หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่ละพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองมีเป้าหมายที่ซับซ้อนกว่าการชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.หรือการได้จำนวน ส.ก.
ถ้ามองการแข่งขันทางการเมืองในพื้นที่ กทม.ในครั้งนี้จะพบกลุ่มการเมืองทั้งที่สังกัดพรรคและไม่สังกัดพรรคการเมือง ที่จะลงแข่งขันกัน มี 4 กลุ่มใหญ่
1. พรรคประชาชน 2. พรรคเพื่อไทย 3. พรรคประชาธิปัตย์ 4. กลุ่มสนับสนุนผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ที่เหลือนั้นเป็นกลุ่มหรือบุคคลอิสระอื่น ที่ยังไม่มีน้ำหนักเป็นตัวแปรทางการเมืองแต่อย่างใด ลองวิเคราะห์เป้าหมายของแต่ละกลุ่ม
1.พรรคประชาชน
การลงแข่งขันทางการเมืองครั้งนี้ต้องส่งชิงทั้งผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก. ครบทุกเขตปกครอง 50 คน เพื่อเป็นการรักษาสถานะแชมป์ที่ได้รับเลือกตั้ง ได้ ส.ส.ที่ผ่านมาครบทุกเขตเลือกตั้ง 33 คน เมื่อเป็นเช่นนี้พรรคประชาชนต้องรบกับทุกกลุ่มทุกพรรคและบุคคลที่สมัครอิสระ
ถ้าคิดตรรกะตัวเลขแบบง่ายๆ พรรคประชาชนควรจะได้ ส.ก.ทุกเขตหรือเกือบทุกเขต แต่การเลือกตั้ง ส.ก.ซึ่งเป็นตัวแทนแก้ปัญหาประชาชนในท้องถิ่นมิได้เป็นแบบระดับชาติ ซึ่งพรรคประชาชนรู้ดีเพราะเมื่อครั้งที่เป็นพรรคก้าวไกลลงแข่งในสนามนี้ก็ได้ ส.ก.มาเพียงแค่ 14 คนเท่านั้น
ดังนั้น เป้าหมายของพรรคประชาชนจึงต้องแบ่งเป็น 2 อย่าง
ในกรณีตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.แม้อยากได้รับชัยชนะให้คนที่ตนเองส่งได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. แต่ก็รู้อยู่แล้วว่าผู้ว่าฯ ชัชชาติจะลงสมัครอีกหนึ่งสมัยและเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวมาก ถ้าจะสู้ก็ต้องหาผู้สมัครที่ดีเด่นประเภท A++ แต่ไม่สามารถหาผู้สมัครแบบนั้นได้ ก็จำเป็นต้องหาผู้สมัครที่พอขัดตาทัพได้ลงไปเพื่อเป็นหัวมังกร ให้ตัวมังกรซึ่งเป็น ส.ก. 50 คน ประกอบร่างให้สมบูรณ์และลงแข่งขันได้อย่างเต็มกำลัง
ถ้าไม่ชนะก็ไม่เป็นไรถือว่าหาประสบการณ์ และเป็นการปูพื้นฐานให้แน่นเพราะในสมัยหน้าก็จะไม่มีผู้ว่าฯ ชัชชาติคนนี้อีกแล้วเนื่องจากเป็นครบ 2 สมัย
ดังนั้น เป้าหมายที่ 2 ของพรรคประชาชน ก็คือควรจะได้ ส.ก.อย่างน้อยเกินครึ่งเพื่อที่จะชิงตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานคร ในขณะเดียวกัน ก็สามารถตรวจสอบคะแนนเสียงพื้นฐานในแต่ละเขตการปกครองว่ามีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหนบ้าง เวลากระแสตกจะได้รู้ว่าฐานที่มั่นที่แท้จริงอยู่ตรงไหน
2. พรรคเพื่อไทย
เนื่องจากคะแนนเสียงในการเลือก ส.ส.ที่ผ่านมาลดลงมาก แม้การเลือก ส.ก.ครั้งล่าสุดจะได้จำนวน ส.ก.มากที่สุด 20 คน แต่ไม่ถึงครึ่งเช่นกัน
ซึ่งหลายคนก็คาดกันว่าที่ชนะได้ขนาดนี้ก็อาศัยกระแส ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมต. เพื่อไทย ที่สมัครผู้ว่าฯ กทม. บวกกับฐานเสียงพรรค และเมื่อดูจากกระแสการเมืองใหญ่ช่วงนี้ พรรคเพื่อไทยคงจะไม่ส่งผู้ว่าฯ กทม. และถ้าผู้ว่าฯ ชัชชาติยังได้เป็นผู้ว่าฯ อีกหนึ่งสมัยพรรคเพื่อไทยก็ถือว่าเป็นแนวร่วมที่ดีไม่เดือดร้อนอะไร
ชัชชาติชนะผู้ว่าฯ ดีกว่าพรรคประชาชนชนะหรือพรรคประชาธิปัตย์ชนะ เป้าหมายที่แท้จริงของพรรคเพื่อไทยก็ยังคงหนุนผู้ว่าฯ ชัชชาติอยู่เหมือนเดิม ไม่ต้องไปเปลืองแรงเปลืองเสบียง
