ธงทอง จันทรางศุ | แง่มุมดี ‘ศาสนาพุทธ’จาก ร.ร.ปริยัติธรรมสายสามัญ
คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
ในวันเวลาที่ผมนั่งเขียนหนังสืออยู่นี้ การลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าเพิ่งจะผ่านพ้นไป และวันเลือกตั้งจริงกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
หลังจากผลการเลือกตั้งเบื้องต้นเป็นที่รู้กันทั่วไปแล้วการเมืองคงคึกคักน่าดูเพราะจะต้องมีการเจรจาต่อรองในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งผมขอพยากรณ์ว่าอย่างไรเสียก็ต้องเป็นรัฐบาลผสมแน่นอน เพราะไม่น่าจะมีพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาดเกินกว่า 250 คะแนน
ส่วนรัฐบาลผสมจะมีหน้าตาอย่างไร เรามาคอยติดตามดูกันนะครับ
ระหว่างนี้ผมขอขีดเส้นใต้สองเส้นพักเรื่องการเมืองไว้ก่อนดีกว่า เรามาหาเรื่องอะไรคุยที่ฟังแล้วสบายใจดีไหมครับ
เมื่อวันเสาร์ 31 มกราคมที่ผ่านมา ผมไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เป็นหลักสูตรในระดับปริญญาเอกที่บูรณาการความรู้เรื่องกฎหมายกับการบริหารจัดการทั่วไป
วันนั้นได้พบกับ “พระนักศึกษา” รูปหนึ่ง ที่ผมเคยทำงานกับท่านมาบ้างแล้วในฐานะกรรมการบางชุด เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเป็นพระราชบัญญัติเมื่อปี 2562 นี้เอง
การพบพูดคุยกันกับพระนักศึกษารูปนั้น รวมกับข้อมูลที่มีอยู่ในสมองผมมาตั้งแต่ดั้งเดิม ทำให้ผมมีเรื่องอยากจะเล่าให้ท่านผู้อ่านได้กรุณารับไว้เป็นข้อมูลเพื่อประโยชน์ที่ท่านจะได้ตรึกตรองอะไรต่ออะไรต่อไปในวันข้างหน้า
ผมอยากขึ้นต้นว่า ในอดีตพระภิกษุในบ้านเราเมื่อบวชแล้ว มีการศึกษาอยู่สองแนวทาง
แนวทางแรก เป็นการศึกษาฝ่ายปฏิบัติที่มุ่งเป้าหมายไปสู่ความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เช่น การเรียนวิปัสสนากรรมฐานต่างๆ
อีกแนวทางหนึ่งเป็นการศึกษาฝ่ายปริยัติ เป็นการศึกษาพระธรรมคำสอนจากพระไตรปิฎกที่เขียนเป็นภาษาบาลีเพื่อนำความรู้เหล่านั้นมาฝึกตนและสั่งสอนพุทธศาสนิกส่วนใหญ่ที่เป็นคนไทยและไม่รู้ภาษาบาลี
การศึกษาแนวทางนี้ผู้สอนผู้เรียนต้องมีความรู้ในภาษาบาลีและภาษาไทย สามารถถ่ายทอดไปมาระหว่างสองภาษาได้เป็นอย่างดี
การศึกษาแนวทางนี้มีหลักสูตรมาตั้งแต่โบราณกาลอย่างน้อยก็สมัยอยุธยาโน่นแล้ว การวัดผลในระบบการศึกษาแนวทางนี้แบ่งเป็นระดับชั้นที่เรียกว่า ประโยค มีลำดับชั้นตั้งแต่ประโยคหนึ่งไปจนถึงประโยคเก้า
