หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
ยุทธศาสตร์พรรคประชาชน
อยู่ที่ผู้ใช้ประกันสังคม
การวิเคราะห์ทั่วไปมองว่า พรรคประชาชน (ปชน.) น่าจะได้ที่ 1 ในช่วงที่ออกสตาร์ต แต่หลังจากการหาเสียงมาได้ครึ่งทาง หลายคนบอกว่าอาจจะได้ที่ 2 และจะได้ ส.ส.น้อยกว่าเดิม แต่ในพรรคเองยังมองว่าตัวเองได้ที่ 1 และจะได้ ส.ส.มากกว่าเดิม
สำหรับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แม้จะมีคนส่วนหนึ่งเปลี่ยนไปเลือกพรรคอื่น แต่ ปชน.ก็มีคนรุ่นใหม่มาเลือกเพิ่มขึ้น คิดว่าคะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์ของ ปชน.ไม่น่าจะลดลงแบบที่หลายสำนักประเมินกันว่าจะหายไปเยอะ แถมอาจจะได้เพิ่มขึ้น เพราะ…
ปชน.ได้ซ่อนยุทธศาสตร์เด็ดไว้ และทำติดต่อมาตั้งแต่ก่อนมีการยุบสภาแล้ว โดยหาเสียงไปยังกลุ่มผู้อยู่ในระบบประกันสังคม โดยชี้ข้อบกพร่องเปิดโปงการทุจริต และการใช้งบประมาณที่ไม่ถูกต้องของโครงการต่างๆ ทำให้เรียกความนิยมได้ไม่น้อย
คนที่จ่ายเงินประกันสังคม ปลายปี 2568 มีจำนวนมากถึง 24.8 ล้านคน ถ้ายุทธวิธีนี้ได้ผล อาจมีผู้ประกันตนมาเลือก ปชน.ถึงครึ่งหนึ่งก็ได้
ในการเลือกตั้งปี 2566 การเคลื่อนไหวกรณีประกันสังคมของพรรคก้าวไกลยังไม่แรง แต่ครั้งนี้มีการเคลื่อนไหวก่อนเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง และมาโหมหนักในช่วงนี้
นี่คือท่าไม้ตาย คนวงในของพรรคหวังคะแนนปาร์ตี้ลิสต์จะได้มากกว่าปี 2566
ส.ส.เขตมีโอกาสเพิ่มหรือลด
ตามกระแสพรรค
นักวิเคราะห์คิดว่าเสียง ส.ส.เขตของ ปชน.จะหายไป เพราะการปะทะในพื้นที่ คู่แข่งมีการเตรียมตัวอย่างมากไม่เหมือนกับคราวที่แล้ว ที่ ปชน.ชนะ ส.ส.เขตมาได้ 112 เขต เป็นกรุงเทพฯ 32 เขต แสดงว่าชนะในต่างจังหวัดเพียงแค่ 80 เขตเท่านั้น
ในทางยุทธวิธี ปชน.ต้องการให้มีการต่อสู้กันหลายพรรคในเขตที่ตัวเองเข้มแข็งเพราะถ้าพรรคอื่นๆ ตัดคะแนนกัน ปชน.มีโอกาสแทรกเข้ามาได้
ปชน.ไม่ได้ประเมินเขตที่จะชนะแล้วทิ้งบางเขตไป เพราะสามารถเก็บคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ได้ทุกเขต
ยุทธวิธีการหาเสียงของ ปชน.ขณะนี้ใช้ทางอากาศเป็นหลัก ครองพื้นที่บนหน้าจอมือถือ อยู่ 60% พรรคอื่นๆ มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
การเปิดโปงการคอร์รัปชั่นทำให้คนก็คิดว่าเลือก ปชน.เข้าไป ถึงไม่ได้เป็นรัฐบาลแต่เป็นฝ่ายค้านก็มีประโยชน์ นี่คือจุดแข็ง ปชน.
