‘หลักการที่ปกติ’ ของการเลือกตั้ง | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
“รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ” นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพิ่งให้สัมภาษณ์กับรายการ The Politics ทางช่องยูทูบมติชนทีวี โดยตอกย้ำหลักการสำคัญในการเลือกตั้ง ที่สังคมไทยระยะหลังชักเริ่มลืมเลือนไป
นั่นคือหลักการ “พรรคชนะอันดับหนึ่งต้องได้จัดตั้งรัฐบาล”
ดังที่อาจารย์ประจักษ์อธิบายไว้อย่างละเอียดลออว่า
“ผมว่ามันต้องย้ำหลักการก่อน ที่มันควรจะเป็น ไม่อย่างนั้น กูรูทุกคน นักวิเคราะห์ ก็พูดกัน ก็วิเคราะห์ตามกรอบ ‘ประชาธิปไตยแบบไทยๆ’ ซึ่งผมว่าชาวบ้านเขาเบื่อแล้ว จริงๆ เขาอยากหลุดพ้นจากการเมืองแบบนี้ พรรคที่ชนะอันดับหนึ่งทำไมมันตั้ง (รัฐบาล) ไม่ได้
“ในหลักการสากล พรรคที่ชนะอันดับหนึ่งมันควรได้สิทธิ์ตั้งรัฐบาลก่อน ทีนี้มีคนบอกว่าในระบบรัฐสภา หลักการ 101 ไม่จำเป็นเสมอไป ใครรวมเสียงข้างมากได้ คนนั้นก็ได้เป็นรัฐบาล อาจจะไม่ต้องเป็นพรรคอันดับหนึ่งก็ได้ ถ้าคุณรวมเสียงไม่ได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ คุณก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล
“ฟังดูเหมือนมันถูก แต่ผมสอนรัฐศาสตร์มา 20 กว่าปีแล้ว ขอเล็กเชอร์บ้าง รัฐสภา 101
“เราต้องเข้าใจก่อนว่า กรณีที่พรรคอันดับหนึ่งแล้วไม่ได้ตั้งรัฐบาล รวมเสียงไม่ได้ มันเป็นกรณีน้อยมาก เป็น ‘ข้อยกเว้น’ ไอ้ที่แบบบางทีนักวิเคราะห์หรือกูรูก็ไปยกเคสประเทศนั้นประเทศนี้ นิวซีแลนด์บ้าง อะไรบ้าง มันเป็นเคสตัวอย่างที่เขาไว้ใช้ศึกษากัน (ถึง) กรณียกเว้นที่มันเกิดขึ้น ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่มันเป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่ ‘ปรากฏการณ์ปกติ’
“และข้อยกเว้นกรณีเหล่านั้นที่มันเกิดขึ้น คนในประเทศนั้นๆ เอง สังคมเขาก็ด่า ก็วิพากษ์วิจารณ์กัน มันไม่ใช่เขายอมรับเป็นเรื่องปกติ เวลาพรรคที่ได้อันดับหนึ่งแล้วไม่ได้ตั้งรัฐบาล ในยุโรป ในนิวซีแลนด์ เขาก็วิจารณ์กันว่ามันไม่ถูกต้อง ไม่เคารพเจตนารมณ์ของประชาชน มันไม่ใช่ว่ากลายเป็นวัฒนธรรมแล้วคนยอมรับ
“ผมว่าเราต้องวิเคราะห์ให้เห็นจุดนี้ด้วย นักวิชาการหรือกูรู เวลามายกตัวอย่างประเทศเหล่านั้น อย่าทำให้ ‘สิ่งที่มันผิดปกติ’ กลายเป็น ‘สิ่งปกติ’ โดยเอาบรรทัดฐานแบบไทยๆ ไปอธิบายต่างประเทศ
“ต่างประเทศเขาก็ไม่ได้ยอมรับกันจนเป็นเรื่องปกติ เขาก็วิพากษ์วิจารณ์ว่ามันเกิดการบิดผัน พรรคอันดับหนึ่งชนะ กลายเป็นว่าอันดับสอง-สาม สอง-สี่ ไปจับกัน