พระภิกษุรูปใดสอบไล่ได้ตั้งแต่สามประโยคขึ้นไป จะได้รับคำเรียกขานด้วยความเคารพนำหน้านามของท่านว่า “พระมหา” ดังที่เราได้ยินกันอยู่บ่อยครั้งในชีวิตประจำวันของเราแล้ว
ต่อมา ประมาณรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คณะสงฆ์ได้จัดให้มีการศึกษาพระพุทธศาสนาขึ้นอีกระบบหนึ่ง ผมเรียกเองเพื่อความเข้าใจแบบไม่ซับซ้อนว่า เป็นการศึกษาในหลักสูตรนักธรรม
มีการแบ่งลำดับชั้นเป็นนักธรรมตรี นักธรรมโท และนักธรรมเอก
การศึกษานักธรรมนี้เรียนและสอนเป็นภาษาไทย
ผมเองก็เคยเป็นนักเรียนในหลักสูตรนักธรรมตรีเมื่อตอนบวชเป็นพระหนึ่งพรรษาถ้วนเมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว
วิชาที่เรียนก็มีเช่น พระพุทธประวัติ พระวินัย การแต่งเรียงความแก้กระทู้ธรรม และวิชาอื่นอีกหลายวิชาซึ่งผมเหลือความจำกระท่อนกระแท่นแล้ว ห้ามถามมากกว่านี้นะครับ
ถ้าถามแล้วตอบไม่ได้ มีโกรธกันด้วย อิอิ
ต่อมาในราวปี 2511 สมเด็จพระสังฆราชวัดมกุฏกษัตริยาราม ทรงพระดำริให้การศึกษาของคณะสงฆ์ เพิ่มขึ้นใหม่อีกแผนกหนึ่ง เน้นสอนลูกชาวบ้านที่มาบวชเณรได้เรียนหนังสือทั้งวิชาสามัญและหลักสูตรนักธรรมควบควบคู่กันไป หรือถ้าเณรรูปไหนมีอัธยาศัยไปถึงขั้นที่จะเรียนบาลีได้ก็ส่งเสริมด้วย
การศึกษาตามแนวทางนี้จัดโดยคณะสงฆ์ใน “โรงเรียนพระปริยัติธรรมสายสามัญ” ที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ
และในปัจจุบันนี้มีสามเณรที่อยู่ในความดูแลเพื่อรับการศึกษาแบบนี้จำนวนประมาณ 30,000 รูป
การศึกษาทั้งสามแผนกที่คณะสงฆ์รับภาระมาแต่เดิม คือ การศึกษาแบบจารีตที่เรียนภาษาบาลีเป็นหลัก การศึกษาตามหลักสูตรนักธรรม และการศึกษาพระปริยัติธรรมสายสามัญ ตามความหมายที่ผมเล่ามาข้างต้น
ในยุคก่อนนั้นรัฐบาลไม่ได้ออกสตางค์อะไรเลยแม้แต่แดงเดียว เป็นเรื่องคณะสงฆ์ดูแลบริหารจัดการทั้งหมด
จนกระทั่งถึงปี 2562 นี่แหละครับ เมื่อมีการตราพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรมขึ้น ภาครัฐจึงเริ่มเข้ามาดูแลสนับสนุนงบประมาณและการบริหารจัดการ โดยมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นหน่วยงานเชื่อมต่อการปฏิบัติระหว่างคณะสงฆ์กับหน่วยราชการอื่น
วันนี้ผมตั้งใจจะชวนคุยหรือเล่าถึงเรื่องโรงเรียนพระปริยัติธรรมสายสามัญที่ว่านี้ให้เราทุกคนได้เห็นรายละเอียดสักโรงเรียนหนึ่งนะครับ
โรงเรียนที่ว่านี้ชื่อโรงเรียนบ่อชะเนงวิทยา ตั้งอยู่ที่วัดบ่อชะเนง จังหวัดอำนาจเจริญ มีพระครูปริยัติวีราภรณ์ รับตำแหน่งทั้งเป็นเจ้าอธิการคือสมภารครองวัด และเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนไปพร้อมกันด้วย
