บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (36)

สุนัขช่วยชีวิต

พล.ท.นริศ ศรีเนตร ได้สรุปบทเรียนการรบครั้งนี้โดยเฉพาะประเด็นการมีสุนัขร่วมไปกับการถอนตัวไว้ว่า จากเหตุการณ์ที่สุนัขทั้งสองได้เห่าและจ้องไปยังยอดเนินทางขวาของเส้นทางเคลื่อนที่ แสดงว่าบนยอดเนินมีกําลังข้าศึกอยู่จํานวนหนึ่งน่าจะทําหน้าที่ผู้ตรวจการณ์หน้า มีภารกิจปรับการยิงให้กับฐานยิง ค.82 ที่อยู่ห่างออกไปหลังเนินเขาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่ราบที่อยู่ด้านหน้า มีระยะทางประมาณ 400 ม. ก่อนจะถึงเทือกเขาใหญ่มีต้นไม้ขึ้นทึบหนาแน่น น่าจะเป็นพื้นที่สังหาร [Killing Zone] ที่ข้าศึกได้เลือกไว้โจมตีสังหารฝ่ายเรา

ข้อบกพร่องที่ข้าศึกเลือกที่อยู่ของผู้ตรวจการณ์หน้าใกล้เส้นทางเคลื่อนที่ฝ่ายเรามากเกินไป อีกทั้งจุดที่ตั้งอยู่เหนือทิศทางลมทําให้สุนัขได้กลิ่นแล้วเห่า ฝ่ายเราจึงหยุดการเคลื่อนที่ไม่เข้าพื้นที่สังหารที่ข้าศึกได้เลือกไว้ เมื่อข้าศึกเมื่อรู้ว่าฝ่ายเราทราบที่อยู่จากสุนัขเห่าจึงต้องสั่งให้ฐานยิง ค.82 ระดมยิงกระสุนระเบิดระลอกแรก เพื่อจะปรับการยิงฝ่ายเราที่อยู่ท้ายขบวน แต่โชคดีที่ จ.ส.อ.เฉลิม ใจดี ได้ตัดสายโทรศัพท์เสียก่อน ข้าศึกจึงปรับการยิงไม่ได้ และข้าศึกไม่มีการติดต่อสื่อสารสํารอง เช่น วิทยุ จึงพลาดโอกาสในการปรับการยิงเพื่อสังหารฝ่ายเรา

ดังนั้น หากสุนัขไม่เห่าให้ฝ่ายเราได้ทราบที่อยู่ของข้าศึก ทำให้ จ.ส.อ.เฉลิม ใจดี ไม่ตัดสายโทรศัพท์ ฝ่ายเราจะต้องเคลื่อนที่เข้าไปยังพื้นที่สังหารและจะต้องสูญเสียตายและบาดเจ็บไม่น้อยกว่า 30% ประมาณ 120 คน อีกทั้งเป็นภาระต้องหาบหามลําเลียงผู้บาดเจ็บ การถอนตัวต้องล่าช้า ข้าศึกอาจไล่ติดตามและอาจทําให้มีการสูญเสียเพิ่มมากขึ้นอีกก็เป็นไปได้

สุนัขมีนาสิกประสาทที่ดีเลิศ มีขีดความสามารถดมกลิ่นได้ดีกว่ามนุษย์ หากนํามาใช้ภารกิจทหารจะได้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น ระวังป้องกันฐานที่มั่น ค้นหาวัตถุระเบิด หรือค้นหาไล่ติดตามข้าศึก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สำหรับภารกิจถอนตัวจากพื้นที่การรบ การนําสุนัขไปกับหน่วยด้วย น่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี แต่ในเหตุการณ์นี้โชคดีที่สุนัขเห่าทําให้ฝ่ายเราทราบที่อยู่ของข้าศึก จึงค้นหาและตัดสายโทรศัพท์ติดต่อระหว่างผู้ตรวจการณ์หน้ากับฐานยิง ค.82 ของข้าศึกได้

