น้ำมันวันนี้ แม่ปุ๋ยวันหน้า ต่อมาอาหาร (ถ้าสงครามไม่จบ)
บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความเปราะบางด้านพลังงานอีกครั้ง
ในเดือนมีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้พุ่งผ่านระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นระยะสั้น จากความตึงเครียดทางยุทธศาสตร์รอบช่องแคบฮอร์มุซ แม้ระดับราคาดังกล่าวจะไม่ยืนยาว แต่ก็ได้เผยให้เห็นความจริงเชิงโครงสร้างว่า ตลาดพลังงานโลกยังคงอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศ
ช่องแคบฮอร์มุซจึงไม่ใช่เพียงเส้นทางขนส่งพลังงาน หากแต่เป็น “จุดเปราะบางเชิงระบบ” ของเศรษฐกิจโลก เมื่อใดก็ตามที่ความไม่แน่นอนในพื้นที่นี้ทวีความรุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันจะสะท้อนความเสี่ยงดังกล่าวทันที ผ่านการเพิ่มค่าพรีเมียมด้านความมั่นคง ต้นทุนประกันภัยการเดินเรือ และความผันผวนของต้นทุนพลังงานในห่วงโซ่การผลิตทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง ความผันผวนนี้หมายถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่หลีกเลี่ยงได้ยาก การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคพลังงาน แต่จะส่งผ่านไปยังต้นทุนการขนส่ง ค่าไฟฟ้า ต้นทุนการผลิตสินค้า
และท้ายที่สุดสะท้อนออกมาในรูปของเงินเฟ้อและภาระค่าครองชีพของประชาชนทั้งระบบเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ทิศทางของแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ความผันผวนของราคาพลังงานอาจค่อยๆ ลดระดับลงและจำกัดผลกระทบเชิงระบบได้
แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง ความไม่แน่นอนจะฝังตัวอยู่ในความคาดหวังของตลาดยาวนานขึ้น
ล่าสุด ผู้นำสหรัฐได้ส่งสัญญาณผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าการดำเนินการทางยุทธศาสตร์ “ใกล้บรรลุเป้าหมายแล้ว” ซึ่งสะท้อนว่าความตึงเครียดอาจยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ นั่นหมายความว่า ฉากทัศน์ที่ราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องเตรียมรับมือ
โดยเฉพาะหากความขัดแย้งลากยาวเกินกว่าหนึ่งรอบฤดูการผลิตทางการเกษตร
หากน้ำมันคือแรงกระแทกระลอกแรก
ปุ๋ยอาจเป็นแรงกระแทกระลอกถัดไปที่ลึกและยาวกว่า
ในเชิงการวิเคราะห์ตลาดโลก รายงานของ CRU Group (เดิมคือ Commodities Research Unit ซึ่งเป็นสถาบันวิเคราะห์ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ระดับนานาชาติที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน) ชี้ให้เห็นว่า แนวโน้มราคาปุ๋ยในระยะต่อไปสามารถทำความเข้าใจผ่านกรอบเชิงโครงสร้าง 3 ประการสำคัญ
ประการแรก คือ แรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและข้อจำกัดด้านอุปทานโลก ปุ๋ยไนโตรเจนมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับราคาพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตทั่วโลกจะปรับสูงขึ้นทันที ขณะเดียวกันตลาดปุ๋ยในปัจจุบันอยู่ในภาวะตึงตัว มีส่วนเผื่อด้านอุปทานต่ำ จึงทำให้ราคามีความไวต่อข่าวความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนด้านโลจิสติกส์

ประการที่สอง คือ วัฏจักรอุปสงค์-อุปทานที่เสริมแรงกันเอง ราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นมักทำให้เกษตรกรลดการใช้ในระยะสั้น ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงในระยะถัดมา ซึ่งจะย้อนกลับมากดดันให้ความต้องการใช้ปุ๋ยเพิ่มขึ้นอีกครั้งในรอบถัดไป ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้ปุ๋ยในตลาดโลกกำลังถูกขับเคลื่อนมากขึ้นโดยประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียที่มีการเพิ่มความเข้มข้นของการเพาะปลูกและเผชิญความผันผวนด้านสภาพภูมิอากาศ
ประการที่สาม คือ ปัจจัยฤดูกาลและความเสี่ยงด้านราคาขาขึ้น ความต้องการใช้ปุ๋ยทั่วโลกมีลักษณะตามฤดูกาล โดยจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงก่อนฤดูเพาะปลูกของสหรัฐอเมริกาและยุโรปในฤดูใบไม้ผลิ หากช่วงเวลาดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะราคาพลังงานสูงหรือความไม่แน่นอนด้านการขนส่ง
ราคาปุ๋ยในตลาดโลกย่อมมีแนวโน้มปรับขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผ่านมายังประเทศผู้นำเข้าอย่างไทยในเวลาไม่นาน
ในบริบทของประเทศไทย ซึ่งนำเข้าปุ๋ยมากกว่าร้อยละ 90 ของการใช้ทั้งหมด การปรับขึ้นของราคาปุ๋ยจึงมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนภาคเกษตร ปุ๋ยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตพืชหลัก หากราคาปุ๋ยปรับขึ้นราวร้อยละ 30 รายได้สุทธิของเกษตรกรอาจลดลงในระดับสองหลัก และในบางพื้นที่อาจนำไปสู่การลดการใช้ปุ๋ย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการลดลงของผลผลิตและการเร่งตัวของราคาอาหารในระยะต่อไป
ความเสี่ยงเชิงระบบที่แท้จริงจึงเกิดขึ้นเมื่อราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน ต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านเครื่องจักรกลเกษตร การสูบน้ำ และการขนส่งสินค้า
ขณะที่ราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นจะกดดันประสิทธิภาพการผลิต
เมื่อผลผลิตลดลงและต้นทุนเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ราคาสินค้าอาหารย่อมมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเงินเฟ้อ ความเหลื่อมล้ำ และเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม
หากราคาน้ำมันทรงตัวในช่วง 105-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไทยอาจเผชิญสถานการณ์ที่ราคาปุ๋ยขยับเข้าใกล้ระดับ 450 ดอลลาร์ต่อเมตริกตัน ภาคเกษตรมีอัตรากำไรหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผู้บริโภคต้องเผชิญกับค่าครองชีพด้านอาหารที่สูงขึ้น และภาครัฐอาจต้องแบกรับภาระงบประมาณในการพยุงราคาเพิ่มขึ้น
ในเชิงนโยบายสาธารณะ สถานการณ์เช่นนี้เรียกร้องให้รัฐบาลต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกมากกว่าการรอแก้ปัญหา
เมื่อวิกฤตเกิดขึ้นแล้ว รัฐบาลที่มีความพร้อมควรดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การป้องกันการกักตุนและสร้างความโปร่งใสของตลาดผ่านระบบติดตามสต๊อกและการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจน
การเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและการกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
และการเร่งพัฒนาทางเลือกในระยะยาวผ่านนวัตกรรมเกษตร เทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรการผลิต
ท้ายที่สุด ความผันผวนของราคาพลังงานในวันนี้ควรถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร
ช็อกด้านน้ำมันอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและมองเห็นได้ชัด
แต่ช็อกด้านปุ๋ยมักค่อยๆ ซึมลึกและยืดเยื้อกว่า
และเมื่อทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกัน ภาระต้นทุนจะเริ่มต้นจากไร่นา ก่อนจะส่งผ่านไปสู่ทุกครัวเรือนบนโต๊ะอาหารของประเทศ
