คําว่า มูลค่า ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง ประโยชน์หรือความสำคัญที่คนเราให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นสินค้า หรือการบริการ หรือทรัพยากรใดๆ
ในทางสังคม เอาคำว่า มูลค่า ไปใช้อย่างกว้างขวางเพื่อบอกนัยยะที่สำคัญเหนือกว่า “ราคา” ของสิ่งนั้นๆ เช่น มูลค่าทางประวัติศาสตร์ มูลค่าทางสถาปัตยกรรม มูลค่าทางอารมณ์ ฯลฯ
“ตำแหน่ง” ในหน่วยงานก็มีมูลค่า เช่น ความมีอำนาจ มีหน้าที่ ความมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล เป็น “ความหวัง” ในการบรรลุภารกิจขององค์กร
ตำแหน่งประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ประธาน ป.ป.ช.) และกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากผู้ที่ได้รับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหานั้น เป็นตำแหน่งแห่งความคาดหวัง
“ความหวัง” ไม่ได้อยู่ที่ใบหน้าคน หากแต่หวังว่า “ตำแหน่ง” ที่คนผู้หนึ่งขึ้นมานั่งทำหน้าที่ตามที่ “กฎหมาย” นั้นจะขับเคลื่อนภารกิจขององค์กรบรรลุถึงจุดหมายปลายทาง
ในกรณีผู้ดำรงตำแหน่ง “ไม่ทำหน้าที่” หรือทำให้บิดๆ เบี้ยวๆ กฎหมายก็ได้บัญญัติเอาไว้เช่นกันว่า เป็นการปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
“โดยมิชอบ” หรือ “โดยทุจริต”
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ศาลอาญา คดีทุจริตประพฤติมิชอบ ภาค 1 พิพากษาให้จำคุก “อดีตประธาน ป.ป.ช.”(พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ) กับ “อดีตกรรมการ ป.ป.ช.” (สุภา ปิยะจิตติ) คนละ 3 ปี
ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มีพฤติการณ์ร่วมกันปกปิดข้อมูล และไม่เปิดเผยผลการไต่สวนคดีนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
การที่ศาลคดีทุจริตสั่งให้จำคุก “อดีตประธาน ป.ป.ช.” กับ “อดีตกรรมการ ป.ป.ช.” คนดังจากกรณีที่ปกปิดข้อมูลการไต่สวน “แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน” นั้นครึกโครมและทำให้ “เกียรติภูมิ” ขององค์กร “ป.ป.ช.” เสื่อมทราม
หายใจไม่ทันจะทั่วท้อง
“คดีสินบนทองคำแท่ง” หนัก 246 บาทไทย ซึ่งรัฐสภาส่งเรื่องถึงประธานศาลฎีกา และมีการแต่งตั้ง “คณะผู้ไต่สวนอิสระ” ขึ้นมาค้นหาความจริงกรณีกล่าวหาว่า มีการให้และรับสินบนทองคำแท่ง เพื่อแลกกับการช่วยเหลือ หรือเอื้อประโยชน์ในกระบวนการพิจารณาเรื่องที่อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.นั้น “คณะไต่สวนอิสระ” มีมติ 9 ต่อ 0 ชี้มูลความผิด
ส่งสำนวนไต่สวนไปให้ “อัยการสูงสุด” ฟ้องร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ผู้เกี่ยวข้องทั้ง 4 ประกอบไปด้วย นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. นายสมบัติ ธรธรรม อดีตอนุกรรมการ ป.ป.ช. นายสุรสิทธิ์ แพเกิด ผู้ติดตามนายเอกวิทย์ และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.ผู้เคยใกล้ชิดติดสอยห้อยตามบิ๊กป้อม พี่ใหญ่แห่งระบอบ 3 ป.
จาก 2 กรณีทำเอาองค์กร “ป.ป.ช.” ย่ำแย่!
แต่ความจริงแล้ว องค์กร ป.ป.ช.ก็ยังคงต้องดำรงอยู่และยังคงดำเนินไปตามที่กฎหมายกำหนดให้มี “อำนาจ” และให้ “ทำหน้าที่”
ความแปดเปื้อนเสียหายขององค์กรเกิดจากปัจเจกบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง
บ้านเมืองปกครองกันด้วยกฎหมาย ส่วน “คน” ซึ่งดำรงตำแหน่ง แค่ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป คนที่ไม่ตั้งมั่นอยู่ใน “หลักความชอบด้วยกฎหมาย” ในประเทศที่ระบบยุติธรรมเข้มแข็งล้วนแต่ประสบชะตากรรม
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ “ดีเอสไอ” ก็มีเรื่องที่ต้องสะสางเร่งด่วน!
เมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้ ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้เพิกถอนการแต่งตั้ง “ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเชี่ยวชาญ)” 16 อัตรา เมื่อปี 2557 (ยุครัฐประหาร)
16 อัตรา หรือ 16 คนเติบโตเสวยสุขมา 12 ปีแล้ว จะให้ถอยไปตั้งต้นใหม่กันอย่างไร
ในคำฟ้องต่อศาลปกครอง ผู้ร้องชี้ให้เห็นข้อพิรุธหลายมุมหลายประเด็น เพื่อให้เห็นถึงกระบวนการคัดเลือกที่ส่อไปในทางมิชอบ ขัดต่อระบบคุณธรรม ไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย ทำเพื่อคนบางกลุ่ม มีการล็อกโควต้า มีความผิดปกติในการใส่คะแนนดิบ 60 คะแนน ให้กับ 16 คนเท่ากันทุกคน มีการเปลี่ยนวันส่งผลงานกะทันหัน เลื่อนวันจนกระทั่งกรรมการคัดเลือกบางคนเกษียณอายุราชการ และมีการออกคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การแต่งตั้งตำแหน่งที่เรียกว่า ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเชี่ยวชาญ) เมื่อ 30 กันยายน 2557 จำนวน 16 คน จึงต้องย้อนกลับไปสู่จุดเดิม ตำแหน่งเก่า!?
กรมสอบสวนคดีพิเศษต้องมีกระบวนการสรรหาในตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเชี่ยวชาญ) กันใหม่
แต่จะเดินหน้าไปอย่างไร ในเมื่อ 1 ใน 16 คนที่ขึ้นมาจากคำสั่งแต่งตั้งเมื่อ 12 ปีก่อนนั้น คือ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คนปัจจุบัน
“ยุทธนา แพรดำ” ที่เพิ่งยกทีมตั้งโต๊ะแถลงข่าวหวด “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนจนกลายเป็นปริศนากรรมว่า “ดีเอสไอ” กำลังทำอะไร เพราะ “ผล” จากการยกทีมมานั่งแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนนั้นไม่มีปรากฏ “ผู้ถูกกล่าวหา” ที่จะเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับคดี Forex หากแต่ความร้อนแรงกลับแผ่กระจายไปถึง TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท ที่ “ไชยชนก ชิดชอบ” ดัน และ “อนุทิน ชาญวีรกูล” อนุมัติโครงการ
การเคลื่อนไหวของดีเอสไอ ภายใต้การนำของ “ยุทธนา แพรดำ” จึงถูกตั้งข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้องอันใดกับ “ภูมิใจไทย”
ในทันทีที่ถูกถามจี้ใจดำว่า เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองกับ “ภาวุธ” ที่กำลังขะมักเขม้นทุบกล่องดวงใจบ้านใหญ่บุรีรัมย์หรือไม่ นายกรัฐมนตรี “อนุทิน” ก็สวนทันควันว่า “ผมไม่เคยคิดเรื่องชั่วๆ พวกนี้”
คล้าย “อนุทิน” ตั้งใจจะบอกว่า ไม่ใช่อุปนิสัย และไม่ชอบใช้วิธีแบบนั้น จึงนิยามพฤติกรรมนั้นว่าเป็น “เรื่องชั่วๆ”
เป็นเรื่องชั่วๆ ของใครหรือไม่ นายกฯ อนุทินถอยชิ่งออกมาฟุตเวิร์กสองสามจังหวะก่อนที่จะปล่อยหมัดแย็บ “จะขึ้นเทศน์ก็ล้างเท้าให้สะอาด”
สำนวนนี้ใช้ได้ทีเดียว ไม่เพียงแต่ “เตือน” คนการเมืองซึ่งทำหน้าที่คะคานอำนาจและตรวจสอบรัฐบาล แต่ยังสามารถกระตุก “ต่อมคุณธรรม” ของผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่ทั้งหลายว่า
ก่อนจะทำหน้าที่กล่าวหา ตรวจสอบ หรือไต่สวนผู้อื่นนั้น “ผู้ดำรงตำแหน่ง” ทั้งหลายกรุณาล้างเท้าให้สะอาดเสียก่อน!?!!
