bg-single

ราษฎรทั้งหลาย ใบอนุญาตที่ 1 อยู่ในมือเรา

06.02.2026

ในประเทศ

มีคนอธิบายการเมืองไทยไว้ว่า การเมืองไทยเป็นระบอบประชาธิปไตยภายใต้ระบบ 2 ใบอนุญาต

สรุปสั้นๆ ก็คือ พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งและได้รับฉันทานุมัติจากประชาชน ถือว่าพรรคนั้นได้ใบอนุญาตที่ 1 ในการจัดตั้งรัฐบาล

แต่จะจัดตั้งรัฐบาลได้จริงหรือไม่ ต้องได้ไฟเขียวใบจากใบอนุญาตที่ 2 ด้วย

ตัวอย่างในการเลือกตั้งปี 2566 ใบอนุญาตที่ 2 ก็คือองคาพยพของรัฐพันลึก ขั้วอำนาจเก่า-250 ส.ว., องค์กรอิสระจากมรดกรัฐธรรมนูญปี 2560

นั่นคือ แม้พรรคก้าวไกลที่ชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 จะจับมือกับเพื่อไทยจนมีเสียงเกิน 300 เสียง ก็ไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ เพราะใบอนุญาตที่ 2 ไม่ยอม

ผลที่ได้จากการเมืองภายใต้ใบอนุญาตที่ 2 ก็คือประเทศไทยมีรัฐบาลผสมหลายพรรคไร้เสถียรภาพ ไม่สามารถมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่มั่นคงในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจได้

ที่สุด “ใบอนุญาตที่ 2” ก็ตัดสินใจทำรัฐประหารเงียบ บั่นทอนการเมืองให้ไร้เสถียรภาพ ตัดกำลังฝ่ายการเมืองขั้วตรงข้ามให้อ่อนแอ ระบบการเมืองการบริหารประเทศถึงทางตัน

นำมาสู่ขอ “ใบอนุญาตที่ 1” จากประชาชน ผ่านพิธีกรรมการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 อีกครั้ง

แต่แค่เริ่มก็ปวดหัวแล้ว ผลจากการเลือกตั้งล่วงหน้าและเลือกตั้งนอกเขต คณะกรรมการการเลือกตั้งรักษามาตรฐานเดิมได้ดีเยี่ยม มีเรื่องฉาวให้ลุ้นตลอดเวลา

ไม่ว่าจะเป็นการใส่รหัสเขตผิด จนเสี่ยงนำมาสู่ปัญหาบัตรเขย่ง ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลผู้สมัครผิด นำข้อมูลของผู้สมัครปีเก่ามาแนะนำ หรือบางจังหวัดจงใจไม่ติดผู้สมัครบางพรรค พอคนทักท้วง กกต.ประจำหน่วยก็บอกเขาถูกตัดสิทธิ์เลือกตั้ง ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ได้โดนตัดสิทธิ์

ไม่ต้องแปลกใจ ถ้าคนไปใช้สิทธิ์จะบ่นกันทั้งบ้านทั้งเมืองว่ากลัวบัตรเลือกตั้งส่งไม่ถึงเขตเลือกตั้ง เกิดปรากฏการณ์ “ล้านแชร์” คนแชร์ต่อปัญหาจัดการเลือกตั้งล้านครั้งในเพจไอลอว์

แต่ความคึกคักวันเลือกตั้งล่วงหน้าที่คนออกมาใช้สิทธิ์กันจำนวนมาก ส่งผลให้ยิ่งใกล้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ยิ่งคึกคัก

วิเคราะห์กันช่วงแรกว่า คู่ชิงตัวเต็งตัวนำจัดตั้งรัฐบาลเลือกตั้งรอบนี้เหลือ 3 พรรค คือ ค่ายสีน้ำเงิน ค่ายสีส้ม และค่ายสีแดง

แต่จาก “การเมืองกระแส” ช่วงโค้งสุดท้าย วันนี้ พร้อมๆ กับการขยับอย่างหนักของ “การเมืองเครือข่ายบ้านใหญ่-การเมืองเชิงพื้นที่” ที่ผ่านมา เห็นตรงกันหลายสำนักว่า พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้เหลือเพียง 2 สี คือ ค่ายสีน้ำเงิน และค่ายสีส้ม