แม้จะผ่านเหตุการณ์มานานตั้งแต่ยังเป็นร้อยโท แต่ขณะที่ทำบันทึกนี้ พล.ท.นเรศ ศรีเนตร ก็ยังไม่เคยลืมบุญคุณของสุนัขทั้งสอง โดยได้เขียนปิดท้ายว่า “กองพันทหารเสือพรานที่ 604 และหน่วยทหารปืนใหญ่ COBRA ทุกนายเป็นหนี้บุญคุณสุนัขแสนรู้ทั้งสองตัว รวมทั้ง จ.ส.อ.เฉลิม ใจดี โดยการนําของ ร.ท.อนันต์ เครือแก้ว ผู้บังคับกองร้อยที่ 3 เป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีสุนัขทั้งสอง ก็อาจจะไม่มีชีวิตรอดกลับประเทศไทยก็ได้ ข้าพเจ้าและเพื่อนทหารที่ปฏิบัติการที่ฐานภูห่วงทุกนายขอจารึกวีรกรรมของผู้ที่เกี่ยวข้องเหตุการณ์นี้ตราบชั่วกาลนาน”

ล่องแจ้งอันตราย

“ผาอิน” สรุปสถานการณ์หลังจากข้าศึกเปิดการรุกใหญ่ตาม “CAMPAING Z” ตั้งแต่วันที่ 17-31 ธันวาคม พ.ศ.2514 ว่าในขณะที่รุกใหญ่ในทุ่งไหหินก็ได้แทรกซึมเข้ามาตั้งอาวุธหนักและระดมยิงเข้ามาที่ล่องแจ้งอันเป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการทหารไทยตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2514 และหลังจากข้าศึกมีชัยเหนือทุ่งไหหินแล้วก็รีบจัดระเบียบใหม่พุ่งตรงเข้าคุกคามล่องแจ้งทันที ประชาชนเริ่มอพยพหนีออกไป บ้างก็ขอโดยสารเครื่องบินแอร์อเมริกาไปยังเวียงจันทน์ บ้างก็พากันเดินด้วยเท้าไปยังบ้านซ้อนหรือนาซูและบริเวณใกล้เคียง

เนื่องจากฝ่ายเราวางกำลังส่วนใหญ่ไว้ในพื้นที่ทุ่งไหหินจึงเหลือกำลังรักษาล่องแจ้งเพียง 2 กองพัน คือ พัน. ทสพ.616 และ 618 ส่วน พัน. ทสพ.617 พร้อมด้วย พัน. ทสพ.618 บางส่วนนั้นไปรอรับกำลังพลที่แตกจากทุ่งไหหินที่ภูล่องมาดเพื่อนำกลับมาพื้นที่ปลอดภัยที่ล่องแจ้ง อาวุธยิงสนับสนุนก็มีฐานยิงคอบร้าซึ่งมีเพียงปืนใหญ่ขนาด 105 ม.ม.เพียง 2 กระบอก ที่บริเวณศาลาพีดีเจ เสริมด้วยกำลังพลจากฐานยิงแพนเทอร์ ค.4.2 อีก 4 กระบอก

ส่วนบนแนวสกายไลน์เหลือเพียงกำลังทหารเสือพราน 2 กองพันที่ยังคงยืนหยัดต่อสู้รักษาที่มั่นไว้อย่างเหนียวแน่นร่วมกับทหารของนายพลวังเปาอย่างเหนียวแน่น

ข้าศึกจำนวนมากเริ่มวางกำลังรายล้อมล่องแจ้ง ปืนใหญ่และอาวุธหนักข้าศึกเริ่มระดมยิงอย่างหนักโดยเฉพาะในคืนวันส่งท้ายปีเก่า ข้าศึกได้ระดมยิง ป. 130 ม.ม.กว่า 200 นัด ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.00 น. ทำให้คลังวัตถุระเบิดที่บริเวณท้ายสนามบินระเบิดขึ้นติดต่อกันถึงรุ่งเช้าวันปีใหม่

บก.ล่องแจ้งจึงอยู่ในภาวะที่ล่อแหลมต่อการถูกปิดล้อมเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีที่ข้าศึกไม่ทราบที่ตั้งที่แน่นอนของ บก.ฉก.วีพี จึงได้แต่ระดมยิงไปยังบริเวณที่ทำการของซีไอเอและกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ของราชอาณาจักรลาว

