ธงทอง จันทรางศุ | โปสเตอร์ชวนลง ‘ประชามติ’ การเรียนรู้จาก ‘สิ่งใหม่’ ‘ยาอายุวัฒนะ’ ขนานพิเศษ
คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ
ผมมีความเชื่อที่ยึดถือเป็นคติส่วนตัวมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า ในโลกนี้มีความรู้ที่น่าเรียนรู้อีกมากมายมหาศาล และชีวิตของผมน่าจะเป็นชีวิตที่เรียนรู้ไม่รู้จบ
ส่วนที่ว่าเรียนรู้มาแล้วจะเอาความรู้เหล่านั้นไปทำอะไร ยังไม่ต้องตอบคำถามแบบเฉพาะหน้าวันนี้ก็ได้ครับ รู้เอาไว้ก่อนเถิด วันหนึ่งโอกาสที่จะใช้ความรู้นั้นอาจจะมาถึงตัวเราเมื่อไหร่ก็ได้
และถ้าโอกาสนั้นมาไม่ถึง ก็ไม่เห็นเสียหายอะไรที่เราจะเก็บความรู้นั้นไว้กับตัวของเราต่อไป
ความรู้นั้นไม่เน่าไม่หนอนนี่ครับ แถมใครจะมาขโมยไปจากสมองเราก็ไม่ได้ด้วย
ในยุคสมัยที่ผมเป็นเด็กนักเรียนยังต้องเรียนหนังสือชั้นประถม มัธยมหรืออุดมศึกษาอยู่ในระบบ สื่อที่เราอาจแสวงหาความรู้ได้โดยเสรีไม่ได้มีมากเท่าทุกวันนี้
“หนังสือ” เป็นรูปแบบของการแสวงหาความรู้ที่ผมคุ้นเคยที่สุด
โชคดีที่โรงเรียนที่ผมเรียนหนังสืออยู่ในครั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสาธิตปทุมวัน หรือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีหนังสือพอที่จะสนองความต้องการของผมได้มากพอสมควร
พร้อมกันนั้นผมเองก็แสวงหาหนังสือมาเป็นสมบัติส่วนตัวด้วย โดยได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่อย่างเต็มที่
พ่อแม่ของผมคงเห็นว่าลูกซื้อหนังสือดีกว่าไปซื้อของเล่นกระมัง เพราะฉะนั้นถ้าผมอดออมเก็บค่าขนมไปซื้อหนังสือพ่อแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมเชียร์เสียด้วยซ้ำ
ถึงวาระสำคัญเช่นวันเกิดหรือวันปีใหม่ พ่อแม่ก็ซื้อหนังสือให้เป็นของขวัญที่ถูกใจผม
นี่ก็เป็นวิธีการเรียนรู้ของผมในครั้งนั้น
เมื่ออายุมากขึ้นและมาทำงานแล้ว ผมก็ยังสนใจที่จะแสวงหาความรู้เรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่เสมอ
นั่นทำให้ผมไปลงทะเบียนเรียนหนังสือในวิชาอื่นนอกจากวิชากฎหมายซึ่งเป็นวิชาชีพของตัวเองอีกสองสาขา
สาขาแรกคือนิเทศศาสตร์ และสาขาที่สองคือรัฐศาสตร์
เป็นการเรียนในระดับปริญญาตรีและระดับปริญญาโท ตามลำดับ ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่จัดการศึกษาในระบบทางไกลและเอื้อต่อคนที่อยากจะอ่านหนังสือแบบผมให้ได้รับรางวัลจากการขยันอ่านหนังสือในตอนจบเป็นปริญญาบัตร