ส่วนค่ายสีแดงนั้น ดูจากบริบททางการเมืองวันนี้ แม้จะได้เก้าอี้ ส.ส.ไม่น้อย แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นชนะอันดับ 1 อย่างไรก็ตาม ค่ายสีแดงยังมีสถานะเป็น “พรรคตัวแปร” พรรคสำคัญที่จะกำหนดว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล

พร้อมๆ ไปกับพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม ก็ครองสถานะพรรคตัวแปรสำคัญ อันดับรองลงมา

จนถึงวันนี้ก็จบโค้งสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อย เข้าสู่ระยะร้อยเมตรสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ละพรรคการเมืองต่างงัดสารพัดกลยุทธ์การเมืองเพื่อมาสู้ศึกเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นบนดิน ใต้ดิน การประกาศไฮไลต์นโยบายเด็ดหวังจะเป็นหมัดน็อก เทคนิคหาเสียงแบบเฉพาะของพรรค แม้แต่มุ่งเตะตัดขาโดยใช้วิธีการทางการเมืองชนิดต้นทุนต่ำ

คนไทยได้เห็นกันทั้งหมด ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ค่ายภูมิใจไทย ระยะ 100 เมตรสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัยของสีน้ำเงินไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด

จุดได้เปรียบของค่ายสีน้ำเงินคือ ยังกุมอำนาจรัฐอยู่ในช่วงเลือกตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ใช้ความเป็นนายกฯ เดินสายหาเสียงผู้สมัครเป็นแนวทางหลัก เวทีปราศรัยสำคัญช่วงสัปดาห์นี้ต่างโชว์ความโดดเด่นของนายอนุทิน

ช่วงโค้งสุดท้ายนายอนุทินยังคงมั่นใจในทรัพยากรทางการเมืองที่มี สังเกตจากคำปราศรัยบนเวทีหาเสียงเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่เวที จ.สุพรรณบุรี มั่นใจภูมิใจไทยจะชนะเลือกตั้งอันดับ 1 โดยขยับเป้าหมายได้ ส.ส.เขตกว่า 200 เขต ปาร์ตี้ลิสต์ 10-15 ที่นั่ง

น่าสนใจในความกล้าประกาศตัวเลขที่คาดหวัง แต่เมื่อทำความเข้าใจเหตุผลของนายอนุทินก็นับว่าสมเหตุสมผลอยู่

นายอนุทินชี้ว่า พรรคภูมิใจไทยวันนี้มีผู้สมัครที่เคยเป็น ส.ส.และชนะการเลือกตั้งมาแล้ว 160 เขต และยังมีอีก 70 เขตเป็นผู้สมัครที่มีคะแนนเกือบชนะในครั้งที่แล้ว บ้างก็ขาดไปหลักร้อยจนถึงหลักพันคะแนน และในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคก็พุ่งเป้าช่วยหาเสียงได้อย่างแม่นยำขึ้น

ส่วนการลงพื้นที่โค้งสุดท้ายจะเห็นค่ายสีน้ำเงินเน้นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น เช่น พื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ โดยหวังสู้กับค่ายสีแดง เจ้าของพื้นที่เดิม

การไปเปิดปราศรัยใหญ่พื้นที่บ้านใหญ่เข้มแข็ง เช่น ที่สุพรรณบุรี หรือที่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ตอกย้ำกลยุทธ์ใช้บ้านใหญ่ปราบส้ม

ขณะที่ตัวนายอนุทินเองหลีกเลี่ยงการขึ้นเวทีดีเบต เพื่อไม่ให้เกิดภาพลบตอนตอบคำถามจนอาจถูกเอามาขยายผล แต่ก็ส่งแกนนำพรรคตัวหลักขึ้นดีเบตในหลายเวที โดยเฉพาะการผลักดันเทคโนเครตมือโปร เช่น ศุภจี สุธรรมพันธุ์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

ในมิติอุดมการณ์ยิ่งน่าสนใจ ช่วงโค้งสุดท้ายค่ายสีน้ำเงินใช้ยุทธ์ตรงกันทั้งพรรคคือการปลุกกระแสรักชาติ ชูกระแสทหารนิยมอย่างหนัก รูปธรรมก็คือตัวนายอนุทินเองลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างหนัก

