หลังรัฐประหาร 2557 ได้รัฐธรรมนูญ 2560 หลังยึดอำนาจ 2568 จะได้รัฐธรรมนูญแบบไหน?
หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
รัฐประหาร 2557
และรัฐธรรมนูญ 2560
คือรากฐานของระบอบอำมาตยาธิปไตย
12 ปีของการรัฐประหาร 2557 ของ คสช. ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ครองอำนาจแบบขอเวลาอีกไม่นาน 5 ปี จากนั้นก็สืบทอดอำนาจด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 และ ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน ต่ออีก 4 ปี รวมระยะเวลาที่ปกครองประมาณ 9 ปี ใช้งบประมาณไปประมาณ 28 ล้านล้าน
ในทางการเมือง ไม่มีการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้ดีขึ้น การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายปี 2569 ซึ่งทีมวิเคราะห์ได้เคยทำนายไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 ว่าจะมีสภาพคล้ายหลังเลือกตั้ง 2562…และก็เป็นอย่างนั้นจริง
การต่อสู้ในยุค 14 ตุลาคม 2516 ได้รัฐธรรมนูญฉบับ 2517 และการต่อสู้ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ได้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย
แต่หลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ฝ่ายรัฐประหารได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ขึ้น การใช้อำนาจผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ได้ส่งเสริมระบอบอำมาตยาธิปไตยให้เข้มแข็งขึ้น
นักการเมืองที่เคยเป็นฝ่ายซ้ายคิดจะยึดอำนาจรัฐด้วยกระบอกปืนเมื่อ 50 ปีก่อน ตอนนี้ยึดมั่นในระบบรัฐสภา คิดว่าอำนาจรัฐจะมาจากหีบบัตรเลือกตั้ง
แต่พวกฝ่ายขวากลับยึดกุมแนวทางที่ใช้ปืนและกฎหมายเข้ามายึดอำนาจและสืบทอดอำนาจตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
ขั้นตอนการสืบทอดอำนาจ
อีกไม่นานจะเป็นการครบรอบ 50 ปีของการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 แต่เมื่อเทียบกับการรัฐประหาร 2557 แล้ว กลุ่มผู้มีอำนาจในยุคใหม่ได้ปรับวิธีการสืบทอดอำนาจหลังจาก 2549 เป็นต้นมา จนได้รูปแบบที่นำมาใช้หลายครั้ง
1. ล้มอำนาจบริหารรัฐบาลเดิม โดยวิธีใช้ม็อบ ใช้กฎหมาย ใช้กำลังเพื่อจับกุมคุมขังฝ่ายตรงข้าม หรือขับออกนอกประเทศ เพื่อให้ทั้งนายกรัฐมนตรีและผู้นำสูญสลายไป จากนั้นก็ตั้งรัฐบาลใหม่เป็นของฝ่ายที่ยึดอำนาจ
2. ล้มอำนาจนิติบัญญัติ โดยยุบสภา ยุบพรรคการเมือง ฉีกรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธิ์การเมืองคู่แข่ง แต่งตั้งสภาขึ้นมาใหม่
3. ให้อำนาจตุลาการยอมรับคณะรัฐประหารว่าถูกกฎหมาย ยอมรับว่าคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเป็นกฎหมาย เช่น ม.44 เสริมความเข้มแข็งในสายตุลาการให้มากที่สุด และใช้ตุลาการภิวัฒน์ให้เป็นประโยชน์
4. ทำให้สื่อมวลชนยอมรับการรัฐประหาร เชียร์คณะรัฐประหารให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
5. ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับคณะรัฐประหาร โดยการแจก การโฆษณา
6. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายที่ยึดอำนาจ
7. จัดการเลือกตั้งใหม่ แต่ดึงเวลาให้ได้เปรียบ และต้องได้เป็นรัฐบาล
ถ้าไม่สำเร็จ ก็ให้ทำซ้ำ
วงจรยึดอำนาจปรากฏแบบซ่อนรูป
ถ้านับตั้งแต่กรณีรัฐประหารรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร 2549 การล้มรัฐบาลนายกฯ สมัคร สุนทรเวช 2551 และรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปี 2557 มีการทำอย่างเปิดเผย เห็นได้ชัดเจน
แต่วงจรนี้ปรากฏอีกครั้งแบบซ่อนรูปในการล้มรัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน และล้มนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร 2 คนซ้อนในปี 2567 และ 2568
คนส่วนหนึ่งยังมองไม่ออกว่านี่คือการยึดอำนาจ และก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกพรรคประชาชนจนได้มีรัฐบาลชั่วคราว จากนั้นใช้อำนาจทุกชนิด นำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2569
สภาพทางการเมืองปัจจุบันยังคงมี 3 ก๊ก วันนี้และพรุ่งนี้จะเห็นการชิงอำนาจที่เป็นแบบ 3 มิติที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะที่ประชาชนและนักการเมืองกำลังสู้อยู่ในระบบ
มีบางเรื่องอยู่นอกเวทีประชาธิปไตย เช่น ในวงการทหารและความมั่นคง
บางเรื่องอยู่เหนือเวทีประชาธิปไตย ซึ่งประเมินไม่ได้ว่าจะปะทุขึ้นมาเมื่อใด
เกมต่อไปคือ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่
คําสัญญาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ น่าวิตกว่าผู้ที่เข้ามาทำการร่างหรือแก้ไขใหม่จะเป็นใคร และจะร่าง รธน.ออกมาในทิศทางไหน?
