รัฐบาลเปลี่ยนกี่ชุดก็ได้แต่ระบอบอำมาตยาธิปไตย ยังคงอยู่
หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
ระบอบอำมาตยาธิปไตย
ยืนได้เกิน 12 ปี
แต่ชาวบ้านยืนต่อไปไม่ไหวแล้ว
ผลของสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้น้ำมันแพงขึ้นอย่างมาก ได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านร้านถิ่นทั้งคนระดับกลางและคนจนอย่างมาก เนื่องจากรากฐานทางเศรษฐกิจของประชาชนได้ถูกกระทบจากปัญหาการเมืองภายใน ปัญหาโรคระบาดและสงครามการค้าต่อเนื่องเกือบ 20 ปี ล่าสุดสงครามตะวันออกกลาง
แต่ปัญหาการเมืองภายในเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นปัจจัยภายในที่ชี้ขาดว่าจะตั้งรับและแก้ปัญหาได้หรือไม่
ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าทำให้ประเทศไทยไม่สามารถคัดสรรผู้บริหารที่มีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศได้ เนื่องจากกลุ่มผู้มีอำนาจต้องการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กลุ่มตนเอง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยไม่สนใจว่าประชาชนจะเลือกใคร
พวกเขาถือหลักความมั่นคงเป็นสำคัญ จึงคัดเอาคนที่ไว้ใจเข้ามาบริหารและปกครอง ซึ่งไม่ได้มีความสามารถไปแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศได้
ดังนั้น ทุกครั้งที่มีปัญหาขนาดใหญ่กระแทกเข้ามาก็ยิ่งทำไม่เป็น ความเดือดร้อนของประชาชนจึงทับถมทวีคูณ
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เดือนก่อนหรือปีก่อน แต่เกิดมานานแล้ว และกำลังดำเนินต่อไป
1) มีความพยายาม
เปลี่ยนไปสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตย
หลายครั้ง
ช่วงปี 2535 ถึง 2549 ระบอบประชาธิปไตยที่กำลังจะเติบโตเต็มใบ ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกตัดกลางต้น ด้วยการรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งของนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร โดยคณะ คมช.
แม้จะฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ใช้รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับ 2550 มียุบพรรค และมีการเลือกตั้งใหม่ในปี 2550 เป้าหมายคือ เปลี่ยนภาพจากรัฐบาลรัฐประหารให้เป็นรัฐบาลที่ผ่านระบบการเลือกตั้ง แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มอำนาจเก่า ไม่เอาทักษิณ ชินวัตร
แต่ประชาชนก็ยังเลือกพรรคทักษิณอยู่ดี
เมื่อสรุปว่าที่รัฐประหารมาเสียของ ก็ต้องมีการเคลื่อนไหวใช้ม็อบมากดดันรัฐบาลยึดทำเนียบ ปิดสนามบินและใช้ตุลาการภิวัฒน์ ปลดนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ยุบพรรคพลังประชาชน เปลี่ยนขั้ว แล้วตั้งรัฐบาลโดยให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ กลุ่มเนวิน ชิดชอบ – อนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาร่วม
แต่อยู่ไม่นานก็ถูกต่อต้านโดยประชาชน ในปี 2553
แม้จะปราบสำเร็จ สังหารประชาชนไปร่วมร้อย บาดเจ็บมากมาย สุดท้ายก็ยอมยุบสภา และเลือกตั้งใหม่ปี 2554
พลังประชาชนเปลี่ยนเป็นพรรคเพื่อไทย แม้กรรมการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเพิ่มอีก แต่ประชาชนก็ยังคงเลือกเหมือนเดิม ได้นายกฯ หญิง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งฝ่าด่านน้ำท่วมและการต่อต้านของสารพัดกลุ่ม
ปี 2557 ม็อบ กปปส.ปิดกรุงเทพฯ แม้มีการยุบสภาก็ไม่สามารถเลือกตั้งได้ มีการปิดล้อมหน่วยเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และปลดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ที่รักษาการอยู่ แต่เพื่อไทยตั้งคนแทนทันที ฝ่ายตรงข้าม ตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้ สุดท้ายต้องรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดย คสช.
