คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
ขณะที่ผมนั่งเขียนหนังสืออยู่นี้ อีกประมาณสามสัปดาห์เศษข้างหน้าก็จะเป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำหนดอยู่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ของปีนี้
หลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้วประเทศไทยของเราก็จะมีรัฐบาลใหม่เกิดขึ้น ซึ่งผมเดาว่าต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์พอสมควรกว่าจะมีนายกรัฐมนตรีตัวจริงที่ลงมือบริหารประเทศได้ และอาจจะยืดเยื้อไปจนถึงเดือนเมษายนก็เป็นได้
ไม่เป็นไรครับ คนไทยอดทนกับกติกาแบบนี้มาสองสามครั้งแล้ว จะอดทนต่อไปอีกสักครั้งหนึ่งจะเป็นไรไป
มีทีมงานจากไทยพีบีเอสแวะมาคุยกับผมที่บ้าน เพื่อมาขอให้ผมทบทวนความหลังเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีท่านต่างๆ ที่ผมได้รู้จักท่านเหล่านั้นจากข่าวสารบ้าง ได้ทำงานร่วมกับท่านในฐานะที่ตัวผมเองเป็นข้าราชการประจำบ้าง หรือบางท่านก็เป็นครูบาอาจารย์ของผมเสียด้วยซ้ำไป
เมื่อเขาพลาดท่ามาถามผมเสียอย่างนั้นแล้ว แน่นอนว่าคำตอบของผมจะยืดยาวพอสมควร เห็นว่าเทปที่บันทึกไว้เช้าวันนี้จะออกอากาศในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ซึ่งเป็นกำหนดเวลาหลังวันเลือกตั้งทั่วไปหนึ่งวัน
กำหนดออกอากาศแบบนี้ก็ดีเหมือนกันครับ เพราะผมพูดอะไรไปเช้าวันนี้จะได้ไม่ต้องกังวลใจว่าไปส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของคนโน้นคนนี้ ต้องเป็นคดีความให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมาเล่นงานผมเสียเปล่าๆ
เมื่อไปออกอากาศหลังวันเลือกตั้งแล้ว ประเด็นเรื่องการให้คุณให้โทษกับผู้สมัครรายหนึ่งรายใดหรือพรรคการเมืองใดก็เป็นอันว่าหมดกังวล
ก่อนแยกย้ายกลับไปทำงานของเขาต่อ ผู้สัมภาษณ์จากไทยพีบีเอสถามผมว่า ผมมีอะไรจะฝากถึงรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งคราวนี้บ้าง ขอให้สารภาพมาเสียดีๆ
เมื่อมีคำถามที่ถูกใจอย่างนี้ คำตอบจากปากของผมพรั่งพรูออกมาเลยทีเดียว และผมคิดว่าไม่ควรปล่อยให้คำตอบเหล่านี้ลอยหายเป็นอากาศธาตุไปโดยไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
ผมจึงใคร่ขออนุญาตท่านผู้อ่านที่จะนำความเห็นของผมหรือความฝันของผมว่ารัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าผมอยากจะฝากประเด็นอะไรไว้ให้ท่านช่วย “พิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป” บ้าง
ความใฝ่ฝันเรื่องแรกที่ผุดขึ้นมาในสมองของผมทันทีที่พบกับคำถามแบบนี้ คือ ความใฝ่ฝันที่จะเห็นรัฐบาลที่เกิดขึ้นใหม่เป็นรัฐบาลที่มีความสามารถในการบริหารจัดการกับความขัดแย้งในทางการเมืองและทางสังคมที่เกิดขึ้นในประเทศของเรามา 20 ปีเศษแล้วได้อย่างละมุนละม่อม
ยึดหลักประชาธิปไตย คือ ถือเสียงข้างมากที่ประกอบด้วยเหตุด้วยผลเป็นธงนำ
ขณะเดียวกันฝ่ายเสียงข้างน้อยก็ได้รับการรับฟังและดูแลไม่ให้ตกขบวนหรือถูกผลักออกไปอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งแบบไม่ต้องดูดำดูดีกันอีกแล้ว
พูดให้เป็นสำนวนนักเขียนนวนิยายหน่อยก็ต้องบอกว่า ผมอยากให้รัฐบาลใหม่ได้โอบกอดทุกความเห็นเข้ามาไว้ด้วยกัน และสามารถบริหารความแตกต่างเหล่านั้นได้อย่างชาญฉลาด
น่าเสียดายว่าในอดีตที่ผ่านมา คำว่า “ปรองดอง” ก็ดี คำว่า “สมานฉันท์” ก็ดี ดูเหมือนจะเหลืออยู่แต่ในพจนานุกรมที่ไม่มีใครเปิดอ่านอีกต่อไป
มิหนำซ้ำ ผู้นำทางการเมืองในระดับสูงของบ้านเราหลายคนก็มีทั้งการกระทำและวาจาที่เติมความร้อนแรงของความแตกแยกให้เพิ่มขึ้นโดยลืมไปเสียแล้วว่า หนทางสันติวิธี และการเปิดใจกว้างรับฟังกันยังมีอยู่ในโลกนี้