แต่เรื่อง ส.ก.นั้น คงจะส่งแบบตามใจผู้สมัคร ซึ่งน่าจะมีผู้สมัครจำนวนหนึ่งต้องการใช้ตราสัญลักษณ์ของพรรคเพื่อประกาศสังกัดของตัวเอง รักษาพื้นที่และหัวคะแนน
แต่ก็มีผู้สมัครซึ่งเป็น ส.ก.เดิมของเพื่อไทยย้ายไปสังกัดกลุ่มผู้สนับสนุนผู้ว่าฯ ชัชชาติ และแสดงตัวอย่างเปิดเผย ซึ่งดูเหมือนพรรคเพื่อไทยก็คงไม่ว่าอะไร แล้วแต่ความสมัครใจของทุกฝ่าย
ซึ่งสำหรับคนทั่วไปก็คงไม่รู้สึกแปลกอะไรเพราะว่าชัชชาติเคยอยู่ในสังกัดเพื่อไทยมาเก่า
3. กลุ่มที่สนับสนุนผู้ว่าฯ ชัชชาติ
ตามข่าวที่ว่ามีกลุ่มอิสระ “คนทำงาน” เตรียมนำทีมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร จำนวน 33 เขต ชูแนวคิด “คนทำงาน เพื่อเมืองที่ทำงานได้จริง” มุ่งผลักดันการเมืองท้องถิ่นที่เน้นการแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติ ลดความขัดแย้งทางการเมือง และยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ
ผู้ที่สนใจการเมืองฟังแล้วก็รู้ว่ากลุ่มนี้ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ว่าฯ ชัชชาติแน่นอน
การวางแนวทางเป็นกลางทางการเมืองก็เพื่อต้องการรับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายในการทำงานและไม่ต้องการให้เกิดแรงปะทะที่รุนแรงในช่วงการหาเสียง
กลุ่มนี้จึงส่งผู้สมัครไม่ครบทั้ง 50 เขต (ตามข่าวมี 33 เขต ก็ถือว่าประมาณ 2 ใน 3)
ทีมวิเคราะห์มองว่าการลงสมัครเพียง 33 เขตน่าจะมีเหตุผล คือเว้นที่ว่างไว้ให้สำหรับมิตรแนวร่วมซึ่งเคยทำงานร่วมกันในสภา กทม.มาตลอด 4 ปีและมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ต้องส่งถึง 33 เขตก็เพราะคิดว่าไม่ชนะทั้งหมด แต่อยากจะได้ ส.ก. 20-25 คน เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนในสภา กทม.
ผู้สมัครเหล่านี้มาจากคนที่เคยร่วมงานกับผู้ว่าฯ ทีมงานหรือผู้ปฏิบัติงาน คนหนุ่มสาวที่มาช่วยงานผู้ว่าฯ ชัชชาติมาก่อนหรือขณะที่เป็นผู้ว่าฯ จากนั้นก็อยากลงเล่นการเมืองท้องถิ่นแบบเปิด ลงไปมีบทบาทเอง
อีกส่วนหนึ่งมาจากพรรคการเมืองแนวร่วม เช่น พรรคเพื่อไทยหรือพรรคอื่น เมื่อพรรคเพื่อไทยตัดสินใจไม่ส่งในนามพรรค คนเก่าที่เคยเป็น ส.ก.อยู่แล้วก็ย้ายมาสังกัดกลุ่มนี้ทันที จึงเท่ากับว่าได้คนมีประสบการณ์ รู้พื้นที่และถูกคัดกรองมาแล้วระดับหนึ่ง เพราะไม่ได้รับทั้งหมด
เป้าหมายของกลุ่มนี้ชัดเจนมาก คือสนับสนุนให้ผู้ว่าฯ ชัชชาติได้ชนะเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้ง และให้ตนเองและกลุ่มของตนเองชนะได้เป็น ส.ก. ส่วนการเช็กคะแนนเสียงหรือเรื่องการเมืองใหญ่เป็นเรื่องที่เอาไว้ทีหลัง
4. พรรคประชาธิปัตย์
การส่งผู้สมัครลงครั้งนี้จะส่งแข่งขันในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.และส่งผู้สมัคร ส.ก.ทั้ง 50 เขต
แต่เมื่อดูตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ และ ส.ก.แล้ว ก็วิเคราะห์ได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้หวังว่าจะชนะในการเลือกผู้ว่าฯ กทม. แต่ในเชิงยุทธวิธีตำแหน่งนี้ก็จะเป็นหัวของผู้สมัคร ส.ก.ทั้งหมด ประเมินขณะนี้ประชาธิปัตย์คงไม่หวังว่าจะได้มากกว่า 9 คน ซึ่งเคยได้มาเมื่อการกลับมาของอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อาจทำให้มีคะแนนดีขึ้น แต่จะดีขึ้นจนชนะเลือกตั้งหรือไม่ กี่เขต?
