bg-single

ธงทอง จันทรางศุ | พรรคการเมืองไทย

26.12.2025

คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง

สําหรับท่านที่ชอบพอรู้จักผมเป็นการส่วนตัวก็ดี หรือติดตามงานเขียนงานพูดของผมก็ดี คงรู้จักตัวตนของผมได้ว่า ผมเป็นคนมีความสนใจในเรื่องการบ้านการเมืองพอสมควรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ที่เป็นอย่างนี้ผมเดาเอาเองว่า น่าจะมาจากพื้นฐานชีวิตของผมที่เติบโตขึ้นมาในยุคสมัยที่บ้านเมืองกำลังพลิกโฉมจากยุคเผด็จการเต็มรูป มีจอมพลเป็นผู้ปกครองประเทศต่อเนื่องกันทั้งสามคน เปลี่ยนมาเป็นระบอบที่ประชาชนมีส่วนมีเสียงมากขึ้นเมื่อปี 2516 ขณะเมื่อผมเรียนหนังสืออยู่ชั้นปีหนึ่งในมหาวิทยาลัย แถมยังเรียนหนังสือในวิชากฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองและกติกาของบ้านเมืองที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญโดยตรงเสียด้วย

วิชาที่ผมเรียนในชั้นปีที่หนึ่งมีทั้งวิชาหลักรัฐศาสตร์ วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ และวิชากฎหมายเลือกตั้ง

อาจารย์ผู้สอนวิชาหลักรัฐศาสตร์ของผมคือ ศาสตราจารย์เกษม อุทยานิน อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ

ส่วนอีกสองวิชาหลังนั้น ครูของผมคือ ศาสตราจารย์ ดร.สมภพ โหตระกิตย์ ซึ่งในเวลานั้นท่านเป็นทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรมและเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย

มองในแง่มุมนี้ ผมก็ได้เรียนรู้และได้รู้จักตัวตนจริงของท่านผู้เป็นลำดับต้นๆ ของนักกฎหมายในเมืองไทยมาตั้งแต่ยุคนั้นแล้ว

แหม พูดแล้วก็จะเขินนิดหน่อยครับ ไม่อยากบอกเลยว่าวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญกับวิชากฎหมายเลือกตั้ง ทั้งสองวิชาผมได้คะแนนเกินกว่าร้อยละ 90 และได้คะแนนเป็นที่หนึ่งของรุ่นเสียด้วย

ส่วนวิชาหลักรัฐศาสตร์ของท่านอาจารย์เกษมนั้น ผมก็ได้คะแนนเป็นที่หนึ่งของชั้นเรียนเหมือนกัน ทำให้ท่านอาจารย์เมตตาเรียกให้ได้รับรางวัลที่บ้านของท่านแถวซอยกล้วยน้ำไทซึ่งนับว่าเป็นเกียรติยศยิ่ง

นอกจากการเรียนหนังสือในชั้นเรียนแล้ว บรรยากาศบ้านเมืองทุกอย่างก็ทำให้ความรู้ของผมเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ไม่ว่าจะเป็นการได้ไปฟังการประชุมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2517 ด้วยตัวเอง หรือฟังทางวิทยุกระจายเสียงที่ถ่ายทอดการประชุมทุกนัด

การอ่านหนังสือพิมพ์ที่มีบทความดีๆ ของนักวิชาการและครูบาอาจารย์จำนวนมากที่แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ

เรียนหนังสือเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนกลับบ้าน ตรงป้ายรถเมล์ฝั่งตรงกันข้ามกับวัดหัวลำโพงเป็นที่ตั้งของร้านศึกษิตสยาม ทำให้แต่ละวันผมอ้อยอิ่งอยู่ที่ร้านนี้หลายนาทีหรือเป็นชั่วโมงเพื่อซื้อหนังสือที่ถูกใจติดมือกลับบ้าน

หนังสือเหล่านั้นแม้นานปีแล้วบัดนี้ก็ยังอยู่ในความครอบครองของผม รวมทั้งหนังสือเรื่อง พรรคการเมือง ซึ่งเป็นหนังสือเล่มโตพอสมควร

หนังสือเล่มนี้ให้ความรู้เกี่ยวกับพรรคการเมืองเสริมจากห้องเรียนของผมได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

พอการเมืองเดินหน้ามาถึงปี 2518 การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2517 ผมผู้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการนิสิตของคณะนิติศาสตร์ ยุคนั้นยังได้ช่วยกันกับเพื่อนฝูงเชิญผู้แทนพรรคการเมืองต่างๆ มาแสดงท่าทีในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป

ผมเองได้รับมอบหมายให้ไปติดต่อพรรคธรรมสังคม ซึ่งมีผู้นำพรรคชื่อ คุณทวิช กลิ่นประทุม มีที่ทำการพรรคอยู่แถวท่าเรือคลองเตย

มานึกย้อนหลังก็แปลกใจไม่ใช่น้อยที่ท่านหัวหน้าพรรคก็ยอมให้นิสิตปีสองคนนี้เข้าพบและยอมรับเชิญมาพูดที่จุฬาฯ เสียด้วย

