bg-single

ธงทอง จันทรางศุ | ‘ประชามติ’ 8 กุมภาพันธ์ ชี้ต้นตาย ปลายเป็น

15.01.2026

คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง

ยิ่งใกล้วันที่ 8 กุมภาพันธ์เข้าไป บรรยากาศทางการเมืองของบ้านเราก็ยิ่งคึกคักขึ้นทุกขณะ

            ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ต้องนับว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับบ้านเรา เพราะเป็นคราวแรกที่จะมีทั้งการเลือกตั้งทั่วไปและการลงประชามติเกิดขึ้นพร้อมกันในวันเดียว

            เรื่องการเลือกตั้งนั้นเป็นสิ่งที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยดีอยู่แล้ว และเข้าใจดีว่าผลที่เกิดติดตามมาจากการเลือกตั้งคืออะไร

            แต่เรื่องประชามตินี่สิครับ คราวนี้เพิ่งเป็นครั้งที่สามที่มีกิจกรรมแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศของเรา

            อย่างไรเสียก็ต้องนับว่าเป็นเรื่องที่เรายังไม่คุ้นเคยกันดีพอควร

            การลงประชามติสองครั้งก่อนหน้านี้เป็นการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญปี 2550 และปี 2560 ซึ่งถ้าเราทบทวนความทรงจำได้ดีพอก็จะพบว่าโดยภาพรวมแล้ว ในทางวิชาการต้องถือว่าการลงประชามติทั้งสองคราวเป็นการลงประชามติที่ “มีคำถาม” ค้างคาใจคนหลายๆ คนอยู่ไม่ใช่น้อย

            และคนที่ว่านั้นก็ให้นับรวมผมก็เข้าไปด้วยนะครับ

            คำถามที่ค้างคาใจคือ การลงประชามติตามความหมายทางวิชาการแล้ว ผู้ที่เห็นด้วยกับประเด็นลงประชามติก็ดี เห็นแตกต่างหรือไม่เห็นด้วยกับประเด็นลงประชามติก็ดี ต้องมีโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็นและเหตุผลอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ผู้อื่นได้รับฟังความเห็นและเหตุผลนั้นสำหรับนำไปใช้ประโยชน์ในการพิจารณาตัดสินใจลงประชามติของแต่ละคนต่อไป

            แต่การลงประชามติของเราสองรอบที่ผ่านมา ภาพที่เห็นและเป็นความเป็นจริงที่ปรากฏคือ ใครเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่นำเสนอเพื่อลงประชามติสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยปราศจากข้อจำกัด

            แต่ถ้าไม่เห็นด้วยแล้ว ผู้มีอำนาจก็ใช้กลไกภาครัฐในการกดดันและปิดปากไม่ให้แสดงความคิดเห็น เมื่อเล่นกันแบบนี้แล้วมากล่าวอ้างว่า รัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับผ่านความเห็นชอบโดยวิธีการลงประชามติของประชาชนฝ่ายข้างมาก

            ละครการเมืองเรื่องนี้ก็เป็นตลกร้ายและร้ายมากเรื่องหนึ่งของเมืองไทย

เอาเถิดครับ ผมชอบพูดเสมอเมื่อต้องนึกถึงประเด็นเหล่านี้ว่า เรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เราสามารถทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีกว่าอดีตที่ผิดพลาดมาแล้วได้

            เพราะฉะนั้นผมจึงถามตัวเองว่า ในการลงประชามติคราวนี้ ที่มีคำถามว่า สมควรมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อใช้ทดแทนรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้หรือไม่ ผมจะไปกาบัตรลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้อย่างไร

            ข้อนี้ไม่ยากเลย เพราะตามทัศนะของผมแล้วรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีปัญหาที่เป็นปมสำคัญของประเทศอยู่อย่างน้อยสองเรื่อง และขนาดของผมปัญหานี้นับวันก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่มีการแก้ไข

            เรื่องแรก คือ เรื่องวุฒิสภา

เมื่อครั้งที่ผมทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2540 คำถามหนึ่งของสังคมไทยและเป็นคำถามที่หนักหน่วงสำหรับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ คือยังเป็นการสมควรที่จะมีวุฒิสภาต่อไปหรือไม่ ถ้าจะมีต่อไป วุฒิสภาควรมีที่มาอย่างไร มีอำนาจหน้าที่มากน้อยแค่ไหน

            และท้ายที่สุดก็นำไปสู่ข้อสรุปที่เป็นจุดอ่อนสำคัญของรัฐธรรมนูญปี 2540 ท่ามกลางจุดแข็งที่มีมากพอสมควร จุดอ่อนที่ว่าคือ การกำหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งปรากฏผลเป็นความซ้ำซ้อนใกล้ชิดกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

            แถมยังให้วุฒิสภาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่ในองค์กรอิสระทั้งหลายเสียด้วย ผลที่เกิดตามมาคือ องค์กรเหล่านั้นอิสระได้แค่ไหนก็รู้กันอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ

            รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีวุฒิสภาที่มีสมาชิกจำนวน 200 คน ตามท้องเรื่องมีที่มามาจากตัวแทนกลุ่มอาชีพต่างๆ และเมื่อมาประกอบร่างกันเข้าเป็นวุฒิสภาแล้วก็มีอำนาจล้นฟ้าล้นดินพอสมควร และสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันก็มีหน้าตาอย่างที่เราเห็นกันอยู่