ตำรารบจากสงครามเวียดนาม

ทหารไทยส่วนใหญ่ทุกระดับที่เข้ามาทำการรบในสงครามลับลาวผ่านสงครามเวียดนามที่ยึดถือตำรารบทหารอเมริกันเป็นหลักและได้นำมาใช้ในสงครามลับครั้งนี้ ขณะที่ฝ่ายเวียดนามเหนือก็ใช้ยุทธวิธี “สงครามกองโจร” เป็นหลักเพื่อบั่นทอนกำลังก่อนรวมกำลังที่เหนือกว่ารุกแตกหักด้วย “สงครามตามแบบ”

ทหารอเมริกันยุคแรกในสงครามเวียดนามซึ่งอยู่ภายใต้การนำของนายพลวิลเลียม เวสต์มอร์แลนด์ (William Westmoreland) ใช้ยุทธวิธี “ค้นหาและทำลาย – Search and Destroy” เพื่อเอาชนะสงครามกองโจรของเวียดกงโดยใช้จำนวนศพที่สังหารได้ “Body Count” เป็นเครื่องมือชี้วัดความสำเร็จ แต่ไม่สามารถเอาชนะฝ่ายเวียดนามเหนือได้โดยมีการรุกใหญ่ของฝ่ายเวียดนามเหนือในเทศกาลตรุษญวน “Tet Offensive” เมื่อต้นปี พ.ศ.2511 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการเป็น นายพลเครตัน เอบรามส์ (Creighton Abrams) และเปลี่ยนแปลงยุทธวิธีเป็น “กวาดล้างและยึดครอง – Clrae and Hold”

ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังทหารไทยใช้การวางกำลังฐานยิงสนับสนุนของทหารปืนใหญ่ห่างกัน 3-5 กิโลเมตรกระจายครอบคลุมเป็นไยแมงมุมทั่วพื้นที่ ทำให้ทุกตารางนิ้วในพื้นที่การรบจะมีปืนใหญ่ยิงสนับสนุนหน่วยดำเนินกลยุทธ์ได้เสมออย่างน้อย 2 ฐานยิง แต่ละฐานยิงจะมีปืนใหญ่ขนาด 105 หรือ 155 ม.ม. 6-8 กระบอก และเพื่อปิดจุดอ่อนจากการที่ฐานยิงปืนใหญ่เป็นเสมือน “เป้านิ่ง” รอให้ฝ่ายตรงข้ามรวมกำลังเข้าตี ทุกฐานยิงจะต้องมีทหารราบอย่างน้อย 1 กองร้อยคุ้มกันตลอดเวลาเพื่อมิให้ข้าศึกเข้ากดดันจนสูญเสียศักยภาพในการยิงสนับสนุนอันมีค่าของทหารปืนใหญ่ นอกจากนั้น การวางกำลังครอบคลุมพื้นที่ทุกฐานยิงจะได้รับการยิงช่วยเหลือจากฐานยิงอื่นอย่างน้อย 2 ฐานยิงเสมอ อีกทั้งยังสามารถร้องขอการโจมตีทางอากาศจากกองทัพสหรัฐได้อย่างไม่มีข้อจำกัดอีกด้วย

สําหรับการปฏิบัติการเชิงรุกซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความได้เปรียบทางยุทธวิธี กระทำได้ด้วยการส่งกำลังระดับกองร้อยทหารราบออกลาดตระเวนไปในพื้นที่เพื่อ “ค้นหา” และ “ทำลาย” รวมทั้งจำกัดเสรีในการปฏิบัติฝ่ายตรงข้าม ส่วนใหญ่จะออกปฏิบัติการลาดตระเวนค้นหาในเวลากลางวัน แล้วตั้งฐานพักแรมชั่วคราวในเวลากลางคืนโดยวางกำลังซุ่มโจมตีรอบฐานพักแรมเป็นการป้องกันเชิงรุกพร้อมกำหนดแผนยิงช่วยเหลือทั้งจากฐานยิงทหารปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศ

แต่ที่ตั้งถาวรของฐานยิงปืนใหญ่และฐานพักแรมของทหารราบในลักษณะนี้ด้านหนึ่งกลับกลายเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายเวียดกงพยายามรวมกำลังที่เหนือกว่าเข้าตีโดยหวังผลแตกหักซึ่งสามารถเข้ายึดทำลายฐานที่ตั้งของทหารอเมริกันหลายแห่ง และมีความพยายามหลายครั้งที่จะบดขยี้ฐานทหารไทยด้วยยุทธวิธีเดียวกันนี้

