ชีวิตแลกชีวิตยุติธรรมจริงหรือ? มองโทษประหาร ผ่านเพลง The Mercy Seat ของวง Nick Cave & The Bad Seeds
บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์
ชีวิตแลกชีวิตยุติธรรมจริงหรือ?
มองโทษประหาร
ผ่านเพลง The Mercy Seat
ของวง Nick Cave & The Bad Seeds
ในช่วงกลางยุค 80 นิค เคฟ นักร้องและนักแต่งเพลงชาวออสเตรเลียกำลังหมกมุ่นอยู่กับการอ่านพระคัมภีร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาค “พันธสัญญาเดิม” (Old Testament)
เขาลุ่มหลงในมนตร์เสน่ห์ของภาษาอันดุดัน ภายใต้โทนเรื่องที่หนาแน่นไปด้วยการทำบาป, การลงทัณฑ์, การแก้แค้นและความพิโรธของพระเจ้า ซึ่งต่างจากภาคพันธสัญญาใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเมตตาและการอภัยมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อลองค้นลึกเพื่อหาความหมายเพิ่มเติม นิค เคฟ จึงได้ค้นพบว่ามนุษย์ที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาแต่แรกนั้นเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ แต่ภายหลังกลับตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบาปและสิ่งยั่วยุจากโลกภายนอก จึงทำให้พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่เผยให้เห็นแง่มุมที่แตกต่างกันของความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ทั้งในด้านความยุติธรรม, การพิพากษา, ความเมตตา และการให้อภัย
จากสารตั้งต้นในความสงสัยใคร่รู้ถึงเรื่องความดีความเลวไปจนถึงการลงโทษและการให้อภัยนี่เองที่ทำให้นิค เคฟ แต่งเพลง The Mercy Seat ขึ้นมา
โดยเริ่มจากคิดท่วงทำนองเอาไว้ในหัว ก่อนจะเปิดฝาเปียโนและบรรเลงมันออกมา
ซิงเกิลหลักจากอัลบั้ม Tender Prey (1988) เพลงนี้เป็นลำนำส่วนตัวที่นิคครุ่นคิดถึงข้อสงสัยที่ว่าพระเจ้าจะทรงให้อภัยฆาตกรผู้โหดเหี้ยมได้อย่างแท้จริงหรือไม่ ถึงแม้ว่าในพระคัมภีร์จะยืนยันอยู่แล้วว่าพระองค์จะทรงให้อภัยผู้ทำบาปทุกคนถ้าหากสำนึกผิด

สิ่งที่นิค เคฟ สนใจจึงไม่ใช่การพิสูจน์ว่าพระเจ้าทรงเห็นด้วยหรือคัดค้านโทษประหารชีวิต แต่คือการตั้งคำถามว่าความยุติธรรมของมนุษย์กับความเมตตาของพระเจ้าจะดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างไร เมื่อผู้ที่สมควรถูกลงโทษที่สุด อาจเป็นคนเดียวกับผู้ที่พระเจ้าทรงให้อภัย
สิ่งที่นิค เคฟ ใคร่ครวญนั้นเป็นเรื่องนามธรรม ในพระคัมภีร์ถึงแม้ว่าจะแสดงให้เห็นถึงความจริงของชีวิตได้ลึกซึ้งอย่างไรก็ไม่อาจเทียบกับสิ่งที่มนุษย์จะต้องเผชิญในโลกแห่งความเป็นจริงได้
นิคจึงแต่งเพลง The Mercy Seat ด้วยการสร้างตัวละครตัวหนึ่งขึ้นมา เขาเป็นนักโทษที่ก่อคดีอุกฉกรรจ์และได้รับคำพิพากษาจากศาลว่าต้องรับโทษประหารชีวิตด้วยการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า
ยิ่งเข็มนาฬิกาค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตมากขึ้นเท่าไร สภาวะภายในจิตใจของนักโทษก็ยิ่งสั่นคลอนมากขึ้นเท่านั้น
เขาเริ่มตั้งคำถามว่าความตายเป็นการลงทัณฑ์ที่เหมาะสมแล้วจริงหรือ?
มนุษย์ที่ไม่ใช่พระเจ้ามีศักดิ์และสิทธิ์อันใดในการพรากชีวิตของผู้อื่นไป
แล้วผู้ที่ทำหน้าที่พรากชีวิตในนามของกฎหมายเล่า เขาแตกต่างจากฆาตกรที่กำลังถูกประหารอย่างไร?