ปชน.มีโอกาสได้ที่ 1 ถ้าแผนหาเสียงผ่านผู้ประกันสังคมสำเร็จ
แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนว่าให้ที่ 1 เป็นรัฐบาล การตั้งเป้าได้ ส.ส.เกิน 250 จึงเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์
ปชน.ไม่มีไพ่ลับในวันท้ายๆ จึงต้องดันกระแสพรรคให้สูง เพื่อผลักดันคะแนน ส.ส.เขตให้สูงพอที่จะชนะ เช่น การเชิญพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กลับมาช่วย
พรรคภูมิใจไทย
ใช้ระบบอุปถัมภ์ บ้านใหญ่
และการเมืองท้องถิ่น
ภารกิจของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในการเลือกตั้งครั้งนี้คือต้องได้เป็นนายกฯ และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ดังนั้น จึงต้องการให้ได้ ส.ส.มากที่สุดหรืออย่างน้อยก็ต้องได้ที่ 2 ถ้าแพ้แชมป์เก่าอย่าง ปชน.ก็ยังคิดจะชิงจัดตั้งรัฐบาล จึงใช้พลังดึงดูด ส.ส.เก่าซึ่งอยู่บ้านใหญ่จากพรรคอื่นมารวมกับของเดิม ได้ประมาณ 200 คน
ยุทธศาสตร์ของภูมิใจไทยคือ หาคะแนนผ่านระบบอุปถัมภ์และการเมืองท้องถิ่น หวังจะได้ ส.ส.เขต 140 คนขึ้นไป โดยหวังว่าจะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 15 คน เหมือนกับพรรครวมไทยสร้างชาติในปี 2566 ซึ่งได้ถึง 4.7 ล้าน จึงมีทีมงานพิเศษที่ใช้การหาเสียงเฉพาะปาร์ตี้ลิสต์
แต่ทีมวิเคราะห์ประเมินว่าทำไม่ได้ตามเป้า
เพราะภาพของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้มีบารมีในหมู่กลุ่มอนุรักษนิยมมากมายเหมือนกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และในครั้งนี้ยังมี ปชป.จะเป็นตัวตัดคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไปได้นับล้านเสียง
ในทางยุทธวิธี
ภท.สู้จริงประมาณ 250 เขต
จะชนะได้ ส.ส.เขตเพิ่ม 1 เท่าตัวได้หรือ?
พรรคภูมิใจไทยจึงกำหนดพื้นที่ต่อสู้ที่จะชิง ส.ส.เขตโดยไม่ต้องทุ่มเทลงไปทั้ง 400 เขต ที่จริงทุกพรรคมีวิธีการประเมินและสำรวจ เพื่อจะสู้ในเขตที่สู้ได้เท่านั้น ดังนั้น การถอยไม่ใช่การฮั้วหรือตกลงกันระหว่างพรรคต่างๆ
แต่เป็นการถอยเพื่อไม่ต้องเสียกำลังคนกำลังเงินและเวลาไปกับ ส.ส.ซึ่งไม่มีหวังชนะ
เลือกตั้งครั้งก่อนปี 2566 ภท.มี ส.ส.แค่ 71 คน ชนะการเลือกตั้งแบบเขตเพียงแค่ 68 เขตได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 1.1 ล้าน ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แค่ 3 คน
ส.ส.เขตที่จะสู้จริงๆ มีโอกาสแค่ 200 เขตและอีก 50 เขตสู้เผื่อฟลุก และจะได้คะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์เป็นของแถม
การจะชนะ ส.ส.เขตเพิ่มขึ้นเท่าตัว (135-140 เขต) เป็นเรื่องไม่ง่าย ต้องสู้ทั้ง ปชน. เพื่อไทย ปชป. และพรรคเล็กๆ โอกาสจะได้ไม่ถึงเป้าก็มีสูง แต่นโยบาย ภท.ครั้งนี้ไม่มีอะไรเด่น ตัวบุคคล ก็จุดอ่อนเยอะ จึงไม่ไปขึ้นเวทีให้คนด่า
ที่มีมากคืออำนาจรัฐ และเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ถ้าชนะได้ ต้องถือว่ามีทรัพยากรดี จัดการเก่ง
พรรคเพื่อไทย
ใช้นโยบาย + กระแส
แต่เป็นตัวชี้ขาดการตั้งรัฐบาล
