หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
เกมชิงอำนาจในระดับโลก กับเกมชิงอำนาจในประเทศไทยได้เกิดขึ้นควบคู่ ทำให้เราสามารถวิเคราะห์ย้อนหลัง จนถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อสรุปถึงความแตกต่างของจุดยืน วิสัยทัศน์ การกำหนดยุทธศาสตร์ และผลประโยชน์ ซึ่งควบคุมโดยกลุ่มชนชั้นนำในแต่ละประเทศได้ ปัจจุบันแม้ไม่ใช่มหาอำนาจประเทศที่เข้มแข็ง ก็ต้องมีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่ดี เช่น อิสราเอล อิหร่าน ไต้หวัน สิงคโปร์
แต่ผลกระทบจากสงครามที่สะเทือนถึงไทย ต้นเหตุมาจากมหาอำนาจ จึงเสนอตัวแบบเปรียบเทียบ เป็นมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน เทียบกับประเทศไทย (ซึ่งมียุทธศาสตร์ชาติมาตั้งแต่ปี 2558)
ทั้ง 3 ประเทศมีกลุ่มชนชั้นนำที่อยู่เบื้องหน้าและหลังฉาก ควบคุมการเมืองและเศรษฐกิจ ยาวตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
1 เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ของประเทศจีน
เมื่อจีนฟื้นขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว กลุ่มคนชั้นนำที่เป็นผู้ควบคุมบริหารประเทศกำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์อย่างไร?
จีนขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งแรก เป้าหมายก็เพื่อความอยู่รอดเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และฝ่าการปิดล้อมทางเศรษฐกิจของอเมริกาและพันธมิตร ที่นานเกินกว่า 30 ปีหลังจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับชัยชนะใหม่ๆ
วิสัยทัศน์ของจีนคือเปิดตัวออกสู่ระดับโลกให้ได้ และยกระดับประเทศไปสู่ความทันสมัย แต่ความขยันขันแข็งของคนจีนและการแข่งขันในประเทศที่มีคนเกินกว่าพันล้าน ทำให้การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจต่างๆ เป็นไปอย่างที่ค่อนข้างรุนแรงและรวดเร็ว ทำให้กำลังการผลิตขยาย จนล้นเกินการบริโภคภายในและการส่งออก จนทำให้สินค้าราคาถูกกระจายไปทั่วโลก กระทบกับผู้ผลิตทุกประเทศ
การกำหนดยุทธศาสตร์ตามกรอบเวลา ทำให้อุตสาหกรรมใหญ่ๆ ของจีนที่ล้าหลัง ก้าวกระโดด โดยอาศัยความร่วมมือจากทุนและเทคโนโลยีของต่างประเทศ เช่น การผลิตรถยนต์ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือแพทย์ ระบบสื่อสาร สุดท้ายจีนก็สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีเข้าสู่อุตสาหกรรมภายในของตนเอง และกลายเป็นคู่แข่งกับเจ้าของเทคโนโลยีเดิม กว่าประเทศเหล่านั้นจะรู้ตัว จีนก็เติบโตไปไกลแล้ว
ธุรกิจของจีนขยายตัวในทุกด้านจนต้องส่งออกการก่อสร้าง เส้นทางคมนาคมรถไฟและถนนไม่ว่าจะเจาะอุโมงค์ทำข้ามหุบเหว มุดใต้น้ำ จีนทำได้หมด
จีนกลายเป็นคู่แข่งที่อันตรายที่สุด ในสายตาประเทศอเมริกาและยุโรป
2 เส้นทางสายไหม
ถูกมองว่าเป็นการขยายจักรวรรดิ
เมื่อจีนขยายตัวทางการผลิตและการค้าออกไปมากๆ ปัญหาที่ตามมาคือวัตถุดิบและพลังงาน จีนจึงต้องแสวงหาวัตถุดิบจากแอฟริกา เอเชีย ออสเตรเลีย ทั้งใช้วิธีเข้าไปบุกเบิกทำเหมืองค้นหาวัตถุดิบหรือเข้าไปซื้อหุ้นส่วนในกิจการเก่า หรือติดต่อรัฐบาลต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านคมนาคมและสาธารณสุข เพื่อแลกเปลี่ยนกับสัมปทานสิทธิในการค้นหาวัตถุดิบ