หรือเพียงเพราะการกระทำนั้นได้รับความชอบธรรมจากกฎหมาย ความผิดบาปจึงถูกชำระล้างไปโดยปริยาย

ในคัมภีร์พันธสัญญาเดิม Mercy Seat คือแท่นทองคำบนหีบแห่งพันธสัญญา (Ark of the Covenant) เป็นที่สถิตของพระเจ้าเพื่อการให้อภัยต่อบาปทั้งมวล
แต่นิค เคฟ ใช้แท่นทองคำนี้เป็นดั่งอุปลักษณ์กับเก้าอี้ไฟฟ้าที่ทำจากไม้และเหล็ก เพื่อเป็นการเหน็บแนมว่าเมื่อพ้นสมัยแห่งพระชนม์ชีพของพระศาสดาแห่งศาสนาคริสต์แล้ว มนุษย์กำลังสวมบทเป็นพระเจ้าในการตัดสินชีวิตผู้อื่นหรือไม่อย่างไร
สิ่งที่ประชดประชันก็คือขั้นตอนการประหารชีวิตกลับกลายเป็นพิธีการที่ถูกแต่งเสริมเติมแต่งให้ดูเหมือนเป็นศาสนพิธีอันศักดิ์สิทธิ์
จนชวนให้ตั้งคำถามว่ามันแตกต่างจากการฆาตกรรมที่ได้รับความชอบธรรมจากรัฐเพียงใด
The Mercy Seat ของวง Nick Cave & The Bad Seeds เป็นเพลงแนวอาร์ตร็อกที่ตึงเครียด คำพร่ำบ่นที่อื้ออึงไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและซุกซ่อนความสงสัยอยู่ในน้ำเสียงยิ่งทำให้เพลงนี้เต็มไปด้วยความคลุมเครือ เพลงนี้เริ่มต้นด้วยความเด็ดเดี่ยวของนักโทษ เขากล่าวอย่างแน่วแน่ว่าตัวเองบริสุทธิ์และไม่เกรงกลัวความตาย
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับหนาวสะท้าน สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยมองข้ามกลับกลายเป็นสิ่งที่สลักสำคัญ
เขาเห็นความบิ่นของแก้วกาแฟ
ความบิดเบี้ยวของไม้ถูพื้น
ไปจนถึงใบหน้าของพระเยซูในจานซุป
เนื้อเพลงในส่วนนี้น่าสนใจ เพราะมันสื่อให้เห็นว่านักโทษกำลังพยายามหาคำอธิบายให้กับความผิดของตัวเองและร่องรอยแห่งตำหนิที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากน้ำมือของนักโทษอย่างเขา ราวกับว่ามีใครสักคนหยิบยื่นความอัปลักษณ์นั้นให้โดยที่ไม่ต้องการ
ใบหน้าของพระเยซูที่เขาเห็นก็เป็นดั่งอุปลักษณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าพระองค์ทรงเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่พระองค์จะหยิบยื่นความเมตตาให้กับเขาได้อย่างไรกันเล่า ในเมื่อสถานที่แห่งนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยกรงขัง
หลังจากนี้นักโทษก็ได้แต่ก่นด่าความเลวร้ายของห้องขัง การถูกลิดรอนอิสรภาพ ความเจ็บปวดที่บาดลึกไปถึงกระดูก แต่ไฮไลต์ของเพลง The Mercy Seat อยู่ตรงเนื้อเพลงท่อนนี้
“บนสรวงสวรรค์ บัลลังก์ของพระเจ้าทำด้วยทองคำ หีบสัญญาของพระองค์ถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี แต่ข้างล่างนี้ เก้าอี้ที่ฉันกำลังจะนั่งอยู่ทำด้วยไม้และสายไฟ ร่างกายของฉันกำลังลุกไหม้ ฉันย้ายตัวไปนั่งอยู่บนที่นั่งแห่งความเมตตา หัวของฉันถูกโกนและพันด้วยสายไฟ ประหนึ่งแมงเม่าที่บินเข้าสู่ดวงตาอันเจิดจ้า ฉันค่อยๆ ก้าวเดินออกจากลมหายใจของชีวิต ซ่อนตัวอยู่ในความตาย แต่ถึงจะอย่างนั้น ฉันก็ไม่เคยโกหก”
ส่วนเนื้อเพลงที่พลิกความเชื่อและความจริงที่นักโทษพร่ำบอกมาตลอดทั้งเพลงอยู่ในท่อนจบที่เขียนว่า
