4 ปีไม่มีใครฟัง ธีระ ศรีมงคล ผู้ใหญ่หมู่ 1 บ้านสระมะเขือ ย้ำอีกที ‘โรงขยะคือบทเรียนแสนสาหัส’
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
4 ปีไม่มีใครฟัง
ธีระ ศรีมงคล
ผู้ใหญ่หมู่ 1 บ้านสระมะเขือ
ย้ำอีกที ‘โรงขยะคือบทเรียนแสนสาหัส’
อดรนทนทานมานานเฉียด 4 ปีเป็นอย่างต่ำ สำหรับชาวปราจีนบุรีที่วันนี้คนไทยได้รับรู้ถึงปมปัญหาบิ๊กเบิ้มโดยทั่วกัน
จากข่าวเล็กๆ ที่ถูกไถฟีดผ่านๆ สู่ข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์กระดาษ และเรื่องเด่นประเด็นร้อนออนไลน์
แน่นอนว่าจะหมายถึงสิ่งใดไปไม่ได้ นอกจากกรณี ‘โรงงานรีไซเคิลขยะ’ ที่วันนี้ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไปว่าส่งผลกระทบจริงจัง ไม่ใช่เรื่องจกตา
คราบสีรุ้ง กลิ่นเหม็นคละคลุ้ง น้ำดำเข้มคลั่ก เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เห็นได้จากตาเนื้อ ยังไม่นับมลพิษที่สะสมระยะยาวเกินคาดเดาผลลัพธ์
18 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้คนนับพันรวมตัวฟังข้อมูลรอบด้านในเวที ‘รู้เท่าทันโทษพิษภัยโรงงานขยะ’ จัดโดย เครือข่ายแม่เพื่อสุขภาพทุ่งบางพลวง ณ โดมสวนสุขภาพ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี พื้นที่ซึ่งแบกรับปัญหาหนักอึ้งแบบเต็มแรง
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เคยสั่งปิดโรงงานบางแห่งในตำบลดังกล่าวชั่วคราว ตามมาตรา 37 และ 39 แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน หลังตรวจพบคราบสารเคมีสีรุ้งปนเปื้อนและรั่วไหลออกสู่พื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งน้ำสาธารณะในช่วงน้ำท่วม ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง
เพียงวันรุ่งขึ้นหลังเวทีเสวนาข้างต้น รมว.อุตสาหกรรมลงพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ จังหวะนี้ชาวบ้านเฉียดร้อยจาก 3 อำเภอรุดถือป้ายจี้ปิดโรงงานและขนย้ายกองขยะออกไปให้ไว ด้าน รมว. อุตสาหกรรมรับลูก บุกโรงงาน 200 ไร่ในวันเดียวกัน เจอขยะอิเล็กทรอนิกส์ 1,220 ตัน จึงสั่งสอบที่ดิน จนถึงเส้นเงิน ชงโทษใหม่ปรับ 10 ล้าน แถมยึดทรัพย์ ขยายผลจ่อเช็กโรงงาน 3,000 แห่งทั่วประเทศ
หนึ่งในมวลชนคนปราจีนที่ร่วมต่อสู้แบบยิบตา คือ ธีระ ศรีมงคล วัย 59 ปี ผู้ใหญ่หมู่ 1 บ้านสระมะเขือ อ.ศรีมโหสถ อีกหนึ่งพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ เนื่องด้วยเป็นเพื่อนบ้านแนบชิดกับ อ.ศรีมหาโพธิ
พื้นฐานชีวิตเกิดที่บ้านสระมะเขือ เป็นลูกหลานบรรพบุรุษชาวไทพวนที่อพยพมาจากเชียงขวางสืบทอดกันมาหลายชั่วโคตร จบประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดสระมะเขือ ก่อนเรียนต่อมัธยมศึกษาที่โรงเรียนศรีมหาโพธิ วันนี้ดูแลลูกบ้านเกือบ 800 คน จาก 300 ครัวเรือนตามทะเบียนราษฎร์ แต่อยู่อาศัยจริงราว 1,000 เศษ
ยืนยันว่า ชาวบ้านไม่ได้เพิ่งลุกขึ้นมาต้าน หากแต่ทั้งสะกิด แจ้งเตือน ไปจนถึงตะโกนดังๆ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่กลับได้คำตอบเดิมว่า ‘คิดไปเอง’ กระทั่งเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ มลพิษมากมายจึงไม่อาจถูกกลบฝังในความเงียบงันได้อีกต่อไป
: ในฐานะคนพื้นที่ สถานการณ์จริงวันนี้เป็นอย่างไร ร้ายแรงแค่ไหนในแง่สิ่งแวดล้อม?
