คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
ขณะที่นั่งเขียนหนังสืออยู่นี้เป็นเวลาใกล้ปีใหม่เต็มทีแล้ว และกว่าที่งานเขียนชิ้นนี้ของผมจะอยู่ในมือของท่านผู้อ่านก็คงเป็นเวลาสิ้นปีหรือเริ่มต้นปีใหม่ไปแล้วสองสามวันเสียด้วยซ้ำ
บรรยากาศยังอยู่ในช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองการเริ่มต้นปี หลายท่านยังอยู่ในระหว่างการท่องเที่ยวหรือพักผ่อนเพื่อชดเชยกับการทำงานหนักมาตลอดทั้งปี
ผมจึงคิดว่าน่าจะเป็นการเหมาะสมมากกว่าที่เราจะคุยกันแบบสบายๆ ในวันนี้
ส่วนเรื่องการเลือกตั้งหรือเรื่องการลงประชามติเดี๋ยวค่อยว่ากันต่อไปในโอกาสหน้า
ส่วนหนังสงครามชิงรักหักสวาท เรื่องเขมร ผมคิดว่าจะยังฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์อีกนานวัน ประเดี๋ยวเราค่อยไปดูหนังเรื่องนั้นต่อก็ได้ครับ
แล้วเราจะคุยเรื่องอะไรกันดีหนอ
วันปีใหม่ก็ต้องคุยเรื่องการฉลองปีใหม่สิครับจะได้ถูกกาลเทศะหน่อย
ขึ้นต้นก็ต้องทบทวนความรู้ตั้งแต่สมัยเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนชั้นประถมเสียก่อนว่า หนึ่งปีของเรานั้นเป็นกำหนดระยะเวลาโดยประมาณที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ได้หนึ่งรอบพอดี และในขณะที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์อยู่นี้ โลกของเราก็ยังหมุนรอบตัวเองพร้อมกันไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น โลกของเรายังมีดวงจันทร์ซึ่งเป็นดาวบริวารโคจรรอบโลกเราอีกด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดระบบที่เราเรียกว่า ปี เดือน และวัน ขึ้นสามอย่าง
หนึ่งปี คือ ระยะเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบหนึ่งรอบ
หนึ่งเดือน คือ ระยะเวลาที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลกครบหนึ่งรอบ คำว่า “เดือน” ก็คือกำหนดนับเวลา ประมาณ 30 วันที่ใช้พระจันทร์เป็นที่สังเกต
ส่วนหนึ่งวัน คือ เวลาที่โลกหมุนรอบตัวเองครบหนึ่งรอบ คำว่า “วัน” ก็คือกำหนดนับระยะเวลา 24 ชั่วโมงที่ใช้ดวงตะวันเป็นที่สังเกต
หวังว่าที่เขียนมานี้จะถูกต้องนะครับ เพราะนี่เขียนจากความทรงจำล้วนๆ ถ้าเขียนผิดพลาดประการใดไปครูที่สอนหนังสือเมื่อชั้นประถมคงตีผมตายแน่
พอเข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็นึกออกทีเดียวว่าเรื่องของวันเดือนปีนั้นเป็นเหตุการณ์ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปอยู่เรื่อย ไม่มีอะไรหยุดนิ่งอยู่กับที่ หลักการดำรงคงอยู่ของวันเดือนปีเป็นอย่างนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมานานหนักหนาแล้ว ส่วนอะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน แต่ละปีและแต่ละวันก็ไม่มีใครพยากรณ์หรือควบคุมได้ว่าให้เกิดสิ่งนั้น ไม่ให้เกิดสิ่งนี้ แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องทำความเข้าใจและรับมือหรืออยู่กับสิ่งเหล่านั้นให้ได้