เขียนมาถึงบรรทัดนี้ผมก็เกิดตั้งสติขึ้นได้มาเสียเฉยๆ อย่างนั้นว่า แล้ววันนี้ตัวเองอยากจะพูดอะไรกับท่านผู้อ่าน

ประเด็นมีอยู่นิดเดียวครับว่า ประชาชนพลเมืองทั้งประเทศซึ่งมีจำนวนนับล้านคนหรือหลายสิบล้านคนอย่างบ้านเรา เป็นการเหลือวิสัยอยู่แล้วที่จะปกครองบ้านเมืองโดยหาที่ประชุมใหญ่มหึมาที่สามารถจุคนจำนวนมากขนาดนั้นให้ทุกคนมาร่วมกันตัดสินใจอนาคตของบ้านเมืองได้ ในที่สุด โลกก็คิดระบอบการปกครองที่มีผู้แทนขึ้นมาแก้ปัญหา โดยให้คนจำนวนมากเลือกคนจำนวนน้อยเข้าไปทำหน้าที่ประชุมปรึกษากันเพื่อบริหารราชการและตัดสินใจอนาคตของบ้านเมือง

แค่นี้ปัญหายังไม่จบครับ

เพราะคนที่อยากจะอาสาเข้ามาทำงานเป็นผู้แทนอย่างนี้ก็ยังมีจำนวนมากอยู่ดี

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ผู้ที่จะไปลงคะแนนเลือกใครเข้าไปเป็นผู้แทนของเราจะสามารถรู้ได้ว่า แต่ละคนที่อาสาเข้ามาทำงาน เขาคิดอย่างไร เขามีแนวทางการทำงานที่ตรงกันกับใจของเราหรือไม่

แล้วถ้าเขาเข้าไปทำงานแบบหัวเดียวกระเทียมลีบจะทำอะไรได้สำเร็จหรือ

ข้อจำกัดเช่นนี้ทำให้มีความจำเป็นต้องมี “อะไรบางอย่าง” เกิดขึ้นเพื่อรวมคนที่มีความคิดทำนองเดียวกันมาอยู่ด้วยกัน เสนอความคิดนั้นให้คนทั้งประเทศพิจารณา ว่าจะมอบความไว้วางใจให้คนกลุ่มนี้เข้าไปทำงานหรือไม่

ตรงนี้นี่เองที่เกิดพรรคการเมืองขึ้น

โดยภาพรวมในทางวิชารัฐศาสตร์แล้ว พรรคการเมืองจึงเป็นการรวมกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองในระดับชาติไปในทิศทางเดียวกัน เข้ามาอยู่ด้วยกัน ทำกิจกรรมทางการเมืองด้วยกัน เพื่อที่ว่าเมื่อถึงคราวเลือกตั้งก็จะลงสนามแข่งขัน โดยมีเป้าหมายสูงสุดที่จะได้อำนาจรัฐด้วยวิถีทางแบบประชาธิปไตยคือได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเข้ามา

ในต่างประเทศหลายประเทศ มีการจัดตั้งพรรคการเมืองที่มีแนวนโยบายในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้นจริงจัง รู้จักกันทั่วไปในชื่อของ Green Party กิจกรรมทางการเมืองของพรรคแนวนี้มีทั้งการลงสนามเลือกตั้งและการรณรงค์ในเรื่องสิ่งแวดล้อมในทุกโอกาสทุกวิธีดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่เสมอ

สังเกตไหมครับว่า พรรคการเมืองอย่างนี้ แม้จะเสนอนโยบายไม่ครอบคลุมทุกมิติทางการเมือง แต่เขาก็มีเป้าหมายเด่นชัดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

ผมเข้าใจว่าผู้ก่อตั้งพรรคหรือสมาชิกพรรคก็คงเข้าใจธรรมชาติของตัวเองดีแล้วว่า ไม่มีทางที่พรรคแนวทางนี้จะได้เสียงข้างมากเด็ดขาดและได้เป็นรัฐบาลโดยลำพังตน

แต่อย่างไรเสีย การได้มีพรรคแบบนี้ส่งเสียงอยู่ในสภาบ้าง เพียงแค่นี้เขาก็พอใจแล้ว

ตัวอย่างนี้ทำให้ผมเปิดใจกว้างออกไปได้เพิ่มเติมขึ้นว่า ไม่ใช่ว่าทุกพรรคการเมืองหวังว่าจะได้เป็นรัฐบาลด้วยคะแนนเสียงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมด

แต่อย่างน้อย ความเห็นหรือนโยบายของพรรคเราจะมีเสียงดังพอที่ทำให้ทุกคนต้องคิดคำนึงหรือนำไปไตร่ตรอง โดยไม่อาจมองข้ามความเห็นของพรรคเราไปได้

ตัวอย่างของพรรคประชาชาติที่มีอยู่ในบ้านเราขณะนี้ ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งของพรรคการเมืองที่น่าสนใจ เพราะตามความเข้าใจของผม พรรคประชาชาติมีนโยบายที่จะเป็นผู้แทนของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีปัญหาหรือความซับซ้อนต่อเนื่องมายาวนาน พรรคจึงเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้แก้ปัญหานี้