            เมื่อกล่าวถึงประเด็นนี้แล้ว ผมเห็นว่า โอกาสที่จะมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันข้างหน้าน่าจะเป็นประโยชน์ในการกำหนดโครงสร้างทางการเมืองของเราตั้งแต่ “การกลัดกระดุมเม็ดแรก” ยิ่งกว่าการนิ่งและจำยอมอยู่ในภาวะปัจจุบัน

            ผมเห็นว่า เป็นการสมควรที่ต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาและไปเป็นประเด็นสาธารณะว่า เรายังมีความจำเป็นต้องมีวุฒิสภาอยู่หรือไม่ หากเห็นว่าสมควรอยู่ต่อไป อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาควรเป็นเช่นไร มีสมาชิกจำนวนกี่คน และมีที่มาจากไหนบ้าง

นี่ประเด็นที่หนึ่งนะครับ ต่อไปเป็นประเด็นที่สองของผม

            กล่าวโดยภาพรวมแล้วผมเห็นว่า หน่วยงานต่างๆ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากมีความยึดโยงหรือที่มาจากความเห็นชอบของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีความเป็นการเมืองสูง จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ผู้เข้าไปทำหน้าที่ในองค์กรอิสระทั้งหลายจะอยู่ในฐานะที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความเป็นการเมืองเกี่ยวข้องเข้าไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            ส่วนข้อวิจารณ์นั้นเป็นจริงหรือไม่ เอาเป็นว่าทุกคนรู้อยู่แก่ใจก็แล้วกันนะครับ

            ดังนั้น ประเด็นเรื่ององค์กรอิสระนี้ ตามทัศนะของผมก็เหมือนกันกับเรื่องวุฒิสภา คือโอกาสที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาทดแทนรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จะเป็นโอกาสให้สังคมไทยได้ร่วมกันทบทวนว่า องค์กรอิสระที่มีอยู่ในขณะนี้มีสภาวะเช่นไร องค์กรไหนควรจะไปต่อหรือปรับเปลี่ยน บทบาทและอำนาจหน้าที่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญที่ควรจะได้มีการทบทวนกันอย่างจริงจัง

            คุณสมบัติและที่มาของผู้ทำหน้าที่ในองค์กรเหล่านั้นก็เป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้กัน

            ถ้าองค์กรใดติดป้ายชื่อไว้หน้าตึกว่าหน่วยงานของตนเป็นองค์กร “อิสระ” แต่คนที่อยู่ในตึกนั้น “ไม่อิสระ” เสียแล้ว ก็ยากที่จะปลูกความเชื่อถือให้เกิดขึ้นได้ในหมู่ประชาชน

เพียงแค่สองประเด็นนี้ ในส่วนตัวของผมแล้วก็เห็นว่าเป็นเหตุผลที่เพียงพอหรือยิ่งกว่าเพียงพอเสียด้วยซ้ำที่ผมจะตัดสินใจลงประชามติว่าอย่างไร

            ส่วนพี่น้องประชาชนคนไทยท่านอื่น ท่านจะมีความเห็นด้วยหรือเห็นต่างอย่างไรผมก็เคารพทุกความเห็นอยู่แล้ว ขอแต่เพียงให้ท่านได้โปรดไปใช้สิทธิของท่าน ทั้งสิทธิเลือกตั้งและทั้งสิทธิการลงคะแนนประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้โดยพร้อมเพรียงกัน

            ถ้าการลงประชามติครั้งนี้ เสียงข้างมากของผู้ไปลงคะแนนมีความเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องจัดทำรัฐฉบับฉบับใหม่ ผลก็แปลว่า เมืองไทยและคนไทยจะอยู่กับกติกาทางการเมืองที่เป็นอยู่ในเวลานี้ แบบนี้ ต่อไปอีกนานแค่ไหน ไม่มีใครตอบได้

            แต่ถ้าผลการลงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นว่าเราควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รุ่งขึ้นวันที่ 9 กุมภาพันธ์ก็ยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นนะครับ ยังมีกระบวนการอีกยืดยาวและสังคมนี้ต้องช่วยกันคิดอ่านอะไรต่อมิอะไรอีกมากกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นจริง

            แต่อย่างน้อยก็เป็นการเปิดประตูให้เห็นแสงสว่างที่ปลายทางบ้างว่า เรามีโอกาสที่จะช่วยกันคิดอ่านกันอย่างจริงจังในเรื่องสำคัญดังกล่าว โดยไม่ยอมจำนนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

นอกจากนั้น ผมยังมีข้อพิจารณาสำคัญอีกเรื่องหนึ่งว่า

            เมื่อลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว อีกไม่กี่วันข้างหน้าเราจะมีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลใหม่ที่เกิดขึ้นคราวนี้ก็จะอยู่ไปอย่างยาวที่สุดแค่สี่ปี คนไทยก็ได้ลงคะแนนเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าเราจะได้ลงคะแนนเลือกตั้งแก้มือกันใหม่อีกหลายรอบในชีวิตนี้

            แต่สำหรับผมแล้ว การลงประชามติคราวนี้มีความหมายมาก เพราะเป็นการชี้ต้นตายปลายเป็นสำหรับอนาคตของประเทศไทยในระยะยาวกว่าสี่ปีเสียด้วยซ้ำ โอกาสจะได้แก้มือในวันข้างหน้าจะมีหรือไม่ก็ไม่รู้ได้เลย

            แล้วพบกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์โดยพร้อมเพรียงกันนะครับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน