ธงทอง จันทรางศุ | บุญกุศลใหญ่หลวง ส่งเสริม ‘หนังสือ’ ครบวงจร
คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
กิจกรรมประจำปี ปีละสองครั้ง ที่ผมต้องนัดหมายกับตัวเองไว้ในปฏิทินล่วงหน้าอยู่เสมอ คือการไปเดินเที่ยวและจับจ่ายซื้อหนังสือในงานหนังสือระดับชาติซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ว่ากันตามตรง งานดังกล่าวซึ่งมีเป็นประจำในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนครั้งหนึ่ง และช่วงปลายเดือนตุลาคมอีกครั้งหนึ่ง ต่างงานต่างมีเจ้าภาพคนละเจ้าภาพ ชื่อของงานก็เรียกยักเยื้องแตกต่างกัน
แต่ไม่เป็นไรครับ เราซึ่งเป็นคนไปเดินเล่นเพื่อซื้อหนังสือไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดอะไรมากถึงขนาดนั้นก็ได้
ข้อสำคัญคือ ขอให้มีสตางค์อยู่ในกระเป๋าเพียงพอที่จะซื้อหนังสือได้ตามใจปรารถนาเท่านั้น
สำนวนสำหรับนักเลงหนังสือที่ไปเที่ยวซื้อหนังสือแล้วมาเก็บดองเอาไว้ด้วยความภาคภูมิใจ แต่ยังหาเวลาว่างอ่านไม่ได้เสียที จนกระทั่งหนังสือมีกองใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่เรียกว่า “กองดอง” ก็มีที่มาจากงานหนังสือชนิดนี้นี่เอง
นอกจากไปเดินซื้อหนังสือและพบปะพูดคุยกับคนคอเดียวกันแล้ว สำหรับผมเองบางปีก็มีกิจกรรมพิเศษเพิ่มเติมขึ้นมา เช่น ถ้าปีใดมีหนังสือที่ตัวเองเป็นคนเขียนหรือช่วยเขาจัดทำ เช่น เป็นบรรณาธิการ ผมจะมีหน้าที่ไป “เปิดตัวหนังสือ” ให้เป็นที่ครึกครื้น
และหวังว่าจะมีคนมาขอลายเซ็นผู้เขียนกับเขาบ้าง ครึ้มใจดีออกจะตายไปเวลามีคนมาขอให้ลงชื่อในหนังสือที่เขาซื้อไป
นี่ขอโฆษณาไว้ล่วงหน้าเลยนะครับว่า เดือนมีนาคมปีหน้าคือปี 2570 ผมจะมีหนังสือออกใหม่หนึ่งเล่ม เป็นประวัติของตัวผมเองและเรื่องราวที่ผมได้เคยผ่านพบมาตลอดเวลา 72 ปีของชีวิต
หนังสือเล่มนี้ชื่ออะไรยังคิดไม่ออก ต้นฉบับก็ยังเขียนไม่เสร็จเพราะใช้วิธีทยอยเขียนไปสัปดาห์ละหนึ่งบท
จะกินอาหารอร่อยต้องใจเย็นๆ จะมีหนังสือเล่มโตเกิดขึ้นได้ก็ต้องค่อยๆ เขียนค่อยๆ คิดไปครับ
ระหว่างนี้ท่านผู้อยากจะอ่านไม่ต้องทำอะไรมาก ขอให้เตรียมเงินเอาไว้ให้พร้อมก็แล้วกันครับ ฮา!
นอกจากกิจกรรมเปิดตัวหนังสือซึ่งมีตามวาระโอกาสดังกล่าวแล้ว บางคราวในงานแบบนี้ผมก็ได้รับเชิญให้ไปพูดหรือแสดงปาฐกถาในหัวข้อที่ตัวเองพอมีความรู้อยู่บ้าง
งานหนังสือเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาคราวนี้ผมก็ได้ไปทำหน้าที่ดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เป็นการไปตามคำเชื้อเชิญของสำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยกำหนดหัวข้อให้ผมพูดเรื่อง “นโยบายภาครัฐด้านหนังสือ” กำหนดเวลาให้พูดประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง
เมื่อถึงเวลาพูดจริงก็มีผู้สนใจมาฟังประมาณ 40 คน มีพระมาด้วยหนึ่งรูป แค่นี้ก็ดีใจมากแล้วครับที่พูดแล้วมีคนฟัง
ตลอดเวลาที่ได้รับโอกาสให้เจื้อยแจ้วอยู่บนเวทีที่ยึดครองเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว ผมแสดงความคิดเห็นในเบื้องต้นว่า ท่ามกลางวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลายของมนุษย์ “หนังสือ” เป็นเครื่องมือที่นำความรู้ไปเผยแพร่ในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพมาช้านานมากแล้ว นานมากกว่าสื่อการเรียนรู้อื่นๆ