ถึงแม้ว่าปริญญาบัตรนั้นผมจะไม่ได้นำไปสมัครงานที่ไหน แต่กว่าจะได้ปริญญาบัตรแผ่นนั้นมาก็แปลความได้ว่า ผมได้อ่านหนังสือเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบเล่ม
ถ้าสมองผมเป็นต้นไม้ หนังสือซึ่งเหมือนแสงแดดก็ได้ส่องแสงสว่างมาโดนต้นไม้ตอนนี้ และต้นไม้ก็ได้สังเคราะห์แสงเหล่านั้นเป็นอาหารหล่อเลี้ยงตัวเองให้เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ
หลายปีก่อนเมื่อระบบอีเมลมาเคาะประตูบ้าน ทั้งที่กล้าๆ กลัวๆ เพราะเป็นของแปลกใหม่ที่ผมไม่คุ้นเคยมาก่อน แต่ผมก็ไม่รีรอที่จะเรียนรู้ว่าอีเมลทำอะไรได้บ้าง โดยขอให้ลูกศิษย์มาช่วยอธิบายและแนะนำวิธีใช้
และแล้วอีเมลก็เป็นเครื่องมือที่ผมได้ใช้ทำงานเป็นประจำแทบจะทุกวันมาจนถึงทุกวันนี้
ครั้นเวลาเดินหน้ามาถึงปัจจุบัน ผมได้ยินคำว่า ai ซึ่งมีผู้แปลเป็นภาษาไทยว่า “ปัญญาประดิษฐ์” มาพักใหญ่แล้ว แต่ยังไม่มีความรู้เพียงพอ ที่จะรู้ว่าเจ้าตัวใหม่ที่ว่านี้คืออะไรและจะนำมาใช้ทำงานอะไรได้บ้าง
มื้อกลางวันวันหนึ่งระหว่างที่นั่งสนทนากันกับผู้คุ้นเคยหลายคน น้องคนหนึ่งผู้เป็นสุภาพสตรีคนเดียวในวงสนทนาได้สาธยายมนต์ให้ผมฟังว่า เธอได้ไปเรียนหลักสูตรเกี่ยวกับเรื่องเอไอมาแล้วหลักสูตรหนึ่ง และเธอก็ได้ใช้ประโยชน์จากความรู้ที่ได้มาจากหลักสูตรนั้นในชีวิตประจำวันมากพอสมควรเลยทีเดียว
ทั้งเป็นการใช้เอไอเพื่อความบันเทิงเล่นสนุก และการใช้ประโยชน์ในการทำงานด้วย
ก่อนแยกจากกัน เธอผู้นั้นแนะนำว่าผมควรจะไปเรียนรู้เรื่องอะไรแบบนี้บ้าง
พอได้คำแนะนำอย่างที่ว่ามาพอเป็นเบาะแส ผมได้ไปหาข้อมูลว่าหลักสูตรที่ว่านั้นมีอยู่ที่ไหนและสอนอะไรกันอย่างไร
ได้ความกระจ่างว่ามีหลักสูตรที่สอนความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ ai อยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม ตรงเชิงสะพานบางบัวใกล้กันกับบ้านผมนี่เอง
หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยจะร่วมกันกับคุณหนุ่มเมืองจันท์ซึ่งก็เป็นคนที่เดินไปเดินมาอยู่ในหนังสือมติชนเช่นเดียวกันกับผมมานานปี
ตารางสอนหรือตารางเรียนก็เอื้อเฟื้อต่อการจัดระบบชีวิตของผมมาก เพราะเรียนกันทุกวันศุกร์ สามสัปดาห์ติดต่อกัน แต่ละวันที่เรียนหนังสือก็เริ่มเรียนกันที่ 9 โมงครึ่งและยาวเหยียดไปจนถึง 6 โมงเย็น คั่นเวลาระหว่างวันด้วยอาหารมื้อหลักหลายมื้อ สลับด้วยอาหารมื้อย่อยทั้งเช้าและบ่ายอีกหลายมื้อ รวมแล้วนับไม่ถ้วนกันเลยทีเดียว
เพื่อนนักศึกษาของผมหลายคนบอกว่ามาเรียนหลักสูตรนี้แล้ว ใครถามว่าหลักสูตรเป็นอย่างไร จะตอบว่าอาหารอร่อยมาก ฮา!