“แต่ในกรณีของไทยมันมีประวัติศาสตร์มาสองครั้งแล้ว จากเลือกตั้งปี 2562 กับ 2566 ว่าพรรคอันดับหนึ่งไม่ได้ตั้งรัฐบาล จริงๆ ปี 2562 พรรคเพื่อไทยก็ตกเป็นเหยื่อของความไม่ปกตินี้ เพื่อไทยชนะพลังประชารัฐได้อันดับหนึ่งก็ไม่ได้ตั้งรัฐบาล ปี 2566 ก้าวไกลก็ไม่ได้ตั้งรัฐบาล ผมว่าอย่าให้มันแฮตทริกเลย อย่าให้มีครั้งที่สาม
“แฮตทริกในฟุตบอลมันดี แต่แฮตทริกในทางการเมืองโดยผิดหลักการแบบนี้มันไม่ดี เพราะถ้าเกิดสามครั้งว่าพรรคอันดับหนึ่ง ไม่ว่าใครชนะอันดับหนึ่งมา ก็ไม่ได้ตั้งรัฐบาล อันนี้มันจะฝังรากลึก ผมกลัวว่ามันจะกลายเป็น ‘ธรรมเนียมแบบไทยๆ’ ไปเลย
“ต่อไปนี้ ไม่ต้องสนแล้ว ใครชนะมา พรรคที่เหลือก็ไปจับมือกันให้ได้ (เพื่อ) สกัดพรรคที่หนึ่ง ผมว่าอันนี้มันจะเป็น ‘วัฒนธรรมที่เลวร้าย’ ที่จะส่งต่อไปในการเมืองไทยในระยะยาว
“เมื่อก่อน นักการเมืองเขาเคารพกัน เขามีกติกามารยาท ต้องชนะอันดับหนึ่ง (ถึงได้จัดตั้งรัฐบาล) คุณชวน (หลีกภัย) คุณบรรหาร (ศิลปอาชา) พล.อ.ชวลิต (ยงใจยุทธ) สมัยก่อนที่เขาแข่งกัน แพ้หนึ่งที่นั่ง สองที่นั่ง เขาก็เคารพกัน ไม่มีการมาตั้ง (รัฐบาล) แข่ง ผมว่าเราก็ต้องมาทำให้มันเป็นหลักการ…
“(แนวโน้มที่พรรคการเมืองที่ไม่ชนะเลือกตั้งจะไปจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล) ตรงนี้มันก็ตอกย้ำภาวะ ‘ประชาธิปไตยแบบไทยๆ’ หรือพูดง่ายๆ ก็คือบ้านเรามันยังไม่เป็นประชาธิปไตยเท่าไหร่
“คือเราต้องยอมรับ จริงๆ ยุโรปหรือประเทศอย่างนิวซีแลนด์ ที่สุด (เมื่อ) พรรคอันดับสองอันดับสามไปผสมกัน (เพื่อจัดตั้งรัฐบาล) มันก็เป็นเกมการเมืองในบรรดาพรรคการเมืองด้วยกัน มันไม่ได้มีตัวละครข้างนอกมาเกี่ยวข้อง อันนั้นยังพอรับได้มากกว่า มันคือนักการเมืองเจรจาต่อรองกัน
“แต่ของไทยเราก็รู้ เราต้องยอมรับความจริง ปี 2562 กับ 2566 ที่พรรคอันดับหนึ่งไม่ได้ตั้งรัฐบาล มันไม่ใช่เรื่องระหว่างนักการเมืองและพรรคการเมือง มันมีชนชั้นนำนอกเกมการเลือกตั้งเข้ามาเกี่ยวข้อง มันมีทั้งมือที่มองเห็นกับมือที่มองไม่เห็น
“ที่มองเห็นก็คือ ส.ว. (หรือ) ตอนปี 2562 กกต. ก็มาเปลี่ยนสูตรนับคะแนน ทำให้ที่นั่งมันบิดผัน แล้วยังมีมือที่มองไม่เห็นอีก เราไม่ต้องพูดถึง ที่มาส่งสัญญาณอะไรต่างๆ บีบให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลในแบบที่ไม่ได้ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชน”
หากคิดตามอาจารย์ประจักษ์ สังคมไทยจำเป็นต้องยืนยันในหลักการที่ปกป้องให้ “พรรคอันดับหนึ่ง” ได้จัดตั้งรัฐบาล
ซึ่งอีกด้านหนึ่ง นั่นก็ถือเป็นการยืนหยัดว่าเสียงส่วนใหญ่หรือเจตนารมณ์ของประชาชน
คืออำนาจอธิปไตยสูงสุดที่สำแดงผ่านกระบวนการเลือกตั้ง