ยกตัวอย่างเช่น วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อออนไลน์ ตั้งเป็นกองสองกอง แม้จะมีสื่ออื่นเกิดขึ้นในภายหลังอีกมากมาย รวมทั้งอีบุ๊กที่เมื่อหลายปีก่อนมีคนพยากรณ์ว่าจะเข้ามาแทนที่หนังสือแบบจารีตนิยมได้โดยเด็ดขาด แต่มาถึงทุกวันนี้แล้วหนังสือก็ยังคงยืนหนึ่งอยู่ ในฐานะสื่อของการเรียนรู้ สื่อของความบันเทิง และสื่อของจินตนาการที่ไม่มีอะไรอื่นใดมาเทียบได้โดยไม่เปลี่ยนแปลง
ผมจึงมีความเห็นว่า ประเทศของเราควรจะส่งเสริมให้คนได้อ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น
คําพูดประโยคนี้หมายความว่า เราต้องมีหนังสือทั้งใหม่และเก่า ทั้งจากแหล่งกำเนิดในประเทศและต่างประเทศที่อาจจะมีการแปลย้อนไปมาหลายภาษา เป็นจำนวนมากเพียงพอและมีเพิ่มขึ้นเรื่อยแบบไม่รู้จบ
เราต้องมีนโยบายสนับสนุนการผลิตหนังสือให้ได้หนังสือที่มีคุณภาพดี ราคาย่อมเยาเหมาะกับกระเป๋าของคนในประเทศ อุตสาหกรรมการพิมพ์ควรได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน คนซื้อหนังสือควรได้รับสิทธิประโยชน์ในทางภาษีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ทำกันเพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราว บางปีก็มีบางปีก็ไม่มีมาตรการลดหย่อนให้คนซื้อหนังสือได้ชื่นใจ
สำหรับคนที่ฐานะการเงินในกระเป๋าไม่เอื้อเฟื้อให้ซื้อหนังสือได้อย่างใจปรารถนาก็ดี หรือมีเงินซื้อหนังสือแต่ไม่มีที่เก็บหนังสือเพราะอยู่ห้องแคบเท่าแมวดิ้นตายก็ดี ประเทศของเราต้องวางระบบให้มีห้องสมุดเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและทั่วถึง
พูดถึงห้องสมุดขึ้นมาแล้วหลายคนคงร้อง “ยี้” เพราะภาพจำที่ห้องสมุดเป็นโกดังเก็บหนังสือ บรรยากาศทึมและเศร้า บรรณารักษ์ก็ดุเสียจนยักษ์เรียกพี่ ห้องสมุดแบบนั้นผมก็อยากได้เหมือนกันครับ
แต่ห้องสมุดที่ผมอยากจะให้เกิดขึ้นบ้านเรา ต้องเป็นห้องสมุดที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ เข้าไปแล้วรู้สึกโปร่ง โล่งสบาย
เวลาเปิดปิดของห้องสมุดก็เหมาะสมกับชีวิตของผู้ใช้บริการ ไม่ใช่ว่ายึดติดกับปฏิทินของราชการ คือต้องเริ่มเปิดประตูห้องสมุดตอน 08:30 น. และปิดประตูห้องสมุดเวลา 16:30 น. เสมอไป วันเสาร์อาทิตย์ก็หยุดราชการเสียอีก แบบนี้ใครจะมาใช้ห้องสมุดได้เล่า ในเมื่อเวลาเช่นว่านั้นคนทั้งหลายเขาก็ทำมาหากินอยู่เหมือนกัน
ห้องสมุดของเทศบาลท้องถิ่นที่ผมเคยไปด้อมๆ มองๆ อยู่ที่ชานกรุงปารีส เปิดถึงเย็นถึงค่ำ โดยมีผู้ที่คอยให้บริการเป็นคนวัยเกษียณแล้วที่มีบ้านอยู่ใกล้ห้องสมุด แล้วมาทำงานโดยได้รับค่าตอบแทนเล็กน้อยพอไม่ให้เข้าเนื้อ
วิธีการแบบนี้อาจจะบอกได้ว่าเป็นกระสุนนัดเดียวที่ได้นกหลายตัว เพราะทำให้ชีวิตของคนชรามีคุณค่าขึ้น มีเบี้ยติดกระเป๋า
เทศบาลเองก็ได้หน้าในหลายแง่มุม คนอ่านหนังสือก็ได้ห้องสมุดที่เปิดให้บริการจนถึงเวลาค่ำ เลิกงานแล้วก็ยังมาอ่านหนังสือทันเวลาก่อนปิดประตูห้องสมุด
พูดถึงห้องสมุดแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเป็นอาคารแยกต่างหาก เป็นเพียงแค่มุมอ่านหนังสือ ฝังตัวอยู่ในที่ทำงานของใครก็ได้ โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณสร้างใหม่เป็นเอกเทศ