อีกด้านหนึ่ง จีนพยายามจะเสริมสร้างเทคโนโลยีระดับสูง ทั้งด้านสื่อสาร ด้านวิทยาศาสตร์ รถยนต์ และเครื่องบิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เคยเป็นสินค้าสำคัญของอเมริกาและยุโรป การรุกเข้ามาสู่สินค้าเทคโนโลยีทำให้เป็นการขัดผลประโยชน์ของทั้งยุโรปและอเมริกา
แม้จีนจะด้อยกว่าทางด้านเทคโนโลยีระดับสูง แต่ก็ค้นคว้าหรือลอกเลียนแบบไล่ตามมาเรื่อยๆ แต่สิ่งที่จีนเหนือกว่าก็คือ จีนมีวัตถุดิบโดยเฉพาะแร่หายากซึ่งจำเป็นสำหรับการผลิตสินค้าเทคโนโลยี
การวางยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมไปทั่วทั้งโลกจึงเหมือนการขยายอิทธิพลผ่านระบบการค้าซึ่งต้องกระทบกับประเทศที่เป็นเจ้าของตลาดและเจ้าของเทคโนโลยีเดิมแน่นอน
ในขณะเดียวกัน ทางการทหารจีนก็พัฒนาอาวุธและกำลังในทุกๆ ด้าน ออกไปเรื่อยๆ เมื่อบวกกับประชากรนับพันล้าน จึงกลายเป็นประเทศที่น่ากลัวที่สุด แม้ว่าจีนจะสวมหน้ากากพ่อค้าไว้ตลอด ก็ยังดูเหมือนกำลังขยายจักรวรรดิ
3 อเมริกามีเป้าหมายและยุทธศาสตร์อย่างไร?
อเมริกาตกอยู่ในสถานะที่กำลังการผลิตทางอุตสาหกรรมตกต่ำลง กว่าอเมริกาจะรู้ตัว จีนก็วิ่งไล่หลังมาใกล้แล้ว จะแข่งขันทางการค้าแบบปกติก็ไม่สามารถทำได้ เพราะกำลังการผลิตของจีนมีประชากรมากกว่า ต้นทุนถูกกว่านั้น
วิสัยทัศน์ของอเมริกาคือ พยายามพัฒนาและแข่งขันในสินค้าที่มีเทคโนโลยีระดับสูง เพราะมองว่าจีนยังความรู้น้อย ไม่เก่ง แต่จีนก็ไล่ติดตามมาเรื่อยๆ และทำท่าจะแซงในบางด้าน อย่างเช่นด้านการสื่อสาร อุตสาหกรรมรถยนต์อยู่ในสภาพที่ดูแล้วจีนอาจจะมีโอกาสขึ้นนำในระดับโลกได้ แต่ในการผลิตอาวุธ ด้านการบินและอวกาศอเมริกาก็ยังนำอยู่
สิ่งที่อเมริกาทำก็คือการสกัดเทคโนโลยี เช่น การห้ามขายชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสื่อสารและการทหาร การปกปิดเทคโนโลยีเกี่ยวกับการผลิตอาวุธ เทคโนโลยีการบินและอวกาศ เทคโนโลยีเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยาและเคมี แต่ทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่มีลู่ทางที่จีนจะไล่ทันได้ทั้งสิ้น
การจะสกัดกั้นวัตถุดิบก็ทำไม่ได้ เพราะจีนเข้าถึงวัตถุดิบในทวีปต่างๆ มาหลายปีแล้ว แถมในประเทศจีนยังมีแร่ธาตุมากมายหลายอย่าง ขณะเดียวกัน จีนก็ยังคบกับรัสเซียซึ่งเป็นขั้วอำนาจที่มีวัตถุดิบและพลังงานเยอะ
จุดอ่อนของจีนยังอยู่ที่พลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน อเมริกาจึงวางยุทธศาสตร์พลังงาน หาทางสกัดแหล่งน้ำมันที่จีนต้องพึ่งพาเช่นจากเวเนซุเอลาที่อเมริกาเข้าไปยึดครองเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา และแหล่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งจีนซื้อจากที่นั่นมากที่สุด
4 สงครามตะวันออกกลาง
คือยุทธศาสตร์คุมพลังงานน้ำมัน อเมริกาหวังกำไร 3 ต่อ
ที่อเมริกาโจมตีประเทศอิหร่านครั้งนี้ จึงมีผู้ประเมินว่าเป็นความต้องการของอเมริกาที่จะสกัดด้านพลังงานของจีนเพราะตอนนี้ไม่สามารถจะสกัดกั้นอะไรได้แล้ว