พรรคเพื่อไทยเสียเปรียบตั้งแต่ก่อนเริ่มการแข่งขัน เพราะพลาดท่าโดนเสียบหลุดจากตำแหน่งนายกฯ 2 คน และเสียโอกาสในการเป็นรัฐบาลรักษาการ แถมอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ต้องถูกจำคุกต่ออีก 1 ปี ไม่มีโอกาสออกมาช่วยหาเสียง นอกนั้นยังถูกกระหน่ำด้วยสงครามชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา
เมื่อออกสตาร์ตในเกมแข่งขันเลือกตั้ง ทุกคนก็ประเมินว่าน่าจะได้ที่ 3 และยังประเมินต่ำไปถึงขนาดว่าน่าจะต้องได้ส.ส.ต่ำกว่าร้อย เมื่อเห็นมี ส.ส.จำนวนหนึ่งไหลออกจากพรรค
เพื่อไทยประกาศสู้โดยทำ 2 อย่าง คือหาตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่จะทำให้เกิดความมั่นใจว่าทักษิณยังไม่ทิ้งพรรค นั่นคือคุณยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หลานคุณทักษิณ มีดีกรีเป็นถึงด็อกเตอร์ มีความรู้มีบุคลิกที่ใช้ได้
นี่เป็นการประกาศสู้ตาย และครั้งนี้สามารถติดอาวุธให้กับผู้ที่ออกไปแข่งขันได้ด้วย
การสร้างกระแสของเพื่อไทยถือว่าประสบความสำเร็จพอควร หลุดจากสภาพตั้งรับมาเข้าสู่เกมบุกได้มากขึ้น ทำให้กระแสที่ว่าจะได้ต่ำกว่าร้อยค่อยๆ เงียบหายไป
แต่ถึงอย่างไร นักวิเคราะห์ทั่วไปก็มองว่าคงไม่ได้ที่ 1 โดยมีเหตุผลว่า
พรรคเพื่อไทยจะสู้ทั้งสงครามทางอากาศและสงครามภาคพื้นดิน
แต่สงครามทางอากาศไม่ชำนาญเท่า ปชน.
สงครามภาคพื้นดินก็ต้องพบกับกำลังรบของพรรคภูมิใจไทยที่มีอาวุธดีกว่า อำนาจรัฐแข็งกว่า ยังดีที่เสื้อแดงกลับมาช่วยในหลายเขต
สิ่งที่เพื่อไทยใช้เป็นอาวุธหลักมาตลอดคือ นโยบาย และครั้งนี้เป็นพรรคเดียวที่ได้เสนอวิธีการหาเงินเข้ารัฐ แต่ไปตั้งชื่อให้หวือหวาเหมือนนโยบายแจกเงิน “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” ดูแล้วคงทำได้จริงแต่คงมีคนค้าน และคนไม่อยากเสียภาษีคงไม่พอใจ
เพื่อไทยต้องสู้เกินกว่า 300 เขต เพราะต้องเก็บคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ด้วย
การที่โอกาสได้ที่ 1 ของพรรคเพื่อไทยมีน้อยกว่า แต่ข้อดีคือเป็นเป้าโจมตีน้อย
บุญมี แต่กรรมบัง
นอกจากเหตุการณ์อุบัติภัถล่มหลายครั้ง ทำให้คะแนนถล่มตาม
อยู่ดีๆ ก็มีการประชุมด่วนปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน ออกจากราชการ
รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยในฐานะประธานที่ประชุม ได้ลงมติชี้ขาดให้ปลดออก ทำให้มติจบลงที่ 4:3 ตอนนี้คนทั่วไปก็มองว่าหมอสุภัทรถูกสกัดกั้นไม่ให้เข้าสู่สภาในช่วงโค้งสุดท้ายงานนี้
อีกเรื่องคือ ขณะนี้ระบบจ่ายเงินประกันสังคมมีปัญหา เดือดร้อนกันไปทั่ว
นี่เป็นกรรม ที่จะทำให้ใครเสียคะแนน ใครได้คะแนนไม่ต้องบอก
คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทยลุ้นให้ได้ 10 คนก็เหนื่อย สิ่งที่นายกฯ อนุทินกลัวที่สุดคือ การได้ที่ 3 เพราะไม่เพียงแต่พลาดตำแหน่งนายกฯ แต่อาจหลุดวงโคจร
ปชน.คงทำบุญมาดี ฝ่ายตรงข้ามชอบหาเรื่องรังแกจนได้คะแนนพุ่ง
ส่วนเพื่อไทยหลังถูกล้มรัฐบาล นายกฯ ทักษิณติดคุก ตอนนี้ฟื้นตัว แถมพรรคส้มและน้ำเงินประกาศว่า จะไม่ร่วมกันตั้งรัฐบาล ดังนั้น ไม่ว่าเพื่อไทยจะได้ที่ 1 ที่ 2 หรือที่ 3 ก็จะได้เป็นรัฐบาล
นี่เรียกว่ามีทั้งบุญ มีทั้งกรรม