หรือตัวแกนนำพรรคอย่างศุภมาส อิสรภักดี แกนนำพรรคที่ดูแลพื้นที่ กทม. ก็หันมาใช้วาทกรรม “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” เพื่อดึงคะแนนเสียงอนุรักษนิยมในเมืองอย่าเสียงแตกไปเลือกพรรคอนุรักษนิยมอีกพรรค

หรือจะเป็นพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ ก็หันมาใช้วาทกรรม “ทางเลือกมีแค่ 2 ทาง พรรครักชาติและพรรคชังชาติ”

หรือจะเป็น สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้สมัคร ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1 ที่ใช้ “บักฮุน เซน” เป็นเครื่องมือหาเสียง ชี้ให้เห็นว่ามีแค่ค่ายสีน้ำเงินเท่านั้นที่ปราบ “บักฮุน เซน” ได้ดีที่สุด

100 เมตรสุดท้าย พลพรรคค่ายสีน้ำเงินลดการพูดถึงนโยบาย เลือกขี่รถถังชูกระแสชาตินิยมเดินเครื่องเต็มกำลัง

อาศัยอารมณ์ล้วนๆ มุ่งสู่เส้นชัย

ขณะที่ทางตรงสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย ค่ายสีแดงเน้นไปที่การชูบทบาทของแคนดิเดตนายกฯ เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มาพร้อมความสุภาพและเก่ง พร้อมๆ กับนโยบายทางเศรษฐกิจ-สังคม อย่างหนัก

เพื่อไทยโค้งสุดท้ายเน้นไปที่ยุทธศาสตร์การเจาะพื้นที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือเช่นเดียวกับสีน้ำเงิน เน้นการเปิดเวทีปราศรัยขนาดใหญ่

ทั้งยังขับเน้นนโยบายเศรษฐกิจ-สังคมอย่างแหลมคมและจับต้องได้ตามสไตล์ดีเอ็นเอไทยรักไทยเดิม ตั้งแต่คนไทยไร้จน, หวยเกษียณ, เรียนได้งบจบได้งาน, หวยเศรษฐี 9 ล้าน 9 คน, บ้านเพื่อคนไทย และรถไฟฟ้า 20 บาท เป็นต้น

แต่รอบนี้ค่ายสีแดงมีจุดอ่อนเรื่องนโยบายทางการเมืองและเจตจำนงในการผลักดันวาระประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่เคยเป็นจุดขายของพรรคมานาน

ปัญหาคือเพื่อไทยได้โอกาสทำงานมาแล้ว 2 ปี หลายเรือธงกลับไม่สามารถผลักดันได้ จึงเป็นไปได้ว่าคนอาจยังกังขาอยู่ ยังไม่นับแผลจากการดำเนินนโยบายความมั่นคงในช่วงท้ายๆ

วาทกรรมช่วงท้ายของค่ายสีแดงเน้นเรื่อง “ดัดหลังคนอกตัญญู” เช่น เวทีปราศรัยใหญ่ที่ จ.อุบลราชธานี เช่นเดียวกับครั้ง “ไล่หนูตีงูเห่า”

ส่วนเวทีปราศรัยในเมืองเน้นการวิจารณ์ค่ายสีส้ม เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง ปราศรัยเย้ยวาทะ “มีส้มไม่มีเทา” จุดไม่ติด นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปราศรัยมองว่าฐานเสียงเดิมที่หันเลือกคู่แข่งเพราะช่วงนั้น “น้ำส้มเข้าตา” แถมยังเอาคะแนนที่เลือกนายอนุทิน เปลี่ยนส้มกลายเป็นอาหารหนู เป็นต้น

100 เมตรสุดท้ายค่ายสีแดงยังคงเน้นขายนโยบายประชานิยมทางเศรษฐกิจ ลดการพูดถึงปัญหาโครงสร้างการเมือง

ขณะที่โค้งสุดท้ายค่ายสีส้ม แพรวพราวด้วยการใช้ยุทธศาสตร์รถแห่ดาวกระจายไปทั่วประเทศ