“ที่นั่งแห่งความเมตตากำลังรอคอยอยู่ในขณะที่หัวของฉันกำลังลุกเป็นไฟ
ฉันอยากให้ทุกอย่างจบลงเสียที กับการต้องมานั่งวัดค่าความจริง ตาต่อตาและฟันต่อฟัน
ฉันบอกความจริงไปแล้ว แต่ฉันเกรงว่า ความจริงที่ว่านั้นคือเรื่องโกหก”
The Mercy Seat เป็นเพลงที่ตั้งคำถามถึงความจริง ความลวง ความศรัทธา และกระบวนการยุติธรรมที่ซ้อนทับกันในหลายมิติ
มันอาจจะแปลได้ว่า เมื่อถึงช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิต การที่นักโทษบอกว่าตัวเองบริสุทธิ์มาโดยตลอดก็ไม่อาจโกหกตัวเองได้อีกต่อไป
หากมองในอีกแง่มุมหนึ่ง เพลงนี้ชี้ให้เห็นว่าความยุติธรรมนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้สังเกตการณ์ ไม่มีสิ่งที่ถูกหรือว่าผิดร้อยเปอร์เซ็นต์
ถ้าหากมองถึงสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เขาเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ และถ้าหากมองในแง่มุมทางศาสนา ไม่ว่าศาลจะตัดสินอย่างไร ความจริงสุดท้ายจะถูกเปิดเผยก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าการตัดสินของพระเจ้าเท่านั้น
มีอยู่ประโยคหนึ่งในนิยายเรื่อง “วันสุดท้ายของนักโทษประหาร” (Le Dernier Jour d’un Condamn?) ซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ของ วิกตอร์ อูโก นักเขียนรัฐบุรุษชาวฝรั่งเศส ประโยคนั้นกล่าวว่า “พวกเขากำลังทำลายมนุษย์คนหนึ่งด้วยน้ำมือของมนุษย์ด้วยกัน โดยอ้างชื่อของกระบวนการยุติธรรม”
แน่นอนว่าไม่มีใครในโลกที่จะมีสิทธิ์พรากชีวิตใครทั้งนั้น แต่สิ่งที่ต้องกลับมาตั้งคำถามอย่างใคร่ครวญก็คือ แล้วนักโทษล่ะ เขาก็มีชีวิตไม่ใช่หรือ? ถึงแม้ว่าเขาจะสังหารบุคคลอันเป็นที่รักของใครบางคนไป แต่เมื่อมองย้อนกลับไปยังคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีใครทั้งนั้นในโลกนี้มีสิทธิ์พรากชีวิตของใครไป” คำพูดนี้ไม่ย้อนแย้งในตัวของมันเองหรอกหรือ ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราจะต่างอะไรไปจากฆาตกรที่อาศัยความชอบธรรมด้วยอำนาจรัฐ
“ข้าพเจ้าเขียนบันทึกนี้ไม่ใช่เพื่อขอความเมตตาให้ตัวเอง แต่เพื่อขอให้สังคมหยุดสร้างโศกนาฏกรรมเช่นนี้กับผู้อื่นอีก” เป็นคำกล่าวของ วิกตอร์ อูโก ซึ่งสอดคล้องกับสารัตถะในบทเพลง The Mercy Seat ที่มนุษย์อ้างความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนามาเป็นข้ออ้างในการลงทัณฑ์มนุษย์ด้วยกันเอง
มาถึงบรรทัดนี้แล้ว หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า ถ้าเป็นลูกคุณที่ถูกฆ่าล่ะ คุณจะกล้าพูดในสิ่งที่เขียนออกมาหรือเปล่า
บอกตามตรงว่าผมไม่สามารถที่จะตอบคำถามนี้ได้
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าตอบได้แน่ๆ ถ้าหากผมเข้าถึงสารัตถะของชีวิตที่อยู่เหนือความลักลั่นของกระบวนกฎหมายทั้งปวงก็คือ
ความสงบอย่างถึงที่สุดภายในจิตใจ ในวันที่ผมสามารถให้อภัยกับใครก็ตามที่พรากเอาสิ่งที่ผมรักที่สุดไปได้ และโอบกอดเขาด้วยความหวังว่าในสักวันหนึ่งเขาจะเป็นคนที่ดีขึ้นและเลิกโกหกตัวเองได้เสียที