เป็นการยิงปืน 10 นัด หวังจะได้นก 30 ตัว คือโค่นอิหร่าน สกัดจีน ช่วยอิสราเอล
แต่ดูจากผลของสงคราม ทุกฝ่ายขาดทุน แถมคนทั้งโลกซวยไปด้วย
ที่จะตามมาคือสงครามการเงิน แม้ในสภาพปัจจุบันเงินดอลลาร์ของอเมริกายังคุมตลาดส่วนใหญ่ของการค้าโลก แต่ความขัดแย้งต่างๆ ทำให้ค่าของเงินหยวนจีนและเงินรูเบิลรัสเซียค่อยๆ มีความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีสินค้าจริง ถ้ากลุ่มประเทศ BRICS สามารถสร้างความเชื่อถือด้านการเงินได้มากกว่านี้ จะส่งผลกระทบต่อเงินดอลลาร์อเมริกาอย่างมาก
ถ้าเงินหยวนของจีน เงินบาทของไทย เงินรูเบิลรัสเซีย เงินเยนญี่ปุ่นถูกนำมาใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายกันได้โดยตรง เงินดอลลาร์อเมริกาจะค่อยๆ ลดความสำคัญลง
สงครามที่อเมริกาและอิสราเอลบุกอิหร่านในตะวันออกกลางครั้งนี้ จึงมีคนวิเคราะห์ว่าเป็นการทำสงครามเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
5 ประเทศไทยก็มียุทธศาสตร์ แต่เพื่อตัวเองและพรรคพวก
เมื่อเห็นเป้าหมายและยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจที่ผู้นำและกลุ่มอำนาจนำทำการวางแผนและต่อสู้กัน เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย
เราจะพบว่ากลุ่มอำนาจนำของประเทศไทย กำหนดยุทธศาสตร์เพียงแค่แสวงหาอำนาจภายในประเทศเท่านั้น การวางแผนยุทธศาสตร์ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา เพื่อจะได้ครองอำนาจแบบเบ็ดเสร็จโดยใช้ชื่อว่าประชาธิปไตย แต่โครงสร้าง 3 ฝ่ายพวกเขา ต้องการให้เป็นคนของพวกเขาเองทั้งสิ้น ไม่ใช่ของประชาชนเพื่อประชาชน
สถานการณ์จนถึงวันนี้พบว่าฝ่ายนิติบัญญัติ พวกเขามีเสียงเกินครึ่งรัฐสภาไปแล้ว (ส.ว.+ส.ส.) จากนี้ไปก็จะเข้าควบคุมอำนาจบริหารได้ ส่วนอำนาจฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระ ถือว่าดูแลได้เป็นส่วนใหญ่มาหลายปีแล้ว และยิ่งนานออกไป ส.ว.ของพวกเขาก็จะโหวตรับรองกรรมการองค์กรอิสระจนครบทุกตำแหน่ง
ปัญหาทางสังคมที่ใหญ่ที่สุดคือ ปัญหาการคอร์รัปชั่นการทุจริตในทุกระดับ ซึ่งขณะนี้อยู่ในสภาพที่โกงกันทุกวงการ โกงตั้งแต่ไม่ทันโตไปจนกระทั่งแก่เฒ่า เมื่อกระบวนการยุติธรรมไม่ทำงานตามกฎหมาย ทำให้คนบางกลุ่มไม่ต้องเกรงกลัวกฎหมายอีกแล้ว
ล่าสุดการเลือกตั้งที่ผ่านมาการซื้อขายเสียงเป็นเรื่องปกติ และการทำผิดในกระบวนการเลือกตั้งไม่ว่า ส.ว.หรือ ส.ส.ก็ไม่มีความผิดอะไร กกต.ยังทำหน้าที่อยู่อย่างปกติ ผู้มีอิทธิพลสามารถบอกกับพรรคพวกว่าไม่ต้องกลัวทำไปเถอะไม่ติดคุกหรอก คดีไม่ถึงศาลด้วย และพวกเขาก็สามารถเป่าให้ตกไปได้จริงๆ
เมื่อยุทธศาสตร์ของผู้มีอำนาจนำในประเทศ มีอยู่แค่เพียงหาอำนาจและผลประโยชน์ใส่ตัวเองและพรรคพวก ประชาชนคงจะอยู่ต่อไปอย่างยากลำบาก
มีคนประเมินว่า ถ้าไม่มีการต่อสู้เรียกร้องอะไรปล่อยให้เป็นไปตามสภาพที่เกิดขึ้นแบบ 1 ปีที่ผ่านมา การโกงซ้ำเดิมจะขยายมากขึ้นอีก
การเลือกตั้งครั้งต่อไป พวกเขาก็จะทำอีกแล้วก็ปกครองต่อไป ระยะเวลาน่าจะยาวกว่ายุคสมัย คสช. ต้องเกินกว่า 5 ปี
