เมนูข้อมูล(ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ
“มันจบแล้ว” คือเสียงอื้ออึงหลัง “ป.ป.ช.ชุดใหญ่” มีมติส่งเรื่องสู่ “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมือง” พิจารณาว่า “การจะเสนอต่อสภาผู้แทนให้แก้กฎหมายอาญามาตรา 112 ของ 44 นักการเมืองรุ่นใหม่จากพรรคก้าวไกลเป็นความผิดทางจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่”
“มันเป็นอื่นไปไม่ได้” คือข้อสรุปในทันทีจากผู้คน โดยเฉพาะในแวดวงการเมือง ว่าหลังจากนี้ “ส.ส.10 คนของพรรคประชาชน” ที่อยู่ใน 44 รายชื่อนั้นจะต้องถูกสั่ง “หยุดปฏิบัติหน้าที่ออกจากสภาฯ ไป” และหลังจากนั้นไม่นานจะต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เหมือนที่ “กรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล” ก่อนหน้านั้น และจะมีผู้ที่ต้องโทษรุนแรงถึงขั้นถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต เหมือนหลายคนที่โดนไปแล้ว
ไม่ยกเว้นแม้แต่ “เศรษฐา ทวีสิน” และ “แพทองธาร ชินวัตร”
เสียงอื้ออึงที่ผุดขึ้นมา นำพาหลายคนคิดไปถึงคำกล่าวต่างๆ
“ประชาธิปไตยสากลไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป ต้องปรับให้เหมาะสมกับรากเหง้าวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ”
– “อุปสรรคการพัฒนาประเทศคือคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถและมีความมุ่งมั่นจะสร้างความเจริญรุ่งเรือง ที่เลือกเข้ามาทำงานการเมืองมีน้อย”
– “การจัดการประเทศถูกควบคุมด้วยทุนและอิทธิพลผูกขาด ดูดทรัพย์ผลประโยชน์ด้วยการขยายความเหลื่อมล้ำแห่งโอกาสให้ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ”
– “ไทยต้องถอยหลังเข้าคลองสู่ถ้ำลึกไม่หยุดหย่อน เพราะเราไม่มีเครื่องมือนวัตกรรมมารับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลก”
ไปจนถึงข้อสรุปคลาสสิก “ประเทศเรามีดีทุกอย่าง เว้นอย่างเดียวมีคนไทย” และอื่นๆ อีกมากมาย แล้วแต่แต่ละคนจะนึกคิดขึ้นมาได้
ก่อนหน้าที่ไม่กี่วัน ประเทศเราประกาศชื่อ “35 รัฐมนตรีชุดใหม่ – อนุทิน 2” เป็นชัดเจนว่าเป็นส่วนผสมของ “เทคโนแครต 2-3 คน – บริหารของเครือข่ายบุรีรัมย์โมเดลที่ชักแถวเข้ามาเสริมพลังอำนาจรัฐสภาที่ยึดครองไว้ก่อนหน้านั้น – เครือข่ายบ้านใหญ่อุปถัมภ์จากภูมิภาคและท้องถิ่นต่างๆ เสริมด้วยทัพลูกเทพที่เข้ามาฝึกงานบริหารอำนาจ ปูทางสู่การยึดกุมต่อไปในอนาคต”
เป็นรัฐบาลที่จะทำหน้าที่จัดการประเทศก่อนสงกรานต์ในไม่กี่วันนี้ โดยมีแนวโน้มสูงยิ่งที่จะอยู่ยาวไปด้วยได้รับการสนับสนุนจาก “อำนาจซึ่งปฏิเสธไม่ได้ของรัฐซ้อนรัฐ” อย่างเต็มที่สมบูรณ์แบบ
ที่ว่ามา ทั้งชะตากรรมของ “นักการเมืองรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นทุ่มเท” ทั้ง “วาสนาสูงส่งของนักการเมืองจากเครือข่ายอุปถัมภ์” เป็นปรากฏการณ์ท่ามกลาง “สหรัฐ-มหาอำนาจ” แสดงอิทธิฤทธิ์คุกคามการอยู่ร่วมกันอย่างปกติ จนก่อ “วิกฤตพลังงาน” สร้างความเดือดร้อนต่อประชาคมโลกอย่างสาหัส
ผู้นำประเทศ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รับมือความเลวร้ายด้วยการปล่อยให้ “กลุ่มผลประโยชน์พลังงาน” แห่ชัดแถวกันมาสร้างกำไรเพิ่มกันมโหฬาร ไม่เว้นแม้แต่หน่วยงานรัฐอย่าง “กรมสรรพสามิต” ที่ฉวยโอกาสเพิ่มรายรับจากรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน พร้อมกับตั้ง “รองนายกรัฐมนตรี” ที่มีธุรกิจอันก่อข้อครหา “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ไปตั้งเป็นประธานบัญชาการรับมือวิกฤต
ส่วนตัว “นายกรัฐมนตรี” เองเอาแต่มั่นคงในวิธีทำงาน “สั่งวันนี้ต้องเสร็จเมื่อวาน” เอาแต่สั่งคนนั้น หน่วยงานนี้ให้แก้ไขเรื่องนั้นเรื่องนี้ โดยไม่มีคำเสนอแนะว่า “แก้ด้วยวิธีไหน อย่างไร”
อันเป็นความถนัดของ “เศรษฐีลูกเสี่ย” ที่สมัย “โควิด 19-มหาอุทกภัยหาดใหญ่ และทุกเรื่องตลอดทางมา” คือ “ลอยตัวเหนือปัญหาชี้ให้คนอื่นรับผิดชอบ” หนักเข้าเอาแต่ “โทษประชาชน”
ที่หนักไปกว่านั้นคือ “พรรคการเมืองที่แห่กันประกาศตัวเข้าร่วมรัฐบาล” ทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็ก พรรคน้อย ต่างชิ่งตัวเองกันออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล
บางพรรคแบบพอหอมปากหอมคอ แต่บางพรรคเปิดหน้าชนแรงเสียยิ่งกว่าฝ่ายค้าน ไม่เว้นแม้แต่คนที่มีชื่อในโผว่าจะเป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน”
นายกรัฐมนตรีจากพรรคที่ชนะการเลือกตั้งได้ ส.ส.มามากที่สุดในสภาฯ ยังทำงานสไตล์เดิม ตะโกนโหวกเหวกให้หัวหน้าหน่วยงานที่มีหน้าที่ไปแก้ปัญหา ล่าสุดเป็นเรื่อง “ฝุ่นพิษภาคเหนือที่ขึ้นอันดับหนึ่งของเมืองอากาศเป็นพิษโลก และดัชนีคอร์รัปชั่นที่ประเทศไทยถูดจัดให้เลวรายที่สุดในอาเซียน”
นายกรัฐมนตรีสั่งให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ไป “แก้ไขให้ได้” โดยไม่บอกว่า “จะแก้ด้วยวิธีไหน”
ประเทศไทยเรามี “รัฐธรรมนูญ 2560” เป็นเครื่องจักรผลิตคุณภาพให้ประเทศ อย่างไม่มีประเทศใดทำได้เสมอเหมือน
“รัฐธรรมนูญ 2560” เป็น “นวัตกรรม” นำประเทศสู่ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลก
หลังการเลือกตั้ง “พรรคภูมิใจไทย” ประกาศนโยบาย “การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
