พรรคการเมือง ‘เสียงแตก’ ส.ส.ร.เลือกตั้ง 100% ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาล หรือแค่ความเห็นตุลาการฯ
ในประเทศ
กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามไทม์ไลน์ ก่อนหน้านี้ “นายโสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ได้ออกมาระบุไว้ว่า เตรียมนำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอเข้ามานั้น บรรจุวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณารับหลักการวาระที่หนึ่ง ช่วงวันที่ 7-8 กรกฎาคมนี้
แต่ต้องยอมรับว่า ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับเป็นอีกหนึ่งเรื่องร้อนๆ ที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะพรรคการเมือง เริ่มออกมาเคลื่อนไหวกันมากขึ้น
ภายหลังคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และคณะกรรมาธิการการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร รวมถึงตัวแทนพรรคการเมือง ได้ยกทีมเข้าหารือกับคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เป้าหมายของการหารือครั้งนี้เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ในประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยที่ระบุว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ของรัฐธรรมนูญด้วย “ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง”
โดยตัวแทนคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มาร่วมวงหารือ ประกอบด้วย นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายอุดม รัฐอมฤต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ผลสรุปการหารือ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เปิดเผยว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความเห็นว่า การจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ไม่ได้เป็นประเด็นที่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ข้อจำกัดอยู่ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
“หากมีสภาหรือองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทำหน้าที่คัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างอีกทอดหนึ่ง ก็สามารถดำเนินการได้”
เมื่อผลจากการหารือออกมาเช่นนี้ว่า “การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.จากประชาชนโดยตรงสามารถทำได้” แน่นอนว่าเกิดคำถามขึ้นทันทีว่านี่เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของตุลาการหรือไม่ หรือควรจะต้องยึดตามคำวินิจฉัยที่ 18/2568 หรือไม่ เนื่องจากคำวินิจฉัยย่อมมีผลผูกพันทุกองค์กร
เรียกได้ว่าประเด็นนี้มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการอธิบายขยายความเพิ่มเติมในครั้งนี้
ซึ่งท่าทีของพรรคการเมือง โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ระบุว่า ประเด็นสำคัญเรื่องรัฐธรรมนูญตอนนี้คือ ข้อค้นพบใหม่ที่ได้หารือกับประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า ตกลงแล้วคำวินิจฉัย 18/2568 ไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิในการเสนอให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกตั้งของประชาชน พรรค ปชน.ยืนยันว่าเราจะผลักดันร่างที่เสนอให้มี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง 100%
“ผมเห็นว่าข้อเสนอที่ให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง ตอนนี้ก็ได้รับความชัดเจนแล้วว่าไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หวังว่าจะไม่มีการหยิบยกคำวินิจฉัยดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างในการปัดตกข้อเสนอดังกล่าว ในการรับหลักการร่างนี้ในวาระที่ 1” นายพริษฐ์ระบุ
นายพริษฐ์ยังย้ำในการแถลงข่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของพรรคประชาชนด้วยว่า สำหรับผลการหารือประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้แจงว่า ประชาชนสามารถเลือกตั้ง ส.ส.ร.ได้ ซึ่งในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เป็นเพียงแค่การห้ามไม่ให้ประชาชนเลือกตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
ซึ่งนั่นหมายความว่าประชาชนสามารถเลือกตั้ง ส.ส.ร.โดยตรงได้ โดย ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นอาจจะมีอำนาจในการแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างและมีอำนาจในการพิจารณาให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างได้จัดทำ
ขณะที่นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะทำงานด้านรัฐธรรมนูญของพรรค มองว่า การหารือดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางดำเนินการ ไม่ใช่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันกับทุกองค์กร การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องเป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ 2560 และตามบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ คือ คำวินิจฉัยที่ 18/2568 ที่ระบุว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และรัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
“มีเหตุผลสำคัญที่อธิบายไว้ในวารสารของศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า รัฐสภามีอำนาจเพียงแก้ไขเพิ่มเติมตามกระบวนการและขอบเขตที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดไว้เท่านั้น หากรัฐสภากำหนดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง เท่ากับรัฐสภาไปสร้างองค์กรอื่นให้ใช้อำนาจสถาปนาแทนตน ซึ่งรัฐสภาไม่อาจส่งมอบอำนาจในลักษณะดังกล่าวได้” นายนิกรระบุ
ส่วนนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ระบุว่า ฝ่ายการเมืองทุกคนอยากเห็นการเลือก ส.ส.ร.โดยตรงจากประชาชน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ก่อนหน้านี้ก็อยากให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.
แต่การที่ ส.ว.และฝ่ายค้านไปที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้วได้แนวความเห็นมานั้น ก่อนหน้านี้เราเคยมีบทเรียนเกี่ยวกับการทำประชามติ ที่ไปขอความเห็นจากศาลรัฐธรรมนูญมาบอกว่าทำ 2 ครั้ง แต่พอศาลมีคำวินิจฉัยออกมาให้ทำประชามติ 3 ครั้ง
ซึ่งเรื่องนี้หากประชาชนเลือก ส.ส.ร.ได้โดยตรง ก็เห็นว่าเป็นเรื่องดี แต่เมื่อเป็นเพียงความเห็นไม่ใช่คำวินิจฉัย หากทุกคนเดินตามแนวทางนี้พอถึงเวลามีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ และศาลคำวินิจฉัยออกมาอีกอย่างว่ากระบวนการไม่ได้เป็นอย่างที่เข้าใจกันนี้ กลายเป็นการแพ้ฟาวล์ อาจทำให้กระบวนการทั้งหมดเสียหายแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
“ไม่อยากเห็นความพยายามที่เดินหน้ากันแล้วแพ้ฟาวล์ เรามีบทเรียนเรื่องประชามติแล้ว ดังนั้น มองว่าสุดท้ายต้องไปดูคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ที่ทุกคนเห็นกันอยู่แล้ว ที่บอกว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และรัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แล้วนำมาปรับใช้น่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า”
ฟากพรรคเพื่อไทย (พท.) ก่อนหน้านี้ชะลอกระบวนการยังไม่ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่รัฐสภาไว้ก่อน เพื่อนำไปพิจารณาใหม่ ไปปรับแก้เนื้อหา ป้องกันความเสี่ยงที่จะถูกสมาชิกรัฐสภาปัดตกในวาระแรก ท่าทีเรื่องนี้พบว่า
พรรคเพื่อไทยมีความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวแตกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมีความเห็นคล้อยตามกับความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญบางท่าน แต่อีกฝ่ายมองว่าความเห็นดังกล่าวเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพียงไม่กี่คน ซึ่งไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีผลผูกพันทุกองค์กร หากจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.ได้โดยตรง ก็สุ่มเสี่ยงจะถูกร้อง และถ้ามีคำวินิจฉัยออกมาในทางตรงข้าม การเดินหน้าเรื่องนี้ก็จะเสียเปล่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีแนวทางคำอธิบายของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนเกี่ยวกับประเด็นที่มา ส.ส.ร. ขณะนี้เองแต่ละพรรคที่เสนอร่างล้วนยังมีความเห็นแตกต่างกันและโต้แย้งกันอยู่เช่นนี้ สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลและเป็นห่วงว่า ท้ายที่สุดหากความเห็นต่างเรื่องที่มา ส.ส.ร.ยังสร้างความสับสนเช่นนี้
ย่อมมีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ผ่านวาระแรกเลยสักร่างก็เป็นไปได้หรือไม่