ไม่ต้องไปพูดไกลถึงขนาดแผ่นดินไหวที่พม่าแล้วตึก สตง.ที่เมืองไทยหล่นโครมลงมากองอยู่กับพื้น หรือเรื่องน้ำท่วมที่หาดใหญ่เมื่อสองเดือนก่อน เอากันแค่ชีวิตของเรามีใครควบคุมได้ 100% บ้างล่ะครับ
ดูแต่สังขารของผมเอง ขนาดอยู่ในความดูแลของหมออย่างใกล้ชิด วัคซีนป้องกันงูสวัดก็ฉีดแล้ว วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์โน้นนี้ก็ฉีดแล้ว
แต่สองสัปดาห์ก่อนถึงวันปีใหม่ผมก็ล้มหมอนนอนเสื่อเสียสิบกว่าวันเพราะเป็นไข้หวัดแบบธรรมดาไม่ใช่แบบหรูหราแต่อย่างใด แต่ถึงกระนั้นก็ให้รู้สึกเพลียและอยากนอนมากกว่าปกติ
ไม่น่าเชื่อเลยครับว่าในช่วงเวลาที่ไม่สบายอย่างนี้ผมนอนได้วันละ 10 ชั่วโมงสบายๆ ในขณะที่ถ้ามีสุขภาพปกติแล้วผมนอนได้วันละ 7 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว
ก
ารป่วยด้วยโรคเล็กๆ น้อยๆ แต่กระทบถึงชีวิตประจำวันของผมคราวนี้ทำให้ผมได้ย้อนคิดพิจารณาอะไรบางอย่างในเรื่องของตัวเอง
เมื่อครั้งที่ผมเป็นเด็ก ในคราวคุณย่าผมฉลองอายุครบ 72 ปี จำได้ว่านอกจากการทำบุญใหญ่แล้ว คุณย่าได้จัดการทรัพย์สินของท่านครั้งสำคัญโดยแบ่งปันทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ลูกชายหญิงของท่านจนไม่เหลือสิ่งใดเป็นเรื่องที่ท่านต้องกังวลสงสัยต่อไปอีกแล้ว
ชีวิตของท่านหลังจากอายุครบหกรอบจึงเป็นชีวิตที่สบายและเบา จากนั้นไปก็เป็นเรื่องที่ท่านจะเฝ้าดูความเป็นไปของโลกนี้ด้วยสายตาที่รู้เท่าทัน
ก่อนที่ท่านจะจากไปด้วยความสงบสุขเมื่ออายุเกือบ 90 ปี
ระหว่างปี 2568 ที่ผ่านมา เพื่อนรักของผมคนหนึ่งที่เรียนกฎหมายมาด้วยกันตั้งแต่ปี 2516 ชื่อ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ แจกหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ผมได้ใช้ประโยชน์ หน้าปกหนังสือและสมุดเล่มนี้เขียนว่า ” สมุดบันทึกเพื่อนชีวิต” แถมมีภาษาอังกฤษกำกับเสียด้วยว่า Living & Leaving Note
พลิกดูเนื้อในแล้วก็เป็นเรื่องของการจัดการข้อมูลบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตัวเองที่กระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆ แบบไร้ระเบียบ มารวมไว้ในที่เดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ กินยาอะไรอยู่ ป่วยเป็นโรคอะไรบ้าง
การเงินของตัวเองในปัจจุบันเป็นอย่างไร มีเงินฝากหรือมีหนี้สินอยู่ที่ไหน กับใคร จำนวนเท่าไหร่