เฉพาะเณรที่บวชเรียนและอยู่ประจำที่วัดนี้มีจำนวนประมาณ 100 รูป นอกจากนั้นก็มีพระที่เป็นครูสอนหนังสืออีกประมาณ 20 รูป
ผมถามท่านพระครูฯ ว่า เณรเหล่านี้มาจากไหน
ท่านอธิบายว่า โดยมากก็เป็นเด็กในจังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดใกล้เคียง หรือจะมาจากจังหวัดอื่นก็มีบ้าง
เกือบทั้งหมดมาจากครอบครัวที่มีฐานะไม่มั่นคง หลายคนเป็นเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา เช่น พ่อแม่มีอาชีพขายของเร่หรือทำงานก่อสร้าง ลูกที่ย้ายตามพ่อแม่ไปจึงเข้าโรงเรียนโน้นออกจากโรงเรียนนี้ทุกปี
เด็กจำนวนนี้แหละที่เมื่อมาบวชเป็นเณรแล้วจะได้อยู่เป็นที่เป็นทาง เพราะระบบของโรงเรียนจะเรียกว่าเป็นโรงเรียนประจำของเณรเห็นจะได้
ตารางกิจกรรมประจำวันเริ่มต้นตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง เป็นการสวดมนต์ทำวัตรเช้า แล้วทั้งพระทั้งเณรออกบิณฑบาต
กลับมาแล้วก็ฉันภัตตาหารเช้า จากนั้นเป็นการเริ่มเรียนหนังสือวิชาสามัญต่างๆ ตามลำดับชั้นตั้งแต่มัธยมปีที่หนึ่งจนถึงมัธยมปีที่หกตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ
แต่มีการปรับปรุงบางวิชาให้เหมาะสมกับความเป็นสามเณร ตัวอย่างเช่น เราคงไม่นึกว่าสามเณรจะต้องไปเรียนวิชาดนตรี เป่าแตรตีกลองอะไรทำนองนั้น
ถ้าให้ผมคิดเองก็อาจจะให้สามเณรมาฝึกเทศน์ทำนองสรภัญญะ หรือเทศน์ทำนองต่างๆ ตามจารีตนิยมในท้องถิ่นนั้นๆ นี่ก็เห็นจะพอเทียบเคียงกันได้
เรียนหนังสือถึง 11 โมงแล้วก็ต้องฉันเพล ภัตตาหารเพลนั้นมีโรงครัวของวัดซึ่งมีแม่ครัวสามคนปฏิบัติหน้าที่ประจำเป็นผู้ปรุงถวาย
ผมแอบสืบมาแล้วว่าภัตตาหารเพลทั้งพระทั้งเณรเดือนหนึ่งของวัดที่ว่านี้มีค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณสี่ถึงห้าหมื่นบาท
นี่เฉพาะค่าอาหารสดที่ซื้อรายวันนะครับ ข้าวสารไม่ต้องห่วงเพราะมีญาติโยมนำมาถวายจนเพียงพอแล้ว ไม่ต้องซื้อหา
ฉันเพลเสร็จ ตอนบ่ายก็เรียนหนังสือต่อถึงเวลาเลิกเรียน ผ่อนคลายสมองเสียหน่อย บ่าย 5 โมงก็ทำวัตรเย็น ตกค่ำก็เรียนหลักสูตรนักธรรมต่อไป
ถ้าเณรรูปไหนมีใจรัก วันเสาร์อาทิตย์จะเรียนบาลีอีกก็ได้
ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้จนกระทั่งจบมัธยมปีที่หก
เณรบางรูปอาจจะเลือกที่จะลาสึกไปหางานทำหรือเรียนต่อในทางโลก เณรบางรูปเลือกที่จะเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งมีมหาวิทยาลัยสงฆ์สองแห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย รองรับอยู่ เมื่อเรียนจบมาแล้วก็เป็นกำลังของพระศาสนาต่อไป