กรณีที่ฝ่ายเวียดกงรวมกำลังกันเข้าตี ทหารไทยจะยืนหยัดป้องกันที่ตั้งอย่างเต็มความสามารถแล้วร้องขอการยิงสนับสนุนจากฐานยิงปืนใหญ่ เพิ่มเติมด้วยการสนับสนุนทางอากาศทั้งเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินทิ้งระเบิดชนิดต่างๆ ตามความจำเป็น และพยายามป้องกันที่ตั้งไว้ให้ได้จนถึงสว่างซึ่งฝ่ายเข้าตีจะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการโจมตีทางอากาศยิ่งขึ้นทันทีจากทัศนวิสัยที่ได้เปรียบของฝ่ายตั้งรับ ดังนั้น ฝ่ายเข้าตีจึงต้องพยายามเข้ายึดที่หมายให้ได้อย่างน้อยก่อน 04.00 น. หรือยกเลิกภารกิจ มิฉะนั้นจะตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง

ทหารไทยในเวียดนามใช้ยุทธวิธีลักษณะนี้และสามารถรักษาฐานที่มั่นไว้ได้ทุกครั้ง และยังสร้างความสูญเสียแก่ฝ่ายเวียดกงอย่างหนัก เช่น การรบที่ฟุกโถ 20-21 ธันวาคม พ.ศ.2510 เวียดกงเสียชีวิตทิ้งศพไว้ 39 ศพ การรบที่บินห์สัน ฝ่ายเวียดกงเสียชีวิตทิ้งศพไว้ 70 ศพ การรบที่ล็อกอัน 16 มิถุนายน พ.ศ.2512 ฝ่ายเวียดกงเสียชีวิตและทิ้งศพไว้ถึง 116 ศพ

ยุทธวิธีเดียวกันนี้จะนำมาใช้ในสงครามลาวอีกครั้ง

ไม่มีจุดไหนในสนามรบที่ปืนใหญ่ยิงไม่ได้

ก่อนศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในหน้าแล้งปลายปี พ.ศ.2514 การวางกำลังของทหารเสือพรานซึ่งเข้ามารับผิดชอบเต็มที่ในพื้นที่การรบทุ่งไหหินใช้การวางฐานยิงสนับสนุนทหารปืนใหญ่กระจายเต็มพื้นที่เพื่อให้อำนาจการยิงครอบคลุมพื้นที่การรบแล้ววางกำลังกองพันทหารราบคุ้มกัน

ฐานยิงสนับสนุนทหารปืนใหญ่มีทั้งสิ้น 6 ฐานยิง วางตัวจากเหนือลงใต้ ดังนี้

ฐานยิงสนับสนุน “คิงคอง” ที่ตั้งภูเก็ง ประกอบด้วย ป. 105 ม.ม. จำนวน 3 กระบอก ป. 155 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก และเครื่องยิงลูกระเบิด 4.2 นิ้ว (105 ม.ม.) จำนวน 3 กระบอก กำลังทหารราบ พัน. ทสพ.606 และ พัน. ทสพ.608 วางกำลังคุ้มกัน

ฐานยิงสนับสนุน “แพนเทอร์” จัดตั้งขึ้นใหม่เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2514 เพื่อเพิ่มเติมอำนาจการยิงให้กับพื้นที่ตอนบนและตะวันออก ที่ตั้งสนามบินบ้านทาง ประกอบด้วย ป. 155 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก และเครื่องยิงลูกระเบิด 4.2 (105 ม.ม.) จำนวน 3 กระบอก ทหารราบ พัน. ทสพ.610 (1 กองร้อย) วางกำลังคุ้มกัน

ฐานยิงสนับสนุน “มัสแตง” ที่ตั้งบ้านโตน ประกอบด้วย ป. 105 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก ป. 155 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก และ ค. 4.2 นิ้ว (105 ม.ม.) จำนวน 2 กระบอก ทหารราบ พัน. ทสพ.603 และ พัน. ทสพ.607 วางกำลังคุ้มกัน

ฐานยิงสนับสนุน “ไลอ้อน” ที่ตั้งภูเทิง ประกอบด้วย ป. 105 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก ป. 155 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก ทหารราบ พัน. ทสพ.609 และ พัน. ทสพ.605 วางกำลังคุ้มกัน