อสังหาริมทรัพย์ถ้าหากมีที่ดินประมาณเท่าแมวดิ้นตายแต่แมวหลายตัวหน่อยก็แจ้งให้ละเอียดทีเดียวว่าโฉนดเลขที่เท่าไร ถ้าจำนองไว้กับใครก็บอกด้วย
หมายเลขบัตรเครดิต กรมธรรม์ประกันชีวิตประกันภัย เงินบำเหน็จบำนาญการเป็นสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์
อู้ฮู! นึกแล้วก็เยอะอยู่เหมือนกันนะครับ
นอกจากเขียนรายการทั้งหมดแล้วอย่าลืมเขียนข้อสำคัญด้วยว่าแล้วจะยกข้าวของเหล่านั้นให้ใคร พินัยกรรมเขียนฝากใครไว้ที่ไหนจงแจงให้ละเอียดทีเดียว
ข้อสำคัญที่สุดคือการสั่งเสียว่าการป่วยระยะสุดท้ายตกลงจะให้ทำอย่างไรกับร่างกายของเรานี้ จะให้เจาะให้ปั๊มกันขนาดไหน จะให้ยื้อชีวิตไปจนถึงยกสุดท้ายอย่างไร รวมทั้งข้อสรุปด้วยว่าตายแล้วจะให้จัดการกับศพอย่างไร
หนังสือหรือสมุดเล่มนี้ได้มาหลายเดือนแล้วยังวางอยู่ข้างมือนี่เอง หยุดหลายวันปีใหม่คราวนี้น่าจะได้ฤกษ์กรอกข้อความให้ครบถ้วนเสียที
คุณย่าของผมทำให้ดูเป็นตัวอย่างไว้แล้วเมื่อตอนท่านอายุหกรอบ มีก็ใกล้จะถึงคราวของผมผู้เป็นหลานต้องดำเนินการตามรอยของท่านบ้างแล้ว ทยอยทำดูจะครบถ้วนเรียบร้อยดีครับ ดีกว่าไปหักโหมทำในวันสองวันเป็นแน่
เขียนมาถึงบรรทัดนี้แล้วย้อนทวนกลับไปอ่านข้อความที่เขียนมาข้างต้น ลองนึกถึงกับตัวเองดูว่า ข้อความเหล่านั้นใช้ได้กับคนทั่วไปหรือไม่อย่างไร เพราะอาจจะมีบางท่านที่อ่านข้อความที่ผมเขียนมาแล้วเบ้ปาก บอกว่าผมเป็นคนมีสมบัติพะรุงพะรังก็ต้องเขียนมากเป็นธรรมดา
ข้อนี้ผมก็ยอมรับนะครับว่า เรื่องจะต้องเขียนบันทึกสั่งเสียหรือจดว่าอะไรอยู่ที่ไหนนั้นมีมากรายการ
แต่ผู้ที่มีเรื่องราวในชีวิตไม่ยุ่งยากเท่าผมยังมีอีกมาก นั่นหมายความว่าท่านเหล่านั้นไม่ควรจะบันทึกอะไรไว้ให้ผู้ที่อยู่ข้างหลังได้มีข้อมูลผลประโยชน์ในการจัดการบ้างหรือ
ในความเห็นส่วนตัวของผมแล้วถึงมีสมบัติมากหรือน้อยเพียงใดแค่ไหน เรื่อยไปจนถึงกรณีสมบัติไม่มีเลยมีแต่หนี้ อย่างไรเสียก็ควรเขียนบันทึกทำนองนี้ไว้เป็นหลักฐาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสั่งเสียว่าเวลาป่วยหนักแล้วจะให้รักษาพยาบาลกันอย่างไร รวมตลอดถึงการจัดการศพเมื่อถึงเวลาที่มรณะมาถึงตัว
นี่เป็นอันว่าผมได้เป้าหมายในชีวิตแล้วว่า ช่วงหยุดปีใหม่สี่ห้าวันนี้จะทำอะไรบ้าง และอาจจะได้เป็นโอกาสที่ทบทวนกับตัวเองว่า ในวัยที่ใกล้ 72 ปีแล้วผมควรปลดเปลื้องภาระอะไรจากตัวเองบ้าง แค่คิดว่าจะคิดก็สนุกเสียแล้ว ดูเป็นโจทย์ที่ท้าทายดีจริง
คุณย่าของผมท่านทำสำเร็จมาแล้ว ดูทีสิว่าคุณหลานจะทำสำเร็จหรือไม่
และท่านอื่นจะทำดูบ้างก็ไม่ผิดกติกาหรือมีการสงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด ถ้าทำแล้วตัวเบาขึ้น สบายใจขึ้น ก็ขออนุโมทนาครับ
