับที่มีการระบาย “สีเทาเข้ม” ให้แก่พรรคการเมืองบางพรรค อย่างชัดเจนกว่าพรรคอื่นๆ ในสนามการแข่งขัน
อธิบายได้อีกแบบว่า สโลแกน “มีเราไม่มีเทา” ของพรรคประชาชนก่อนหน้านี้ ไม่ได้อ่อนล้าพลังลงเสียทีเดียว แถมยังถูกนำไปฉวยใช้โดยพรรคการเมืองอื่นๆ ที่อาจจะกลายเป็นคู่แข่งตัด/ชิงคะแนนของพรรคส้มในหลายสนามเลือกตั้งด้วย

ด้วยเหตุนี้ ในระยะเวลาอีกราวเดือนกว่าๆ ที่เหลือ
นอกจากการแข่งขันกันเรื่องนโยบายระหว่างพรรคการเมือง และการแข่งขันกันเรื่องเสน่ห์-บารมี รวมถึงศักยภาพในการดีเบต-ปราศรัย ระหว่างผู้นำทางการเมืองแล้ว
อีกประเด็นที่น่าจับตาไม่แพ้กัน ก็คือ อารมณ์ความรู้สึกและตรรกะเหตุผลรวมหมู่ในสังคม (ซึ่งแปรผันไปได้ไม่รู้จบ) จะนำพาคนไทยให้ออกไปโหวตเพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านอะไรอื่นอีกหรือไม่?
ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองสีใดสีหนึ่ง, รัฐไทยที่ไร้ประสิทธิภาพและขาดการพัฒนามาเป็นเวลาเนิ่นนาน หรือระบบเศรษฐกิจไทยแบบเดิม ที่มองไม่เห็นปัจจุบันและอนาคต ฯลฯ
แน่นอนว่า ทุกๆ การเลือกตั้งย่อมนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง (ไม่ด้านลบก็ด้านบวก) อยู่เสมอ
กระนั้นก็ดี ความเปลี่ยนแปลงมิได้หมายถึงการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม หรือการเพิ่มขยายสถาปนาระบอบอำนาจที่เคยตั้งมั่นอยู่เดิมให้ทวีความเข้มแข็งยิ่งกว่าเก่า เพียงแง่มุมเดียว
ทว่า ความเปลี่ยนแปลงยังหมายถึงการพยายามทุบทำลายอุปสรรค-ข้อจำกัดเก่าๆ ซึ่งเหนี่ยวรั้งเราให้อยู่กับที่หรือล้าหลังลงเรื่อยๆ ด้วย
ขึ้นอยู่กับว่า พลเมืองผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนั้นมีความมุ่งมาดปรารถนาอยากจะทุบทำลายอุปสรรค-ข้อจำกัดใด ออกไปเป็นลำดับแรกๆ