เป้าหมายที่แท้จริงของประชาธิปัตย์ก็คือการฟื้นตัวของพรรค หวังให้กำลังฝ่ายอนุรักษนิยมย้ายกลับมาอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่กระจัดกระจายออกไป ฐานภาคใต้ก็ถูกตีแตกไปหลายเขต
การเลือกตั้งใน กทม.ครั้งนี้จะเป็นการรวบรวมหัวคะแนนและเสียงในเมืองกรุง
ผลการเลือกตั้งจะชี้วัดว่ากำลังของประชาธิปัตย์ที่แท้จริงยังเหลืออยู่ในเขตการปกครองไหนเท่าไรและจะมีโอกาสฟื้นตัวในการเลือกตั้งใหญ่จนได้รับชัยชนะในเขตไหนได้บ้าง
เพราะขณะนี้กระแสของพรรคประชาชนครอบคลุมไปทั้ง กทม. การจะสู้ให้ชนะทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ แต่จะต้องเลือกเขตที่ทุ่มกำลังลงไปแล้วคุ้มค่า
สำหรับประชาธิปัตย์แล้ว ถ้าครั้งนี้ชัยชนะเป็นของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ประชาธิปัตย์ก็ถือว่าไม่เป็นอันตราย ดีกว่าที่จะให้พรรคที่เป็นคู่แข่งทางการเมืองใหญ่โดยตรงมาชิงอำนาจใน กทม.ไปดูแล เพราะประชาธิปัตย์อ่านเกมว่าชัชชาติจะทำตัวเป็นกลางเพื่อความสะดวกในการบริหาร
วิเคราะห์โอกาสของผู้ว่าฯ ชัชชาติ
ขึ้นอยู่กับการตัดสินผลงาน โดยชาวบ้าน
เมื่อผู้ว่าฯ ชัชชาติประกาศลงแข่งขันอีกครั้ง ก็เหมือนแข่งกับตัวเอง เพราะชาวบ้านจะดูจากผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา แม้ไม่ได้มีผลงานเด่นเป็นชิ้นใหญ่ๆ แต่ประชาชนก็พอเข้าใจได้ว่าตำแหน่งผู้ว่าฯ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในท้องถิ่นมีความจำกัดเพราะไม่ได้คุมกระทรวงอะไรเลย ดังนั้น ไม่ว่าน้ำประปา ไฟฟ้า ตำรวจ ล้วนแต่ต้องพึ่งองค์กรอื่นทั้งสิ้น ความคาดหวังของประชาชนจึงเป็นเรื่องไม่ยากนัก และเป็นงานคล้ายแม่บ้านที่จะต้องดูแลทุกข์สุขของลูกบ้านแบบปกติ เช่น การเอาขยะออกจากหน้าบ้าน หรือเรื่องไฟฟ้าส่องสว่าง ไม่ให้ระบบท่อระบายน้ำอุดตันและไม่ให้น้ำท่วมตามตรอกซอย
งานง่ายๆ เหล่านี้ดูเหมือนง่าย แต่มีจำนวนมาก ดังนั้น ผู้ว่าฯ ชัชชาติจึงพูดว่าได้ทำการแก้ปัญหาที่คนร้องเรียนมาต่างๆ ไปนับล้านปัญหา
ถ้าคนพอใจมากถึง 70-80% โอกาสจะชนะเลือกตั้งก็ยังสูงอยู่
แต่คนที่เน้นการเมืองเชิงอุดมการณ์จะไม่ให้คะแนน
การแข่งขันชิงตำแหน่ง ส.ก.ทั้ง 50 เขต
อันนี้จะกลายเป็นศึกที่ต้องต่อสู้กันหนัก ตอนนี้มีความเชื่ออยู่ 2 อย่าง
1) เชื่อว่าการเมืองท้องถิ่นไม่มีความแตกต่างจากการเมืองใหญ่มาก ดังนั้น ผู้ที่ชนะการเมืองใหญ่อย่างพรรคประชาชนที่ได้ ส.ส.ถึง 33 เขตทั้ง กทม. แม้จะไม่ได้ ส.ก.หมดทุกเขต แต่มีความเป็นไปได้ที่จะได้ ส.ก.จำนวนมากเกินครึ่ง
2) เชื่อว่าการเมืองท้องถิ่นแตกต่างจากการเมืองใหญ่ ดังนั้น ส.ก.เก่าใน กทม.ที่มีผลงาน จะได้คะแนนเสียงเพราะตัวเองได้สร้างผลงานในท้องถิ่นมาโดยตลอด โอกาสของ ส.ก.เก่าจะมีสูงกว่า
ก่อนการสมัครประเมินกันว่ากลุ่มของทีมคนทำงานน่าจะได้ ส.ก.จำนวนมากใกล้เคียงกับพรรคประชาชน และมี ส.ก.ที่มาในนามของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ตามเข้ามาได้อีกจำนวนหนึ่ง