การให้คนที่อยากอ่านหนังสือเข้าถึงหนังสือได้แบบสมัยใหม่ เช่น การทำห้องสมุดออนไลน์ เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะมีหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน หรือทั้งรัฐและเอกชนร่วมมือกันนำหนังสือดีมีคุณภาพที่ไม่ติดปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์แล้ว ขึ้นมาอยู่ในระบบออนไลน์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก มีระบบสืบค้นและบริการที่เป็นมิตร ถ้าเป็นแบบนี้แล้วทุกคนก็มีห้องสมุดอยู่กับมือถือของตัวเองได้โดยไม่ยากเกินไปนัก
ระบบการบริหารพื้นที่จัดเก็บหนังสือในห้องสมุดสาธารณะก็เป็นเรื่องสำคัญ
ผมเสียดายใจจะขาดที่หนังสือดีมีคุณค่าหลายเล่มถูกจำหน่ายออกจากห้องสมุด เพราะต้องหลีกทางให้กับหนังสือเล่มใหม่ที่อ่อนอายุกว่า
อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหมือนเราต้องไล่คุณปู่ออกจากบ้านเพราะมีหลานเกิดขึ้นใหม่ในครอบครัว
ปู่กับหลานจะอยู่ร่วมกันไม่ได้เชียวหรือ
เราต้องมองหนังสือว่าเป็นต้นกำเนิดของงานสร้างสรรค์อีกหลายชนิดที่ติดตามมา
งานศิลปะหลายแขนงมีความผูกพันเชื่อมโยงกับหนังสือโดยใกล้ชิด
ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ ภาพยนตร์และละครรวมตลอดถึงเพลงดังจำนวนมาก ต่างมีที่มาจากหนังสือที่มีแฟนนานุแฟนติดงอมแงมอยู่ดั้งเดิม แล้วมาต่อยอดเป็นงานสร้างสรรค์ใหม่
ยุคสมัยนี้ “หนังสือวาย” กำลังมาแรง หนังสือเหล่านี้หลายเล่มกลายเป็นซีรีส์ที่มีชื่อเสียง ขายดิบขายดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ นำเงินเข้าบ้านเมืองของเรามามากมายพอสมควรแล้ว
เป็นไปได้หรือไม่ที่หนังสือที่เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญา เป็นวรรณกรรมของชาติ เป็นความรุ่มรวยของภาษา เป็นแบบฉบับของความคิดและสติปัญญาของบรรพบุรุษ ทางราชการจะจัดพิมพ์ขึ้นในราคาย่อมเยา ขาดทุนก็ต้องยอมขาดทุนครับ ถ้าทำแบบนี้แล้วลูกหลานของเราสามารถซื้อไปอ่านได้
กำไรที่เกิดขึ้นในทางสติปัญญาเทียบไม่ได้เลยกับเงินที่เราอาจจะต้องควักกระเป๋างบประมาณขาดทุนไปบ้าง ผมนึกว่าปีละร้อยล้านหรือ มากน้อยกว่านี้อีกนิดหน่อย ประโยชน์ที่จะได้รับตอบแทนมาคุ้มค่าแน่นอน
เปรียบกับการงาน “อีเวนต์” ที่ชอบจัดกันนักหนาแล้ว งบประมาณตามแนวคิดที่ผมเสนอให้ขายหนังสือในราคาขาดทุนนี้จิ๊บจ๊อยเต็มที่
ผมทราบว่า ในบางประเทศหรือบางเมือง บางมหาวิทยาลัยเขาจัดงบประมาณอุดหนุนไว้ เพื่อให้คนที่เขียนหนังสือดี มีฝีมือ ได้ไปนั่งทำงานในบรรยากาศที่รื่นรมย์ สมมุติว่า เป็นเมืองชายทะเลสักแห่งหนึ่ง ดูแลทั้งที่อยู่และอาหารการกินให้เสร็จสรรพ ความคิดในสมองจะได้วิ่งปรู๊ดปร๊าด
ไปอยู่ตรงนั้นเลยสักหนึ่งปีสองปีแล้วช่วยเขียนหนังสือดีขึ้นมาสักเล่มหนึ่ง ทำแบบนี้จะกี่สตางค์กันเชียว
เรื่องทั้งหลายที่พูดมาข้างต้นนี้ ฟังดูแล้วเหมือนพูดเล่น แต่ผมเอาจริงนะครับ
ข้อสำคัญคือ เมื่อไหร่เมืองไทยของเราจะเอาจริงในเรื่องแบบนี้เสียที
เราพร่ำบ่นกันว่า คนไทยไม่ยอมอ่านหนังสือบ้างล่ะ คนไทยอ่านหนังสือวันละแปดบรรทัดบ้างละ
ถ้ารัฐบาลชุดไหนมีนโยบายส่งเสริมเรื่องหนังสือแบบครบวงจรขึ้นมาได้จริงแล้วไซร้ จะเกิดบุญกุศลใหญ่หลวงยิ่งนัก เพราะทำให้คนฉลาดมากขึ้นตั้งเยอะแยะ
เอ๊ะ! หรือประเทศไทยกลัวคนฉลาดครับ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