แบ่งเป็น 8 เส้นทาง 8 คัน แต่ละคันจะใช้ดาวสภา-แกนนำคนดังของพรรค ตระเวนปราศรัยหาเสียงตลอดทาง โดยที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และแคนดิเดตนายกฯ อีก 2 คน เดินทางสลับกันไปปราศรัยตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศ ก่อนมาประจบปราศรัยใหญ่พร้อมกันวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่กรุงเทพฯ

แม้ค่ายส้มจะชนะเลือกตั้งด้วยยุทธศาสตร์ออนไลน์โดดเด่นมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562-2566 แต่จากการใช้คาราวานรถแห่ทั่วประเทศ สะท้อนว่าค่ายส้มให้ความสำคัญกับพื้นที่ออฟไลน์ไม่น้อย

มากกว่านั้นตลอดระยะเวลาของการเดินทางหาเสียง ผู้สมัครและแกนนำพรรคแต่ละคนยังสามารถสร้างไวรัลจากพื้นที่ให้กลายเป็นคอนเทนต์ออนไลน์จนได้ยอดติดตามมหาศาลต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นกรณีป้าขายข้าวโพดกับไอซ์ รักชนก ที่ จ.พะเยา ไม่ว่าจะเป็นรถแห่กลายเป็นรถพุ่มพวง ที่แกนนำแต่ละคนแข่งกันอวดของกิน-ของใช้ ที่ชาวบ้านเอามาให้ระหว่างหาเสียงจนกลายเป็นไวรัล

ผู้สมัคร ส.ส.เขตแต่ละคนก็สร้างคอนเทนต์ส่วนตัวจนโด่งดัง

เช่น การแต่งเพลงจนติดหูของผู้สมัครที่สุพรรณบุรี, ชลบุรี,หรือ อ.เอท กันตพงศ์ ประยูรศักดิ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขตมีนบุรี-สายไหม

ยังมีการทำคลิปละครแนวตั้งของ ศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ (แม็กกี้) ผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา และ (ปาร์ค) วัชรพงษ์ ศิริรักษ์ ผู้สมัคร ส.ส.ระยอง ยอดวิวรวมกันหลายสิบล้านครั้ง

แม้ในช่วงท้ายค่ายสีส้มจะเจอเตะตัดขา ตั้งแต่กรณีคำถามด้อยค่าทหารทำไม? ต่อมาจนกรณี นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา หรือกรณีการออกมาวิจารณ์การวางมือของนายณัฐพงษ์ ตอนร้องเพลงชาติ แต่ก็รอดมาได้

โค้งสุดท้ายของค่ายสีส้มจึงลดการพูดเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ หันไปเน้นที่เรื่องของอารมณ์ การสร้างความรู้สึกร่วมเลือกเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ตั้งแต่การพยายามใช้เรื่องมี “มีส้มไม่มีเทา” แต่ก็ถูกเตะสกัดด้วยการจับกุม 2 ผู้สมัคร ส.ส. จนต้องมาขับเน้นเรื่องความผิดปกติในการบริหารจัดการกองทุนประกันสังคมในช่วงเดือนสุดท้าย ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์คนจำนวนมาก

ช่วงสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย คู่ชิงจัดตั้งรัฐบาลพรรคหลักต่างเหยียบคันเร่งเต็มสูบหวังไปให้ถึงก่อนใคร

ค่ายสีน้ำเงินเลือกถือธงชาตินิยมนั่งบนรถถัง ยืนยันความสำคัญของชาติ

ค่ายสีส้มเลือกถือธงการเมือง นั่งบนรถพุ่มพวง ยืนยันความสำคัญของอำนาจประชาชน

ส่วนค่ายสีแดงมุ่งถือธงประนีประนอม ขอแก้ปัญหาปากท้อง

รถคันไหนจะเข้าเส้นชัยเพื่อได้รับใบอนุญาตที่ 1 ราษฎรไทยจะเป็นผู้ตัดสิน 8 กุมภาพันธ์นี้

ถ้าเสียงใบอนุญาตตั้งรัฐบาลของประชาชนออกมาท่วมท้น ชัดเจน

ใบอนุญาตอื่นๆ หากคิดจะฝืนความจริง… คงต้องคิดหนัก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’