นั่นเป็นเรื่องพูดเล่นแต่เป็นความจริงนะครับ
กลับมาพูดเรื่องที่เป็นสาระบ้าง ผมคงไม่สามารถจะเล่ารายละเอียดได้ว่าหลักสูตรที่มีความยาวตั้งแต่ต้นจนจบสามวันเต็มแบบนี้ มีเนื้อหารายวิชาอะไรบ้าง เพราะต้องยอมรับว่าบางเรื่องก็อาจจะเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากตัวผมพอสมควร และผมไม่มีความสนใจลุ่มลึกพอที่จะเก็บรายละเอียดทุกหัวข้อบรรยายมาใส่สมองที่ใกล้จะเต็มแล้วของผมได้ครบถ้วน
แต่ถ้าถามผมว่าเมื่อเรียนจบแล้ว ผมได้ความรู้เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์หรือไม่ ผมก็จะตอบว่าผมได้ความรู้มาพอสมควรเลยทีเดียว
ถามต่อไปว่าแล้วความรู้เหล่านั้นผมจะเอาไปทำอะไร
คำตอบของผมเรื่องนี้มีสามระดับครับ
ระดับแรกเป็นระดับเบื้องต้นที่สุดคือเอาไว้ทำอะไรเล่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งภาพ พูดคุยสนทนาแก้เบื่อในเวลาอยู่คนเดียว หรือแม้กระทั่งคิดออกแบบโปสเตอร์เพื่อเอาไปลง Facebook หรือส่ง LINE ให้เพื่อน
ตัวอย่างที่เป็นปัจจุบันมากก็เช่น ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้เป็นวันเลือกตั้งทั่วไปและเป็นวันลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องการเลือกตั้งนั้นใครอยากเลือกพรรคไหนก็อภิปรายแสดงความคิดเห็นกันได้ไม่รู้จบ ผมมีท่าทีที่จะไม่ไปตอแยด้วย
แต่ผมสมัครใจที่จะตอแยเรื่องการลงประชามติ ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่ในขอบเขตความสนใจของผมเป็นพิเศษ
อย่างน้อยผมก็เคยร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 มาแล้วนี่นา ผมอยากจะชวนคนทั้งหลายมาลงประชามติกันให้พร้อมเพรียง
เพราะผลจากการลงมติคราวนี้ไม่ว่าจะออกหัวออกก้อยอย่างไรก็ตาม จะส่งผลต่อการเมืองของประเทศไทยในระยะยาวเป็นอย่างยิ่ง
ในส่วนตัวของผมเองก็แสดงความเห็นในแวดวงเพื่อนฝูงและต่อสาธารณะไปบ้างแล้วว่า ผมเห็นว่าการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองของเรายิ่งกว่าการใช้กติการัฐธรรมนูญที่อยู่ในปัจจุบัน
ก่อนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ผมมีเวลาว่างคืนไหนก็ตาม ผมจะใช้ ai นี่เองช่วยผมทำโปสเตอร์ส่วนตัวสำหรับส่งให้เพื่อนฝูงได้พิจารณา ทำวันละชิ้นสองชิ้นไปเรื่อย
อันไหนสวยไม่ถูกใจก็เก็บเอาไว้ดูเอง อันไหนที่พอใช้ได้ก็เอาไปใช้งานตามความประสงค์
นี่เป็นการใช้งาน ai ในมิติแรกของผมคือสนองความสนุกสนานส่วนตัว

ขยับขึ้นมาอีกมิติหนึ่ง คือ นำมาใช้ประโยชน์ในการทำงาน
ช่วงเวลานี้ไปจนถึงอีกสองสามเดือนข้างหน้าซึ่งผมประกาศเป็นการทั่วไปแล้วว่าหลังจากนั้นผมจะงดรับบรรยายหัวข้อต่างๆ ที่เคยใจอ่อนรับไปพูดเรื่องโน้นเรื่องนี้เสียที
ไม่ใช่รังเกียจอะไรหรอกครับ เพียงแต่ว่าคนอายุเท่าผมไม่ควรต้องไปนั่งพูดอะไรทีละ 3 ชั่วโมงอยู่หน้าห้องบรรยายแล้ว ยอมรับตามตรงว่าเหนื่อยครับ
แต่หัวข้อใดที่รับไว้ก่อนหน้านี้แล้วก็ตามไปส่งการบ้านเขาให้ครบ อย่าให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้ที่อุตส่าห์เชิญเราไปพูด
ระหว่างที่อยู่ในช่วงเวลาที่เรียนหนังสือในหลักสูตร ai นั่นเอง มีอยู่วันหนึ่งผมต้องไปบรรยายเรื่อง “จริยธรรมกับผู้นำทางการเมือง” ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
แค่ฟังหัวข้อก็เห็นหัวอกผมไหมล่ะครับว่า หัวข้อแบบนี้ช่างยากเย็นเสียนี่กระไร
ก่อนออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปยังห้องบรรยาย ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าไปถึงที่โน่นแล้วจะพูดอะไรดี
