ทำไม ‘ไร้เสถียรภาพ’? | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
สังคมไทยภายหลังการเลือกตั้ง ควรจะมี “เสถียรภาพ” มีความแน่นอนและความมั่นคงในทางการเมือง-เศรษฐกิจ เมื่อเจตจำนงหรือฉันทมติของประชาชนถูกสื่อแสดงออกมาผ่านคูหาเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว
แต่น่าประหลาดใจไม่น้อย ที่การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 กลับไม่นำมาสู่ “เสถียรภาพอันพึงปรารถนา” เช่นนั้น
สาเหตุประการแรก ปรากฏอยู่ในข้อถกเถียงของสังคมตลอดร่วมๆ สองสัปดาห์ที่ผ่านมา
สรุปความได้ว่า กระบวนการจัดการเลือกตั้งของ กกต. นั้นไม่ได้รับความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ จากประชาชนจำนวนมาก
จะขอยกตัวอย่างเพียงแค่ 3-4 ปัญหาใหญ่ๆ
เริ่มจากการที่ กกต.ใช้เวลานานเหลือเกินในการทำงาน “ขั้นเบสิกพื้นฐานที่สุด” ของตนเอง นั่นคือการประกาศจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งคราวนี้ (จนถึงตอนที่เขียนต้นฉบับ ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ กกต. ก็ยังไม่แถลงข้อมูลนี้ออกมา)
จนเกิดคำถามว่า มีอะไร “ผิดปกติ” เกิดขึ้น? ทำไมข้อมูลพื้นฐานข้างต้นจึงต้องใช้เวลา “ประมวล” ยาวนานขนาดนี้? และสุดท้าย หาก กกต. ประกาศตัวเลข-เปอร์เซ็นต์ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งออกมาอย่างเป็นทางการ เรายังจะเชื่อถือข้อมูลดังกล่าวได้หรือไม่?
มาสู่ข้อสงสัยที่มีการจัดพิมพ์รหัสบาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งในทางเทคนิคแล้ว สามารถนำไปสู่การสืบค้นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งใบนั้นๆ ได้ (ต่อให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือบุคลากรของ กกต. จะเป็นคนดีเลิศประเสริฐศรีขนาดไหน)
ก่อให้เกิดคำถามว่า การมีบาร์โค้ดดังกล่าวนั้นขัดกับหลักการที่ระบุให้การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งต้องเป็น “การลงคะแนนลับ” ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่?
ไม่รวมถึงจำนวน “บัตรเขย่ง” ที่มีมากเกินปกติอย่างไม่อาจปฏิเสธ หรือการมีข่าว กกต. ฟ้องประชาชนที่เรียกร้องให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ที่จังหวัดชลบุรี ทั้งยังขู่จะดำเนินคดีกับสื่อมวลชนที่ออกข่าวสร้างความเสียหายต่อองค์กร
ความผิดปกติเหล่านี้ ส่งผลให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยไม่เชื่อถือการทำงานของ กกต. และไม่มั่นใจว่าจะสามารถยึดถือเอา “ผลเลือกตั้ง” ครั้งล่าสุด เป็นเจตจำนงหรือฉันทมติของเสียงส่วนใหญ่ได้จริงหรือไม่
แค่การตั้งคำถามต่อ “ความจริง” ของ “ผลการเลือกตั้ง” ก็ทำให้เสถียรภาพทางการเมืองไทยสั่นคลอนไปมหาศาลแล้ว

สาเหตุประการถัดมา อยู่ที่กระบวนการจัดตั้งรัฐบาล
ด้านหนึ่ง ก็ดูแปลกๆ อยู่เล็กน้อย ที่แม้กระบวนการจัดการและประมวลผลเลือกตั้งยังมีปัญหาค้างคามากมาย (ดังได้บรรยายไปแล้ว) แต่พรรคภูมิใจไทยที่น่าจะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง กลับตัดสินใจเดินหน้าประสานงานกับพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่อย่างแคล่วคล่องว่องไว
อีกด้านหนึ่ง ก็มี “อุณหภูมิระอุ” ที่คาดไม่ถึง อุบัติขึ้นในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล
ย้อนไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หลายคนที่เห็นผลคะแนนเลือกตั้ง (อย่างไม่เป็นทางการ) มักมองว่า พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมต่างประสบความสำเร็จ จนถือเป็น “สองผู้ชนะหลัก” ในการเลือกตั้งหนนี้
ด้วยโมเดล-ยุทธวิธีทางการเมืองที่น่าจะคล้ายคลึงกัน แต่สเกลใหญ่-เล็กแตกต่างกัน โดยทั้งสองพรรคอาจมีการสับหลีกให้กันในหลายพื้นที่ และมีการแข่งขันกันบ้างในบางพื้นที่
กระทั่งภาพ “รัฐบาลอนุทิน 2” ที่ไม่มีกล้าธรรมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่มี “ธรรมนัส พรหมเผ่า” เป็นรัฐมนตรี แทบจะไม่ดำรงอยู่ในจินตนาการของคอการเมืองทั้งหลาย
เช่นเดียวกับที่ภาพกล้าธรรม-ธรรมนัสจะพลิกบทบาทกลายมาเป็นอุปสรรค ปัญหา หรือคู่ขัดแย้งทางการเมืองของภูมิใจไทย-เครือข่ายสีน้ำเงิน มิได้เป็นฉากทัศน์ ซึ่งอยู่ในการคิดคำนวณของใครต่อใคร
ทว่า “ภาพที่ไม่ปรากฏในจินตนาการ” ดังกล่าว กลับกลายเป็น “เรื่องจริง” และ “โจทย์ยากที่สุด” ในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ไปเสียแล้ว
บนทางสองแพร่ง ที่การผลักกล้าธรรม-ธรรมนัสไปเป็นฝ่ายค้าน อาจสร้างความสุ่มเสี่ยงต่อสถานภาพของรัฐบาลภูมิใจไทยในอนาคต
อีกทางหนึ่ง หากกล้าธรรมได้ร่วมรัฐบาล แต่ถูกบีบให้ดูแลกระทรวงขนาดเล็ก หรือผู้มีอำนาจสูงสุดของพรรคถูกกีดกันออกจาก ครม. รัฐบาลอนุทิน 2 ก็เหมือนต้องเป็นฝ่ายกอด “ระเบิดเวลา” เอาไว้ในอ้อมอกของตนเอง

นี่คือสองปัจจัยหลักที่ส่งผลให้สังคมการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง ดู “ไร้เสถียรภาพ” และ “ปั่นป่วนวุ่นวาย”
สวนทางกับความคาดหวังของประชาชน