คราวนี้ไม่เปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งง่ายๆ แล้ว
2) การปกครอง
ด้วยระบอบอำมาตยาธิปไตย
จึงเริ่มต้นในยุค คสช.นั่นเอง
การปกครองภายใต้รัฐบาล คสช. มีพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา เป็นนายกฯ ถือเป็นการเริ่มต้นปกครองตามระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบ
เริ่มมีการวางรากฐานให้เป็นการปกครองระยะยาว แบบไม่ผิดรัฐธรรมนูญ (เพราะฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ทิ้งไปแล้ว) และมีอำนาจมากมายล้นฟ้า ขนาดอำนาจตามมาตรา 44 ก็เหนือระบบตุลาการ
การร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 มีการเพิ่มคำถามพ่วงและลงประชามติแบบห้ามค้าน ทำให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 และมี ส.ว.ที่ คสช.แต่งตั้งพ่วงมาอีก 250 คน ซึ่งมีอำนาจเลือกนายกฯ และเลือกองค์กรอิสระ อยู่ได้ยาวนานถึง 5 ปี
นี่คือการวางรากฐานตอกเสาเข็มของระบอบอำมาตยาธิปไตย
แต่การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ 2560 ก็ยังกลัวแพ้จึงต้องแก้ไขให้เป็นแบบเลือกบัตรใบเดียว เพื่อสกัดพรรคเพื่อไทยไม่ให้ได้รับชัยชนะ โดยกฎหมายเลือกตั้งให้เลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ใครชนะ ส.ส.เขตมากไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และใครจะได้เป็นนายกฯ ต้องมี ส.ว.แต่งตั้ง 250 คนหนุน
เส้นทางดูเหมือนจะโล่งหมดแล้ว แต่อยู่ดีๆ ก็ปรากฏพรรคอนาคตใหม่โผล่ขึ้นมา
กลุ่มอำนาจเก่ามัวแต่จ้องจะกำจัดพรรคเพื่อไทย จึงเปิดช่องว่างให้พรรคอนาคตใหม่ได้ ส.ส.ถึง 81 คน
และดูเหมือนพรรคนี้จะออกแนวก้าวหน้ายิ่งกว่าพรรคเพื่อไทยหลายเท่า ประกาศอย่างเปิดเผยว่าจะเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของประเทศนี้
ดังนั้น เพื่อให้ระบอบอำมาตยาธิปไตยมั่นคง จึงต้องกำจัดพรรคอนาคตใหม่ตั้งแต่เนิ่นๆ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค จึงถูกตัดสิทธิ์การเมือง 10 ปี และก็มีการยุบพรรคอนาคตใหม่
2562 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เปลี่ยนจากนายกฯ คสช.มาเป็นนายกฯ ที่ผ่านการเลือกตั้ง โดยมี ส.ว.แต่งตั้ง 250 คนสนับสนุน แม้จะผ่านไปได้อย่างทุลักทุเลแต่ก็ถือว่าทำได้และควบคุมโครงสร้างอำนาจทุกอย่าง ทั้ง ส.ว.และ ส.ส. มีแรงสนับสนุนจากอำนาจนอกระบบ จากระบบราชการ จากกองทัพ จากองค์กรอิสระ และฝ่ายตุลาการ
ทั้งหมดล้วนแต่เอื้อให้ระบอบอำมาตยาธิปไตยเดินต่อไปได้อีก 4 ปีอย่างสบายๆ
3) ความพยายาม
สืบทอดอำนาจล้มเหลว
หลังเลือกตั้ง 2566 จึงต้องปรับแผนการ
แม้จะอยู่มา 8 ปีกว่า แต่ศาลก็ตัดสินว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังสามารถสมัครเป็นนายกฯ ได้อีก แต่การเลือกตั้งปี 2566 พรรครวมไทยสร้างชาติที่นายกฯ ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตมีเสียงสนับสนุนแค่ 4.7 ล้านได้ลำดับ 5 มี ส.ส. 36 คน โอกาสสืบทอดอำนาจจึงหมดไป ในขณะที่พรรคก้าวไกลได้ ส.ส. 151 คน พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส. 141 คน
แม้พรรคก้าวไกลจะได้รับชัยชนะเป็นที่ 1แต่เมื่อ ส.ว. 250 คนไม่สนับสนุนก็ไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้