ทันใดนั้นผมนึกออกว่า ผมมี ai ตัวที่ชื่อว่า Chat GPT อยู่กับมือนี่นา
ว่าแล้วผมก็ถามเจ้าตัวที่ว่านี้ว่า ถ้าผมจะต้องพูดหัวข้อแบบนี้ให้นักศึกษาซึ่งมีอายุประมาณนี้และมีอาชีพต่างๆ หลากหลาย ผมควรพูดเรื่องอะไรบ้าง
ถามไปอย่างนี้แล้ว เจ้าระบบ ai นิ่งคิดอยู่สักครู่แล้วก็ส่งคำตอบมาให้ผม
เป็นหัวข้อปลีกย่อยว่าถ้าต้องพูดถึงเรื่องจริยธรรมกับผู้นำทางการเมืองแล้วผมควรจะพูดเรื่องอะไรบ้าง
เช่น เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องความโปร่งใส เรื่องธรรมาภิบาล ฯลฯ
พอได้ต้นความคิดเป็นโครงเรื่องอย่างนี้แล้ว ผมก็สบายใจและเอาหัวข้อเหล่านั้นไปขยายความต่อในห้องบรรยายได้โดยไม่ยากลำบากอะไร
แต่ถ้าผมอยากจะถามให้ลึกลงไปกว่านั้น เช่น เรื่องซื่อสัตย์สุจริต มีตัวอย่างอะไรที่อยากจะแนะนำให้ผมใช้ในการบรรยายบ้างหรือไม่ ระบบปัญญาประดิษฐ์แบบนี้คงตอบได้อยู่เหมือนกัน แต่อย่าถามมันเลยดีกว่านะ
แค่ที่ผมเองนึกออกนี่ก็พูดไม่จบใน 3 ชั่วโมงแล้ว
สรุปรวมความในมิติที่สอง คือ ผมใช้ ai ช่วยผมทำงานในการค้นคว้าหาข้อมูล หรือข้อเสนอแนะต่างๆ ในประเด็นที่ผมมีความสงสัย เมื่อถามไปแล้วเจ้าระบบ ai ที่ว่านี้ก็จะวิ่งวุ่นไปตามแหล่งข้อมูลต่างๆ แล้วสรุปมาเสนอผมในฐานะที่เป็นเจ้าใหญ่นายโตเหนือชีวิตของระบบ ai
เท่าที่ลองใช้มาไม่กี่วัน ผมมีข้อเตือนใจตัวเองว่า ระบบนี้ช่วยผมทำงานได้เร็วและรวบรวมข้อมูลได้กว้างขวางลึกซึ้งไม่เลวเลยทีเดียว
แต่ผมไม่ควรจะผลีผลามเชื่อสิ่งที่ระบบปัญญาประดิษฐ์รายงานผมมาแบบเชื่อเต็มร้อย
ผมยังสมควรต้องใช้ปัญญาของผมเองกำกับการใช้งานปัญญาประดิษฐ์อยู่ครับ
เพื่อนที่เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาบอกผมว่า บางทีระบบปัญญาประดิษฐ์รายงานว่ามีคำพิพากษาฎีกาเลขที่เท่านั้นเท่านี้มีสาระสำคัญว่าอย่างโน้นอย่างนี้ แต่พอย้อนกลับไปดูคำพิพากษาศาลฎีกาเลขนั้นแล้ว ปรากฏว่าไม่มีอยู่ในสารบบ
เจ้า ai ไปถูกใครหลอกมาก็ไม่รู้สิ หรือชะดีชะร้าย มันอาจจะเป็นผู้คิดข้อมูลปลอมขึ้นมาด้วยตัวเองเสียด้วยซ้ำ
มาถึงมิติที่สามที่ผมจะนำความรู้เรื่อง ai ที่ได้เรียนมาแล้วไปใช้งาน คือ การที่ผมได้รู้จักศักยภาพและความสามารถในแง่มุมต่างๆ ของระบบ ai รู้แล้วก็ไม่คิดจะใช้เองทำเองหรอกครับ แต่ผมจะนำความรู้ในกรอบนี้ไปใช้ประโยชน์ในการทำงานในหน้าที่ต่างๆ ของผมทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน โดยไปบอกให้คนโน้นคนนี้ทำเรื่องราวต่างๆ ด้วยการใช้ ai เป็นเครื่องช่วย
พูดแบบนี้แล้วลูกทีมของผมตามหน่วยงานทั้งหลายอย่าเพิ่งตกใจเป็นลมล้มฟาดไป ท่านทั้งหลายอายุน้อยกว่าผมตั้งเป็นกอง หลายคนมีความรู้เรื่องเอไอดีอยู่แล้ว หลายคนที่ยังรู้น้อยก็ไปเรียนหรือแสวงหาความรู้เพิ่มเติมได้
เหมือนอย่างที่โบราณท่านบอกไว้ว่า “ความรู้อาจเรียนทัน กันหมด ยกแต่ชั่วดีกระด้าง อ่อนแก้ ฤๅไหว”
ที่เล่าสู่กันฟังมายืดยาวนี้ก็เพื่อจะยกตัวผมเองเป็นกรณีศึกษาของการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในโลกของเรา ว่าเราไม่ควรตกยุคหรือถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง
สำหรับผมแล้วผมถือว่า การเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ และก้าวเดินไปกับโลกปัจจุบัน เป็นยาอายุวัฒนะขนานวิเศษเลยทีเดียว
ขอเชิญทุกท่านมากินยาขนานนี้ร่วมกันกับผมเถิด รับรองว่ากินแล้วชีวิตจะสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามากเลยครับ
