bg-single

100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (4)

24.06.2026

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม

ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (4)

ความสำคัญของ “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” มิใช่แค่ในแง่เป็นงานเขียนชิ้นแรกที่อธิบายและจัดหมวดหมู่ “พุทธเจดีย์” (โบราณวัตถุสถาน) ในดินแดนสยาม หรือที่นักวิชาการหลายท่านเรียกว่าเป็นงานเขียนทางประวัติศาสตร์ศิลปะไทยชิ้นแรกๆ โดยชนชั้นนำสยามเอง

หากแต่เป็นในแง่ของการสร้าง “โครงเรื่อง” (plot) ขนาดใหญ่ที่สุดในการมองประวัติศาสตร์รัฐสยามสมัยใหม่ผ่านโบราณวัตถุสถาน

หากหนังสือเล่มนี้เป็นเพียงงานวิชาการเกี่ยวกับศิลปะ ก็ไม่จำเป็นเลยที่เราต้องมาทบทวนให้เสียเวลา

แต่แท้จริงแล้ว หัวใจสำคัญของหนังสืออยู่ที่บทบาทของมันในการกำหนดกรอบวิธีการมองอดีต และสร้างเค้าโครงของสำนึกทางประวัติศาสตร์กระแสหลักในสังคมไทยที่ยังคงครอบงำความคิดอย่างทรงพลังมาจนถึงปัจจุบัน

จะเข้าใจประเด็นนี้ได้ เราต้องพิจารณาการเกิดขึ้นของงานเขียนชิ้นนี้ภายใต้บริบททางประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนผ่านทางสังคมการเมืองสยามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

ภายใต้โครงสร้างรัฐแบบจารีต สยามไม่เคยให้ความสำคัญกับอดีตของดินแดนมากกว่าอดีตของพงศาวดารกษัตริย์ รัฐให้ความสนใจการจัดการศูนย์กลางอำนาจรัฐมากกว่าบริหารจัดการขอบเขตพรมแดนให้มีความชัดเจน รัฐต่างๆ ในภูมิภาคมีขนาดยืดหดตลอดเวลาตามอำนาจบารมีของกษัตริย์แต่ละพระองค์

ในขณะที่ซากโบราณวัตถุสถานทั้งที่เกิดจากภัยสงครามหรือจากการย้ายศูนย์กลางเมืองไปที่ใหม่ ไม่เคยได้รับความสนใจอะไรมากนัก ต่างถูกปล่อยทิ้งร้างและถูกกลืนหายไปตามกาลเวลา

ลักษณะทั้งหมดดังกล่าวจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเมื่อสยามและรัฐในภูมิภาคแถบนี้เผชิญหน้ากับแรงกดดันจากจักรวรรดินิยมตะวันตกที่ส่งผลมหาศาลให้โลกทัศน์ของชนชั้นนำและรูปแบบรัฐต้องเปลี่ยนไป

รัฐสมัยใหม่ต้องการสิ่งที่รัฐจารีตไม่เคยต้องการ นั่นคือ “ประวัติศาสตร์แห่งรัฐหรือแห่งชาติ” (มิใช่แค่ประวัติราชวงศ์ตามแบบพงศาวดารโบราณ) และต้องการสถาปนา “พรมแดนที่แน่นอน” ตลอดไปของรัฐและชาติ

ในกรณีพรมแดน ทุกรัฐต่างต้องการมากที่สุดเท่าที่จะมากได้และต่างอ้างสิทธิซ้อนทับกันไปมา ทุกรัฐต่างยกเหตุผลมากมายมาสร้างความชอบธรรมให้แก่การสถาปนาพรมแดนอันมหาศาลของตน

เมื่อรัฐสยามสมัยใหม่เริ่มถือกำเนิดขึ้น ราชสำนักที่กรุงเทพฯ ก็ได้เริ่มผนวกรวมดินแดนจำนวนมากเข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐต่างๆ ในบริเวณที่เป็นล้านนาในปัจจุบัน หัวเมืองในอีสาน ปัตตานี หรือพื้นที่ชายขอบอื่นๆ

คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า จะทำอย่างไรให้ผู้คนซึ่งมีประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และอัตลักษณ์แตกต่างกันเหล่านี้ยอมรับการกลืนกลายดังกล่าวได้จนกลายเป็นสมาชิกของคนในรัฐและชาติเดียวกัน นอกเหนือไปจากใช้กำลังเข้ายึดครองซึ่งเป็นเพียงอำนาจดิบที่ไม่จีรังยั่งยืน

คำตอบคือการสร้าง “ประวัติศาสตร์รัฐและชาติ” ขึ้นมา เพื่อสร้างสิ่งที่ เบน แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) เรียกว่า “ชุมชนจินตกรรม” (Imagined Communities) ให้เกิดขึ้นในสำนึกของผู้คนที่เคยแตกต่างกันให้กลายเป็นพวกเดียวกัน

ในกระบวนการนี้ โบราณวัตถุสถานที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งที่เคยอยู่ในขอบเขตอำนาจรัฐแต่เดิมของตนเอง และที่อยู่นอกขอบเขตรัฐเดิม (แต่อยากได้มาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยามสมัยใหม่) ตลอดจนที่ซุกซ่อนอยู่ตามป่า ได้กลายสภาพจากสิ่งไร้ค่ามาเป็นสิ่งมีค่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่สำคัญในฐานะหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ช่วยสร้างจินตกรรมร่วมกันและยืนยันความชอบธรรมของประวัติศาสตร์ชุดดังกล่าว

โบราณวัตถุสถานเริ่มถูกอธิบายว่าเป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมที่สะท้อนว่าคนกลุ่มใดคือผู้สร้าง การวิเคราะห์รูปแบบศิลปะมิใช่การอธิบายเพื่อเข้าใจอดีตอย่างตรงไปตรงมา แต่คือกลไกในการนิยามความเป็นพวกพ้องเดียวกัน (ชาติเดียวกัน) หรือต่างพวกกัน (คนละชาติ) ผ่านรูปแบบศิลปะที่เหมือนหรือต่างกัน

ด้วยเหตุนี้ งานเขียนแบบใหม่ที่เข้ามาอธิบายรูปแบบศิลปะจึงสำคัญมากต่อการสร้างความชอบธรรมในการสถาปนารัฐและชาติในโลกยุคสมัยใหม่ งานเขียนประเภทรายงานการสำรวจและตำราภูมิศาสตร์ที่ได้อธิบายไปในตอนที่แล้วคือผลผลิตของโลกทัศน์ชุดนี้

“ตํานานพุทธเจดีย์สยาม” ก็เช่นกัน และมีพลังมากกว่าทุกงานเขียนก่อนหน้านี้ทั้งหมด เพราะสามารถสร้างโครงเรื่องของจินตกรรมร่วมของดินแดนที่ถูกผนวกรวมเข้ามาอยู่ในรัฐสยามได้อย่างสมบูรณ์ ผ่านโบราณวัตถุสถานจากภูมิภาคต่างๆ ที่ถูกนำมาเรียงร้อยเข้ากันจนเกิดเป็นสายพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ 7 ยุคสมัย เริ่มจาก ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์

การแบ่งยุคสมัยดังกล่าว ดูเหมือนว่าเป็นเพียงการจำแนกศิลปะตามสากลนิยม แต่ในความเป็นจริง มันกำลังสร้างคำอธิบายว่าดินแดนและวัฒนธรรมที่หลากหลายเหล่านี้ล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชุดเดียวกัน ทั้งที่ดินแดนจำนวนมากที่ถูกนำมารวมไว้ในโครงเรื่องดังกล่าวไม่เคยมีสำนึกร่วมกับสยามแต่อย่างใด

นอกจากนี้ การกำหนดนิยามยุคสมัยบางสมัยในหนังสือเล่มนี้ก็ได้สร้างปัญหามหาศาลมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนิยามสิ่งที่เรียกว่าพุทธเจดีย์ “สมัยลพบุรี” ที่จะถูกอธิบายต่อมาโดยนักประวัติศาสตร์ยุคหลังว่าเป็น “ศิลปะลพบุรี” ซึ่งเกิดขึ้นจากความกังวลภายใต้ยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมมากกว่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ จนทำให้กลายเป็นปัญหาใหญ่ในการศึกษาและนิยามโบราณวัตถุสถานเป็นจำนวนมากที่ถูกตีตราว่าเป็นศิลปะลพบุรี

แม้ในช่วงเวลาหนึ่งจะมีความพยายามเปลี่ยนคำนิยามใหม่ว่าเป็น “ศิลปะร่วมแบบเขมรในประเทศไทย” แต่สุดท้าย ภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยระหว่างไทย-กัมพูชา คำว่า “ศิลปะลพบุรี” ก็กลับมามีบทบาทมากขึ้นอีกครั้ง

ซึ่งสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ชื่อเรียกยุคสมัยทางศิลปะเหล่านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของอุดมการณ์ชาตินิยม มากกว่าเครื่องมือในการทำความเข้าใจศิลปะตามความเป็นจริงทางวิชาการ

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ภาพความสำเร็จที่สวยงามของ “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” กลับซ่อนข้อจำกัดที่สำคัญอย่างยิ่งเอาไว้ เพราะการสร้างประวัติศาสตร์ศิลปะแห่งรัฐและชาติลักษณะนี้ จำเป็นต้องเลือกบางสิ่งเข้ามาอยู่ในเรื่องเล่า และผลักบางสิ่งออกไปจากเรื่องเล่า สิ่งที่ถูกเลือกเข้ามาในเรื่องเล่ามีเพียงโบราณวัตถุสถานและงานศิลปะของราชสำนัก และศิลปกรรมทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับชนชั้นนำเท่านั้น ส่วนสิ่งที่ถูกผลักออกไป คือโบราณวัตถุสถานและศิลปะท้องถิ่นจำนวนมหาศาล

โครงสร้างความรู้แบบ “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมชั้นสูง (High Culture) อย่างเกือบเบ็ดเสร็จ หลักฐานที่ถูกนำมาใช้ในการสร้างประวัติศาสตร์ศิลปะไทยส่วนใหญ่คือ พระเจดีย์ พระปรางค์ พระพุทธรูปสำคัญ วัดหลวง หรือโบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับรัฐและชนชั้นปกครอง

ในขณะที่งานศิลปะซึ่งเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้คนกลับแทบไม่ปรากฏตัวอยู่ในเรื่องเล่าเหล่านี้เลย

ไม่ว่าจะเป็นศิลปกรรมพื้นบ้าน สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น งานช่างของชุมชนชาติพันธุ์ ตลอดจนวัตถุสิ่งของของคนสามัญ ทั้งหมดถูกทำให้กลายเป็นเรื่องชายขอบของประวัติศาสตร์ศิลปะและประวัติศาสตร์ชาติ

ผลที่ตามมาคือ เมื่อคนไทยเรียนประวัติศาสตร์ชุดนี้ พวกเขามักเข้าใจว่าอดีตทางศิลปะของสังคมไทยประกอบขึ้นจากศิลปะของรัฐและศาสนาเท่านั้น ราวกับว่าประวัติศาสตร์ศิลปะไทยทั้งหมดถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์ พระสงฆ์ และชนชั้นนำ ในขณะที่ศิลปะของผู้คนธรรมดาหลายล้านคนแทบไม่มีตัวตนอยู่ในเรื่องเล่าเหล่านี้เลย

ยิ่งไปกว่านั้น การแบ่งยุคสมัยตามชื่อรัฐหรืออาณาจักรยังส่งผลให้ศิลปะท้องถิ่นถูกตีความผ่านสายตาของรัฐส่วนกลางอยู่เสมอ

ศิลปะล้านนาถูกทำให้กลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ศิลปะไทย ศิลปะลาวถูกอธิบายผ่านความสัมพันธ์กับสยาม ศิลปะมลายูถูกลดทอนให้เป็นองค์ประกอบชายขอบของเรื่องเล่าหลัก แทนที่จะได้รับการศึกษาในฐานะโลกทางวัฒนธรรมที่มีพัฒนาการของตนเอง

ในความหมายนี้ “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” จึงมิได้เพียงสร้างประวัติศาสตร์ชาติผ่านโบราณวัตถุสถานเท่านั้น หากยังสร้างกรอบคิดเรื่องการแบ่งลำดับชั้นทางวัฒนธรรมผ่านศิลปะชั้นสูงกับศิลปะท้องถิ่นขึ้นมาพร้อมกันด้วย

ควรกล่าวไว้ก่อนว่า การวิพากษ์งานเขียนชิ้นนี้มิได้หมายถึงการปฏิเสธคุณูปการของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงสถาปนากรอบความคิดในการมองประวัติศาสตร์รัฐสยามผ่านโบราณวัตถุสถานเป็นคนแรกๆ

หากแต่คำถามสำคัญของบทความวิพากษ์ชิ้นนี้คือ “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” เกิดขึ้นภายใต้เป้าหมายทางสังคมการเมืองแบบหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา

แต่โลกในปัจจุบันเงื่อนไขทางสังคมการเมืองได้ปรับเปลี่ยนจากเมื่อร้อยปีที่ผ่านมาไปอย่างมากแล้ว

สังคมไทยยังจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องยึดแน่นอยู่กับโครงสร้างทางความคิดแบบที่ปรากฏอยู่ในตำนานพุทธเจดีย์สยาม

ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีมากมายที่ค้นพบมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องมากมายของกรอบคิดหลักที่งานชิ้นนี้ได้ทิ้งเอาไว้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (4)
เชลยศึกสงครามลาว (36)
‘ตู้เย็น’ ในเรื่องสั้นไทยร่วมสมัย
รากฐาน ความคิด ยุค กุหลาบ สายประดิษฐ์ รากฐาน สังคม
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (181)
พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักญี่ปุ่นนิยมสู่อาชญากรสงคราม (19)
E-DUANG | จากย้าย”ผู้ว่าฯ” ที่ “ภูเก็ต” ถึง ทุจริต สอบ ข้าราชการ
คอหนังห้ามพลาด! เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทย 2026 ระหว่างวันที่ 22-26 กรกฎาคม 2569
เผยโฉมผู้คิดค้น QR Code ‘สแกนจ่าย’
พฤษภาเลือด คนอำนาจเจริญ บุรีรัมย์ พลีชีพ ภายใต้ พายุ ขัดแย้ง การเมือง
กระแสชาตินิยมสุดโต่ง! บทวิพากษ์ฝ่ายขวาจัดไทย
แบบไหน ถึงจะเป็น ‘AI ที่จริงใจ’