บทเรียนกรณีเลือกตั้ง ส.ว.แบบเลือกกันเอง ทำให้เกิดการฮั้ว ส.ว.ขึ้นได้ แม้ถูกกล่าวหา แต่ก็ยังแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระขึ้นมาได้อย่างสบายใจ
สำหรับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ทันทีที่ฝ่ายอนุรักษนิยมเร่งเสนอขึ้นมาทำให้ต้องฉุกคิดว่าเขาต้องการอะไร เพราะขณะนี้อำนาจในการคัดเลือก สสร.ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่าประชาชนไม่สามารถเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ และผู้ที่จะกำหนดกลายเป็นรัฐสภา
ซึ่งขณะนี้พรรคภูมิใจไทยมี ส.ส.ที่สามารถควบคุมได้อยู่เกินกว่า 200 และยังมีพันธมิตรที่อยู่ในกลุ่ม ส.ว.อีกเกินกว่า 150 คน หมายความว่า พวกเขามีอยู่มากกว่าครึ่งของรัฐสภา
ถ้าคัดเลือกตามข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย การเลือกบุคคลที่มาร่วมร่างรัฐธรรมนูญจะมาจากจังหวัดละ1 คน เมื่อรวมทั้งประเทศก็ได้ 77 คน การคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ 23 คน รวม 100 คน
ถ้าให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก บุคคลที่ฝ่ายอนุรักษนิยมยอมรับก็จะได้รับเลือกมากกว่าแน่นอน
ส่วนความเห็นของพรรคประชาชน
จะยึด 3 หลักการ
1.สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งผู้ร่าง
2. ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
3. ไม่เพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ ส.ว.ในการชี้ขาดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
พรรคประชาชนรู้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่อาจทำให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ได้ แต่ไม่เห็นด้วย จึงจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมกันทั้งหมด 2 ร่าง
หลักการคือ สสร.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มี สสร.ทั้งหมด 150 คน โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. ตัวแทนเชิงพื้นที่ 2. ตัวแทนเชิงประเด็น-กลุ่มอาชีพ-กลุ่มสังคม
ร่าง 1 ให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 150 คน ก่อนจะส่งรายชื่อ 150 คน ให้รัฐสภารับรองทั้งชุด (รับรองแยกรายบุคคลไม่ได้)
– หากรัฐสภารับรอง 150 คนจะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ สสร.
– หากรัฐสภาไม่รับรอง 150 คนก็จัดเลือกตั้ง สสร. ทั้ง 150 คนใหม่
ร่าง 2 ให้เลือกตั้ง สสร. 300 คน แล้วส่งให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 150 คน
กระบวนการในการคัดเลือกโดยรัฐสภา จะใช้วิธีการที่ป้องกันการผูกขาด-กินรวบ สนับสนุนให้ สสร.คงความเป็นอิสระจากพรรคการเมืองหรือสมาชิกรัฐสภา
ข้อสังเกตของทีมวิเคราะห์
การคัดเลือกผู้เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ ต่อให้มีการเลือกตั้งโดยประชาชนแต่กำหนดให้เป็นจังหวัดละ 1 คนเท่ากัน โอกาสที่คนซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะสนับสนุนมีโอกาสได้รับเลือกมากที่สุด โดยพิจารณาจากคะแนนการเลือกตั้งแบบเขตปี 2569 ตามรายจังหวัด ซึ่งภูมิใจไทยชนะยกจังหวัด 20 และชนะส่วนใหญ่อีก 17 จังหวัด
เพราะจังหวัดใหญ่หรือเล็ก เช่น กรุงเทพฯ กับอ่างทองก็มีสิทธิ์เลือกตัวแทนได้เพียงแค่ 1 คน ดังนั้น ใน 77 จังหวัด โอกาสที่คนภูมิใจไทยสนับสนุนจะได้รับเลือก จะมีมากกว่า 37 จังหวัด
ถ้าการเลือก สสร.ออกมาแบบ ฮั้ว ส.ว.เราจะได้รัฐธรรมนูญแบบไหน
การสู้เพื่อประชาธิปไตยผ่านมา 94 ปี จากสถานการณ์นี้ ต่อให้ครบร้อยปีก็ยากที่จะเห็นประชาธิปไตยแบบที่อำนาจเป็นของประชาชน