ซึ่งจะแก้ได้มากแก้ได้น้อยเพียงใดไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะมาชี้ขาดในวันนี้

เพียงแต่จะยกตัวอย่างให้เห็นว่า ในทางตำราแล้ว พรรคการเมืองต้องตั้งเป้าหมายไว้สูงส่งว่าเป็นการแก้ปัญหาของประเทศในทุกมิติและหวังว่าจะได้เป็นรัฐบาลทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งเสมอไปสิน่า

แต่ตัวอย่างของพรรคกรีนหรือพรรคประชาชาติ ก็ทำให้เราได้เห็นพรรคการเมืองที่มีความจำเพาะเจาะจงมากขึ้น ในประเด็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง พรรคแบบนี้เราจะบอกว่าเขาไม่เป็นพรรคการเมืองนั้นหรือ

วันที่ผมนั่งเขียนหนังสืออยู่นี้ กำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในต้นปี 2569 นักการเมืองทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่กำลังจัดการกับชีวิตตัวเองว่าจะไปสังกัดพรรคการเมืองอะไรดี

ต้องขอประทานโทษที่จำเป็นต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า พรรคชาติไทยพัฒนา ที่มีคุณวราวุธ ศิลปอาชา เป็นผู้นำ ได้แถลงต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการว่า จะเข้าไปร่วมทำงานกับพรรคภูมิใจไทย

ด้วยเหตุผลสำคัญว่า พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งหวังที่จะพัฒนาและเป็นผู้แทนราษฎรของจังหวัดสุพรรณบุรี เพราะฉะนั้นถ้าพรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาล พรรคชาติไทยพัฒนาก็น่าจะไปอยู่กับพรรคนั้น เพื่อจะได้ช่วยดูแลจังหวัดสุพรรณบุรีได้ตามเจตนารมณ์ของพรรค

ถ้าผมสรุปขาดเกินไปนิดหน่อยก็ขออภัยนะครับ

แต่นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากสำหรับผม เพราะที่พรรคชาติไทยพัฒนาแถลงมาอย่างนี้เป็นการเติมรายละเอียดเข้าไปในตำรารัฐศาสตร์เลยทีเดียวว่า ในกรณีของประเทศไทย มีการจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อดูแลพื้นที่และปัญหาของจังหวัดหนึ่งจังหวัดหรือสองสามจังหวัดที่อยู่ติดกันเป็นสำคัญ

ส่วนถ้าได้ไปร่วมเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องไปขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติเรื่องอะไรก็แล้วแต่ นั่นต้องถือว่าเป็นของแถม ไม่ใช่งานหลักของพรรค

สิ่งที่คุณวราวุธกรุณาแถลงมาคราวนี้ อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเมืองไทย เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แล้วแก่ใจ ว่าเรามีพรรคการเมืองประจำจังหวัดต่างๆ หลายพรรค อย่างน้อยก็จังหวัดสุพรรณบุรีนี่หนึ่งละ

ส่วนจังหวัดอื่นมีพรรคอะไรบ้างนั้นขอให้ท่านผู้อ่านจินตนาการเอาเองตามความเหมาะสม

ประมาณ 30 กว่าปีมาแล้ว เวลานั้นคุณบรรหาร ศิลปอาชา ยังมิได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้เฝ้าเจ้านายชั้นหม่อมเจ้าองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นพระธิดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ท่านรับสั่งถามผมว่า “อาจารย์เคยไปจังหวัดสุพรรณบุรีไหม”

ผมทูลว่า ได้เคยไปและเห็นถนนหนทางของจังหวัดนี้ดีมาก

เมื่อสนทนากันต่อไป ท่านหญิงรับสั่งสรุปเรื่องว่า ถ้าเสด็จพ่อยังอยู่ ท่านคงโปรดคุณบรรหาร และคุณบรรหารคงเป็นเทศาฯ ที่ดีได้แน่ (ทรงหมายถึงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลว่าการมณฑล ซึ่งมีพื้นที่รวมหลายจังหวัด) แต่ไม่ทรงแน่ใจว่า ถ้าเป็นตำแหน่งสำคัญกว่านั้น เสด็จพ่อจะโปรดว่าอย่างไร

ผมฟังแล้วก็นั่งนิ่งอยู่ มิได้สนองรับสั่งว่าอะไรต่อไป

ครั้นเมื่อเห็นบรรยากาศการเมืองเวลานี้กำลังฝุ่นคลุ้งในเรื่องของพรรคการเมืองทั้งระดับชาติและระดับจังหวัด ซึ่งเป็นลักษณะธรรมชาติของการเมืองและพรรคการเมืองประเทศไทยโดยเฉพาะ และผมไม่อยู่ในฐานะจะไปวิพากษ์วิจารณ์ว่าถูกผิดอย่างไรได้

ตกลงก็เป็นอันนั่งนิ่งอยู่ต่อไป นั่งนิ่งมา 30 กว่าปีแล้ว นั่งต่อไปอีกสักหน่อยจะเป็นไรไป แหะ แหะ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!