ความฝันข้อที่สองของผมถัดจากเรื่องของการประนีประนอมในสังคมไทย ไม่ใช่อะไรอื่นไกลนอกจากความหวังร่วมกันกับคนทั้งประเทศว่า รัฐบาลใหม่จะเป็นรัฐบาลที่ผมวางใจได้ในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต เพราะเราทุกคนได้ยินกันมาช้านานแล้วว่า ” ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก”
นั่นหมายความว่าผู้นำระดับสูงตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีร่วมคณะ ต้องเป็นแบบอย่างของความซื่อสัตย์สุจริตที่แท้จริงให้คนเห็นประจักษ์
ถ้าทำเช่นนั้นได้แล้ว ผู้ร่วมทีมของคนเหล่านั้นก็ดี ข้าราชการประจำทั้งหลายก็ดี จะได้ไม่มีข้ออ้างว่า ต้องเก็บส่วยไปส่งเบื้องบน
เมื่อต้นแถวอยู่ในระเบียบวินัยอย่างนี้เสียแล้ว คนที่อยู่กลางแถวหรือปลายแถวทำอะไรไม่ชอบมาพากลขึ้นมาเมื่อไร กลไกในการจัดการแก้ปัญหาและลงโทษก็จะเป็นไปได้โดยไม่ชักช้าและไม่ต้องพบกับระบบลูบหน้าปะจมูก อย่างที่เราอิดหนาระอาใจกันอยู่ทุกวันนี้
ว่าแต่ว่าเรื่องตึก สตง.ถล่ม เรื่องยืมนาฬิกาเพื่อน เรื่องกรรมการ ป.ป.ช.มีเรื่องถูกกล่าวหาว่ารับสินบนเป็นทองคำน้ำหนัก 200 กว่าบาท ไปถึงไหนแล้วครับ
พูดถึงสองสามเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเราคนไทยทำไมถึงมีความอดทนกันได้ถึงขนาดนี้ คอยกันมานานสองนานก็ไม่มีการเฉลยคำตอบในเรื่องเหล่านี้กันเสียที
เรื่องที่สามที่เป็นความฝันที่ผมปรารภไว้ คือ ความฝันที่จะเห็นการปฏิรูปประเทศของเราในด้านต่างๆ อย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่ทำงานแบบปะผุหรือเช้าชามเย็นชาม คือ ทำงานแบบทำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อนอะไร ทำใจเสียว่าปัญหามันอยู่มาตั้งนานแล้ว เราเพิ่งเข้ามาทำงานเป็นรัฐบาล จะให้ตะลุมบอนแก้ปัญหาให้จบเสร็จสิ้นภายในเวลาเร็ววันได้อย่างไร
คิดอย่างนี้แล้ว ก็นั่งเซ็นแฟ้มรายวันไป ประชุมกรรมการสารพัดกรรมการไป ตัดริบบิ้นเปิดตึกไป เผลอตัวเดี๋ยวเดียวก็ถึงเวลาเลือกตั้งใหม่กันอีกแล้ว เพราะฉะนั้นจะไปหักโหมอะไรกันนักหนา อยู่แบบนี้แหละสบายดีมาก
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงคนไทยทั้งประเทศไม่ได้สบายเลยนะครับ ลองถามชื่อภารกิจที่อยู่ใกล้ตัวเราทุกคน หรือเป็นแวดวงที่ผมเคยทำงานคลุกคลีอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ แต่ละวันแต่ละปีที่ผ่านไป จะใจร้ายเกินไปหรือไม่ที่ผมจำเป็นจะต้องบอกว่าสถานการณ์ดูหนักหน่วงขึ้นทุกวัน
ประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศที่อยู่ไม่ห่างไกลกันจากเมืองไทยของเราเท่าไรนัก เขาก้าวเดินไปในอัตราเร่งที่น่าพึงพอใจ
ในขณะที่เมืองไทยของเรายักแย่ยักยันอยู่อย่างนี้มานานปีแล้ว จนกระทั่งจากตำแหน่งเดิมที่เขายืนอยู่ข้างหลัง ห่างจากประเทศไทยหลายก้าว ทุกวันนี้เรื่องได้กลับตาลปัตรไปเสียแล้ว ประเทศไทยของเราถูกทิ้งอยู่ข้างหลังด้วยระยะห่างที่ไม่น่าวางใจ
พูดมาได้สามเรื่องอย่างนี้ ผมก็ได้สติขึ้นมาว่า ต้องระมัดระวังอย่าหวังอะไรให้เกินไป ขืนตั้งความใฝ่ฝันไว้หลายข้อประเดี๋ยวก็จะเข้าตำราโลภมากลาภหายเสียเปล่าๆ เอาแต่เพียงสามข้อแค่นี้ยังไม่รู้เลยว่าจะสมหวังหรือผิดหวังแค่ไหน
แต่เอาเถิดครับ คนเราก็ต้องอยู่ด้วยความหวังด้วยกันทั้งนั้น หวังแค่พอสัณฐานประมาณเห็นจะไม่เป็นการผิดร้ายเกินไป
หลังเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว หวังว่าท่านใดก็ตามที่เป็นนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ของประเทศไทยจะมีเวลาว่างพอที่จะมาอ่านข้อเขียนประเภทเพ้อฝันของผมคราวนี้ดูบ้าง เผื่อจะนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานได้ตามที่ท่านเห็นสมควร
ระหว่างนี้ก็ตั้งตารอไปก่อนก็แล้วกันนะครับว่า ใครจะมาใครจะไป
ลงท้ายก็ต้องพูดซ้ำเดิมกับที่พูดไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พบกันที่คูหาเลือกตั้ง และลงประชามตินะครับ
ใครไม่ไปพบผมตามนัดผมมีงอนนะเออ