พรรคเพื่อไทยถูกดันขึ้นมาเป็นนายกฯ ทั้งที่เคยถูกต่อต้านจากกลุ่มอำนาจเก่ามาตลอด แต่ครั้งนี้ต้องเดินเกมประนีประนอมกับทักษิณเพราะความจำเป็น เนื่องจากพรรคอนุรักษนิยมทั้งหลายรวมเสียงกันได้ไม่ถึง 200 เพื่อไทยจึงได้เป็นรัฐบาลโดยให้ ส.ว. 250 คนสนับสนุน แต่ก็มีแผนดึงนายกฯ ทักษิณกลับประเทศไทยมาเป็นตัวประกันและได้เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ
ในปี 2567 กลุ่มอำนาจเก่าก็ดำเนินแผนยึดอำนาจวุฒิสภา โดยใช้ช่องโหว่จากระบบเลือกกันเองของกลุ่มอาชีพให้กลายเป็นระบบฮั้ว ส.ว. และพวกเขาก็ทำได้สำเร็จ ได้ ส.ว.ถึง 138 คน จาก 200 คน แม้จะมีคดีความถูกฟ้อง
แต่กระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระก็ยังทำอะไรไม่ได้ พวกเขาจึงทำหน้าที่ในวุฒิสภาแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระได้ตามเป้าหมายประเมินจากจุดนี้ คิดว่าการแก้รัฐธรรมนูญแทบเป็นไปไม่ได้
สิงหาคม 2567 นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ถูกปลด นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ขึ้นมาแทน
พรรคก้าวไกลถูกยุบ ต้องเปลี่ยนเป็นพรรคประชาชน
4) แผนสืบทอดอำนาจ 2569
ปี2568 การปลดนายกฯ แพทองธารจากพรรคเพื่อไทยก็เกิดขึ้น และมีการปรับขั้วอำนาจคล้ายกับเมื่อครั้งตั้ง ปชป.เป็นรัฐบาลปี 2552
การเข้าสู่ตำแหน่งนายกฯ ชั่วคราวของอนุทิน ชาญวีรกูล ถือว่ามีเทคนิคพอสมควร เพราะใช้ทั้งตุลาการภิวัฒน์และเกมในสภา โดยการหลอกให้พรรคประชาชนสนับสนุนจนอนุทินได้เป็นนายกฯ และก็ได้สำแดงเดชการใช้อำนาจรัฐ การใช้พลังดูด การใช้กลุ่มทุน ทั้งก่อนการเลือกตั้งและในระหว่างการเลือกตั้ง 2569
เมื่อการเลือกตั้ง 2569 เริ่มขึ้นจนจบลงเป็นไปตามแผน และบรรลุเป้าหมายที่จะให้นายกฯ คืออนุทินและพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ
แม้มีผู้คนกังขาทั้งเรื่องการซื้อเสียงการนับคะแนนบัตรเลือกตั้ง แต่ กกต.และกระบวนการยุติธรรมดูเหมือนจะทำอะไรไม่ได้
การรับรอง ส.ส.ก็จบไปแล้ว และรัฐบาลก็กำลังจะตั้งขึ้นมา พรรคประชาชนก็ต้องไปเป็นฝ่ายค้านตามที่กำหนดไว้ เพราะตัวหลักในการเป็นรัฐบาลคือพรรคภูมิใจไทย
โดยคนกำหนดเกมคาดหวังว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยน่าจะเดินเข้าสู่ปีที่ 12 – 15 อย่างราบรื่น ถ้าองค์กรอิสระและศาลไม่ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะและไม่มีการดำเนินคดีกับกลุ่ม ฮั้ว ส.ว. นับจากตั้งรัฐบาลเรียบร้อยก็ต้องถือว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยมีความมั่นคงใกล้เคียงกับยุค คสช.
อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ หรืออำนาจนอกระบบ บัดนี้ฝ่ายอนุรักษนิยมได้ดูแลอย่างสมบูรณ์
สามารถแต่งตั้งบุคลากรได้ทุกตำแหน่งตามต้องการ
มีอำนาจในการร่างหรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมายได้ตามต้องการ
การเมืองบ้านเรานับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีการแข่งขันทางการเมือง แต่จะกำจัดฝ่ายตรงข้ามด้วยกฎหมายหรือกำลัง โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับความนิยมจากประชาชน โดยหาทางยุบพรรค ตัดสิทธิ์ไม่ให้ลงแข่งขัน มีบางคนถึงกับถูกลงโทษให้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต
เปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ หวังฝ่าคลื่นการเมือง เสริมระบอบอำมาตยาธิปไตย แต่ความเดือดร้อนและความไม่พอใจของประชาชนคือ… สึนามิ
