หวังว่าจะ ‘ไม่สูญเปล่า’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
เกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองไม่ใหญ่ไม่เล็กที่น่าสนใจในช่วงเทศกาลสงกรานต์
นั่นคือมี “คนการเมืองรุ่นใหม่” ที่ภาพลักษณ์ไม่มัวหมอง มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (เศรษฐกิจระหว่างประเทศและการศึกษา) ในระดับสูง ซึ่งเคยสังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (พรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชน) ถึงสองราย ที่ตัดสินใจไปร่วมงานเป็น “ทีมงาน” ของรัฐมนตรีใน “ครม.อนุทิน 2”
งานเขียนชิ้นนี้มิได้อยากประเมินเรื่องนี้ ในแง่มุมของ “ฝ่ายดี” หรือ “ผู้ร้าย” ไม่ได้อยาก “กล่าวโทษประณาม” หรือ “ชื่นชมให้กำลังใจ” บุคลากรทั้งสองคน
เพียงแค่รู้สึกว่านี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่านำมาถกเถียงครุ่นคิดกันต่อ
แน่นอน บุคลากรทางการเมืองทั้งสองท่านย่อมประเมินแล้วว่า พวกตนมองเห็น “โอกาส” บางประการ ในการเข้าไปเป็น “ส่วนเสี้ยวหนึ่ง” ของรัฐบาลใหม่
“โอกาส” ที่หากยังอยู่ในตำแหน่งแห่งที่เดิมทางการเมือง สังกัดพรรคเดิม ก็จะไม่มีทางเกิดขึ้น
“โอกาส” ที่อาจไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนบุคคลเป็นที่ตั้ง แต่เป็น “โอกาส” ที่มาจากความคิดความเชื่อว่า ตนเองน่าจะได้ลงมือทำอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ ในเรื่องที่ตนมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ และมีความมุ่งมาดปรารถนากระตือรือร้นที่จะทำ
ไม่แน่ใจนักหรอกว่า คนการเมืองรุ่นใหม่ทั้งสองรายนี้ มีความเชื่อใจ-ไว้วางใจ ครม.อนุทิน 2 ทั้งคณะ, นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล”, พรรคภูมิใจไทย, เครือข่ายการเมืองสีน้ำเงิน ตลอดจนองคาพยพรัฐพันลึกที่พัวพันส่งเสริมรัฐบาลชุดนี้อยู่ มากน้อยเพียงใด
แต่อย่างน้อยที่สุด ทั้งสองคนก็ต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจต่อรัฐมนตรีที่ตนเองจะเข้าไปช่วยทำงานสนับสนุน ว่าเป็น “ผู้นำที่มีความสามารถ” และจะช่วยส่งเสริมให้ความใฝ่ฝันที่อยากเห็นสังคมไทยดีขึ้นกว่าเดิม (ในบางด้าน) ของพวกตน บังเกิดขึ้นได้จริง
อย่างไรก็ตาม คำถามชวนคิดมีอยู่ว่า อะไรคือหลักประกันว่า การตัดสินใจเปลี่ยนข้างเพื่อบรรลุเป้าประสงค์ทางการเมืองข้างต้นจะประสบความสำเร็จ ณ บั้นปลาย?
แม้หลายคนอาจเถียงแทนว่า การเปลี่ยนพรรคเปลี่ยนต้นสังกัดของบุคลากรทั้งสองท่าน ยังไม่ถึงขั้นเป็นการทรยศต่ออุดมการณ์ทางการเมืองที่พวกเขาเคยสมาทานในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การตัดสินใจเช่นนั้นส่งผลให้ทั้งสองคนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง “พื้นฐาน-ที่ยืน” ในทางการเมืองของตนเอง
สิ่งที่ยังเป็นปริศนาน่าสงสัย ก็คือ นอกจากสมาชิก ครม. สองรายแล้ว รัฐบาลชุดปัจจุบันเป็น “พื้นฐาน-ที่ยืนอันอุดมสมบูรณ์” ขนาดไหน ต่อความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความคาดหวังของคนการเมืองรุ่นใหม่ทั้งสองคน
พูดอีกแบบ คือ องคาพยพของรัฐบาลทั้งระบบมีความฝันตรงกันกับคนการเมืองระดับ “ทีมงานรัฐมนตรี” คู่นี้มากน้อยแค่ไหน และจัดลำดับความสำคัญของความฝันดังกล่าวเอาไว้ตรงส่วนไหน-อันดับที่เท่าไร ในแผนงานของรัฐบาล
นี่เป็นเรื่องที่แม้กระทั่ง “ผู้ตัดสินใจเปลี่ยน” ทั้งสองราย ก็คงยังไม่ค้นพบคำตอบที่ชัดเจนในตอนนี้
ส่วนคนนอกอย่างเราๆ ที่ยังปรารถนาดีต่อทั้งสองท่าน ก็อาจทำได้แค่เอาใจช่วยให้ “ราคาที่ต้องจ่าย” ในคราวนี้ ไม่กลายเป็น “สิ่งสูญเปล่า” ทางการเมืองในอนาคต
