เมนูข้อมูล (ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ
ต่างหวังกันอย่างเต็มเปี่ยม และทุ่มเทกันสุดพลังที่มีอยู่ให้ความหวังนั้นเป็นความจริง เพียงแต่ต่างหวังกันไปคนละทาง
เมื่อต่างฝ่ายต่างโหมสุดแรงเพื่อพาความหวังของตัวเองไปสุดขั้ว ก่อการปะทะรุนแรงด้วยทุกอาวุธที่แต่ละฝ่ายมี
แม้ที่สุด ต่างฝ่ายต่างเชื่อมั่นในชัยชนะ แต่ต่างตระหนักรุนแรงถึงความไหวหวั่นกับการยืนในบัลลังก์ผู้มีอำนาจ
ซึ่งส่งผลต่อความไร้เสถียรภาพ อันทำลายความสามารถในการพัฒนาประเทศในโลกที่แปรเปลี่ยนรวดเร็ว และรุนแรงหนักกว่าเดิม เพราะสะท้อนถึง “ชาติที่ไม่ได้อนุญาตให้พัฒนา” อย่างถาวร
นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ประกาศยุบสภามีผล 12 ธันวาคม 2568 กำหนดจัดเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 ให้เวลาพรรคการเมืองหาเสียง 57 วัน หาเสียงเลือกตั้ง
ทุกพรรคระดมเต็มพลัง มุ่งสู่เป้าหมายด้วยความหวังจะสร้างรัฐบาลที่เปี่ยมเสถียรภาพได้เสียที
ในสภาพ “รัฐซ้อนรัฐ” มี “รัฐพันลึก” ซ้อน “อำนาจที่มาจากประชาชน” ต่างฝ่ายต่างหวังยุติปัญหา “มังกรสองหัว” ใช้การเลือกตั้งรวบให้เหลือ “อำนาจที่เป็นหนึ่งเดียว”
ท่ามกลางความเป็นไปทางการเมืองที่เคี่ยวกรำมาจนถึงจุดที่ชัยชนะแตกหักมีโอกาสเกิดขึ้นแล้ว
“พรรคอนุรักษ์จารีตนิยม” ถูกหลอมรวมให้สวมเสื้อ “สีน้ำเงิน” ในนาม “พรรคภูมิใจไทย” วางเครือข่ายแนวร่วมหนักแน่น จริงจัง ทุ่มทุกทรัพยากรเต็มที่ หวังข้ามมาครอง “อำนาจประชาชน” ด้วยชัยชนะจากการเลือกตั้ง นำ “อำนาจประชาชน” มารองรับความเป็นหนึ่งเดียวกับ “รัฐพันลึก” ที่ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังพรรค ขจัดการถูกตีตรา “อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย”
ขณะ “อำนาจประชาชน” มี “พรรคประชาชน” มารับหน้าที่ขับเคลื่อน เป้าหมายอยู่ที่ชัยชนะที่เด็ดขาด ให้ได้ ส.ส.มากกว่าครึ่งสภา เพื่อกดทับให้ “อำนาจที่ไม่เชื่อมโยงประชาชน” แสดงอิทธิฤทธิ์ใช้กลไกที่ออกแบบและสถาปนาไว้ทุบทำลาย ขัดขวาง เหมือนที่ผ่านมา
การสร้างชัยชนะที่ถล่มทลายเป็นหนทางเดียวแห่งความหวังนั้น
การหาเสียงเลือกตั้งเพื่อความหวังดังกล่าวเดินมาถึงนาทีสุดท้ายแล้ว
ปรากฏว่า ท่ามกลางความทุ่มเทเต็มที่ด้วยทุกทรัพยากรที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ เส้นทางไปสู่ความหวังนั้นกลับไม่เคยสร้างโอกาสที่สามารถหายใจได้ทั่วท้องให้ฝ่ายใดได้เลย
“พรรคภูมิใจไทย” ที่ “รัฐพันลึก” หวังไว้สูงยิ่งว่า การระดมสรรพกำลังหนุนให้ครั้งนี้ จะนำความชอบธรรมในการควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้ โดยไม่มีข้อกังขาเรื่อง “ไม่ยึดโยงอำนาจประชาชน” มาสร้างปัญหา กลับกลายเป็นว่าในนาทีสุดท้ายต้องงัดไม้ตาย แบ่งประชาชนเป็น 2 ฝ่าย “รักชาติ” กับ “ไม่รักชาติ” หวังว่าแต่ “กระแสชาตินิยม” จะช่วยให้รับเลือกตั้งมามากกว่า หรือพอเป็นฐานให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยต้องยอมทิ้ง “ประชาชนที่ไปเลือกพรรคอื่น” ด้วยเส้นแบ่ง “ไม่รักชาติ”
ขณะที่ “พรรคประชาชน” แม้โหมสุดแรง แต่ยิ่งนับวันยิ่งรับรู้อยู่แก่ในว่าเกมใน “นิติสงคราม” ต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่หลวง จากกลไกในเงามืด
เริ่มจากเหลี่ยมเล่ห์ของ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” ข่าวเรื่องการปล่อยให้เกิดการซื้อเสียงครั้งใหญ่อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ใช้เทคนิคจัดการลงคะแนนที่พลิกผลคะแนนจากเจตนาของประชาชนอย่างหน้าเฉย
และหลังจากนั้นยังต้องไหวกันกับ “ปฏิบัติการของกลไกที่ปฏิเสธไม่ได้” ที่ยังคงอำนาจล้นฟ้าถึงขั้นพลิกแพลงผลการเลือกตั้ง ไปถึงการตัดสินทางการเมือง และเลยเถิดถึงยุบพรรคไม่ได้ยาก
“ข่าวการสร้างสถานการณ์ชายแดนเพื่อล้มเลือกตั้ง คลิปเปิดข้อมูลลับจะมีรัฐประหารหากส้มชนะเลือกตั้ง และแดงไม่ได้รับอนุญาตให้มามีอำนาจอีก เลยไปถึงการปล่อยข่าวความขัดแย้งของ 2 กลุ่มอีลิต” เหล่านี้ย่อมเป็น “กลิ่นของการใช้กลไกนิติสงคราม”
แม้มั่นในใจกระแสการสนับสนุนของ “ประชาชน” จะนำสู่ความหวังในโอกาสเปลี่ยนประเทศอย่างที่ตั้งใจได้ แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าในความมั่นใจนั้น ยังเต็มด้วยความกังวลหวั่นถึงการเผชิญหน้ากับอำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้นั้น
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ กลับส่งสัญญาณที่แตกต่าง
“ล้านแชร์โพสต์ของไอลอว์” ที่ว่าด้วยความไม่ชอบมาพากลในการจัดลงคะแนนล่วงหน้าของหน่วยเลือกตั้ง ที่อาจทำให้ผลการเลือกตั้งอาจเปลี่ยนแปลงได้
เสียงเรียกร้องร้อนแรงให้ กกต.รับผิดชอบ คือ “สัญญาณว่าประชาชนจะไม่ยอมต่อไปแล้ว”
การเผชิญหน้าที่รุนแรง และไม่ยอมจำนน หากหลัง 8 กุมภาพันธ์ เกิดปฏิบัติการที่ฝืนกระแสประชาชน
อาจจะเป็นคำตอบของ “ความหวั่นไหวที่เกิดจากความไม่เชื่อมั่น” ทั้งหมด
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