ฐานยิงสนับสนุน “สติงเรย์” ที่ตั้งภูเซอ ประกอบด้วย ป. 155 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก ทหารราบ พัน. ทสพ.610 (2 กองร้อย) วางกำลังคุ้มกัน

ฐานยิงสนับสนุน “คอบร้า” ที่ตั้งภูหลวง ประกอบด้วย ป. 105 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก ค. 4.2 นิ้ว (105 ม.ม.) จำนวน 3 กระบอก ทหารราบ พัน.ทสพ.604 วางกำลังคุ้มกัน

รวมอาวุธยิงสนับสนุนซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดของความสำเร็จตามแผนการตั้งรับทั้งสิ้นประกอบด้วยอาวุธหลัก ป. 105 ม.ม. จำนวน 9 กระบอก เสริมด้วย ป. 155 ม.ม. จำนวน 10 กระบอก และ ค. 4.2 นิ้ว (105 ม.ม.) จำนวน 11 กระบอก เพิ่มเติมด้วยการโจมตีทางอากาศจากเครื่องบินรบชนิดต่างๆ รวมทั้งเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-52 ในภายหลัง

ทุกตารางนิ้วในพื้นที่การรบที่ทุ่งไหหินจะไม่มีจุดบอดของกระสุนปืนใหญ่ทหารไทย

ทหารพรานหน่วยแรกในสงครามลับลาว

หลังจากเวียดนามเหนือยกเลิกการปฏิบัติตาม CAMPAIGN 74-B จากความล้มเหลวไม่สามารถทำลายกำลังทหารไทยที่บ้านนาได้ สถานการณ์ในพื้นที่การรบทุ่งไหหินจึงเบาลง ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ของลาวซึ่งอยู่ใกล้จุดที่เส้นทางโฮจิมินห์วกเข้าสู่พื้นที่เวียดนามใต้ทวีความสำคัญมากขึ้น หน่วยทหารเสือพราน 2 หน่วยแรกที่เข้าสู่สมรภูมิลาวซึ่งเดิมคือ “อาสาสมัครเขมรเสรี” แต่ล้มเลิกแผนการเข้าปฏิบัติการในพื้นที่กัมพูชาตามคำขอเดิมของรัฐบาลกัมพูชา คือ กองพันทหารเสือพรานที่ 41 และกองพันทหารเสือพรานที่ 42 “บีซี 601″และ “บีซี 602” จากค่ายฝึกเขาหญ้าปล้อง ปราจีนบุรี

ทั้ง 2 กองพันเคลื่อนย้ายโดยเครื่องบินลำเลียงแบบ C-130 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2513 จากสนามบินค่ายจักรพงษ์ จังหวัดปราจีนบุรี ไปยังสนามบินปากเซ ลาวตอนใต้ แล้วเคลื่อนย้ายต่อโดยเฮลิคอปเตอร์เข้าพื้นที่ปฏิบัติการที่บ้านห้วยทรายบนที่ราบสูงโบโลเวนห่างจากเมืองปากเซไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 20 ก.ม.



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (4)
เชลยศึกสงครามลาว (36)
‘ตู้เย็น’ ในเรื่องสั้นไทยร่วมสมัย
รากฐาน ความคิด ยุค กุหลาบ สายประดิษฐ์ รากฐาน สังคม
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (181)
พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักญี่ปุ่นนิยมสู่อาชญากรสงคราม (19)
E-DUANG | จากย้าย”ผู้ว่าฯ” ที่ “ภูเก็ต” ถึง ทุจริต สอบ ข้าราชการ
คอหนังห้ามพลาด! เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทย 2026 ระหว่างวันที่ 22-26 กรกฎาคม 2569
เผยโฉมผู้คิดค้น QR Code ‘สแกนจ่าย’
พฤษภาเลือด คนอำนาจเจริญ บุรีรัมย์ พลีชีพ ภายใต้ พายุ ขัดแย้ง การเมือง
กระแสชาตินิยมสุดโต่ง! บทวิพากษ์ฝ่ายขวาจัดไทย
แบบไหน ถึงจะเป็น ‘AI ที่จริงใจ’