ท่านพระครูฯ กับผมยังสนทนากันด้วยความขำขันว่า เณรรูปหนึ่งที่เรียนจบแล้ว เลือกเดินต่อไปในทางโลก วันนี้ได้เป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพไปแล้ว จาก “นักบิณฑ์” ได้กลายเป็น “นักบิน” ตัวจริงเสียงจริง และเป็นแรงบันดาลใจให้เณรที่อยู่ในโรงเรียนมุมานะที่จะพัฒนาตัวเองต่อไปในวันข้างหน้า
ศิษย์เก่าจากโรงเรียนพระปริยัติธรรมสายสามัญอย่างนี้เป็นคุณหมอผู้อำนวยการโรงพยาบาลไปแล้วมากกว่าสิบโรง
กิจการของโรงเรียนพระปริยัติธรรมสายสามัญ ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ทรงอุปถัมภ์บำรุงอยู่เสมอ มีทุนส่วนพระองค์พระราชทานให้เณรเรียนหนังสือต่อในระดับมหาวิทยาลัยหลายสิบทุน แม้ในเวลาที่เป็นนักเรียนอยู่ในโรงเรียน เรียนยังไม่จบมัธยมปีที่หก
ทั้งเณรทั้งโรงเรียนก็ได้รับพระราชทานพระราชูปถัมภ์เป็นอเนกประการ
ที่ผมนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการชุบชูใจพุทธศาสนิกชนทั้งหลายว่า วัดและพระภิกษุสงฆ์ยังคงเป็นที่พึ่งของมนุษย์อย่างเราได้จริง ไม่เฉพาะแต่ในฐานะที่ท่านเป็นเนื้อนาบุญและจะชี้ทางไปสู่พระนิพพานเท่านั้น แต่วัดอีกหลายวัดและพระอีกจำนวนมากยังได้เมตตาสงเคราะห์สังคมในแง่มุมที่เราอาจจะไม่เคยได้รู้เห็นมาก่อนหรือมองผ่านเลยไป
ลองนึกดูว่า เด็ก 30,000 คนที่ไม่ได้เรียนอยู่ในระบบนี้จะเป็นปัญหาขนาดมหึมาของสังคมไทยได้เพียงใด ถ้าไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมสายสามัญดูแลไว้
ข่าวชวนเศร้าหมองในแวดวงการศาสนาเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา อาจทำให้เราผู้เป็นชาวพุทธบางคน มีความหวั่นไหวและมีศรัทธาที่ถดถอยลงไปบ้าง
แต่ผมอยากจะบอกว่าแง่มุมที่ดีของแวดวงพระพุทธศาสนาก็ยังมีอีกมาก เรื่องอย่างนี้ต้องมองด้วยความรอบคอบและช่วยกันทำนุบำรุงข้างฝ่ายดีให้ความเจริญงอกงาม ส่วนข้างฝ่ายที่เลอะเทอะก็ต้องจัดการกันไปให้เข้าแถวเข้าแนว
ถ้าช่วยกันแยกแยะได้อย่างนี้ วัดก็จะยังเป็นที่พึ่งของเราไปได้อีกยาวไกล และพระก็ยังเป็นที่เคารพกราบไหว้ของเราได้อีกช้านาน
โปรดช่วยกันตรึกตรองดูเถิดครับ ถ้าท่านเห็นประโยชน์ของกิจการแบบนี้ ลองแวะเข้าไปในวัดที่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมสายสามัญตั้งอยู่ ไปตอนเพลกำลังดีเลยทีเดียวครับ จะได้ถวายภัตตาหารเพลเสียด้วยเลย
วันเกิดของท่านทั้งหลายปีนี้ไปเลี้ยงพระเลี้ยงเณรที่โรงเรียนพระปริยัติธรรมสายสามัญกันดีไหมครับ
รับรองว่า “เสียเงินน้อย ได้บุญมาก” ของจริงเลยละครับ