เฉพาะแค่ช่วงน้ำท่วมล่าสุด ภายในหนึ่งอาทิตย์เรียบร้อยเลย ตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยเห็นความเข้มของสี กลิ่น และคราบแบบนี้มาก่อน ไม่เคยเห็นพืชพันธุ์ธัญญาหารล้มตายขนาดนี้ มีคราบสีรุ้ง ปลาเราก็ไม่กล้าเอามากิน
ตอนนี้เป็นช่วงที่น้ำลดแล้ว แต่ยังเจอคราบสีดำ และเหม็นคาวมาก
กลิ่นพวกนี้เบาลงมาหน่อย ซอฟต์กว่าตอนที่ยังมีการประกอบกิจการอยู่
: ก่อนหน้านี้ แกนนำเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง โดนชายสวมโม่งปรี่พร้อมปะทะ แล้วชาวบ้านสระมะเขือโดนคุกคาม ข่มขู่บ้างไหม?
ในช่วงนี้ยังไม่มี แต่ชาวบ้านบอกว่าไม่กลัวตายแล้ว ถ้ามัวกลัวอยู่ เราก็จะตายกับสิ่งนี้ เพราะฉะนั้น เลยต้องหันมาสู้
ถ้าเราไม่สู้ จะยิ่งไปกันใหญ่ จะกลายเป็นมรดกตกทอดไปถึงลูกหลาน
เพราะฉะนั้น เลิกกลัวอิทธิพลใครแล้ว และเชื่อว่าต้องส่งเสียงออกไปให้คนได้รับฟัง
วันนี้ดีใจที่มีเวทีให้แสดงออก เห็นป้ายไหม เขาเอากล่องกระดาษมาแกะแล้วใช้ปากกามาร์กเกอร์เขียนด้วยภาษาแบบบ้านๆ นี่แหละ
: รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตอบรับการแก้ไขความเดือดร้อนช้าไปไหม?
เอาอย่างนี้ เหตุการณ์ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2566 เราบอกก็ไม่มีใครฟัง โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐบางหน่วยที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหล่านี้เขาบอกว่าเราวิตกกังวลไปเอง
ฝั่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือแถบศรีมโหสถซึ่งเป็นรอยต่อ เหมือนบ้าน 2 หลังที่ใช้รั้วเดียวกัน รับกลิ่นมาตั้งกี่ปีจนร้องเรียนไปทางผู้นำหมู่บ้าน ซึ่งก็รายงานไปตามระเบียบขั้นตอน คือศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ก็มีการส่งตัวแทนเข้าไปพูดคุย เข้าไปซักฟอก เข้าไปตรวจสอบและเข้าไปเตือน
ซึ่งเราก็ได้รับคำตอบที่สวยหรูทุกครั้ง ว่าไม่มีปัญหา เครื่องไม้เครื่องมือเขาทันสมัย
ล่าสุด ฝั่งศรีมโหสถยังเข้าไปย้ำว่า ถ้าน้ำหลากมาปลายปีนี้จะเป็นอย่างไร ด้วยประสบการณ์แล้ว ตรงนี้เป็นทุ่งรับน้ำเป็นแก้มลิงของทุ่งบางพลวง เราคาดการณ์ไว้แล้ว เพราะเว้นมา 3 ปี 5 ปี น้ำจะหลากครั้งหนึ่ง และหลากอย่างแรง แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
ซึ่งตอนนั้นได้รับคำตอบว่า ในชั่วพริบตาเขาสามารถนำอุปกรณ์มาตั้งคันได้สูง ซึ่งเราก็ไปชี้แล้วว่าคันดินแบบนั้นมันไม่ใช่ เอาไม่อยู่แน่นอน มันเหมือนลักษณะคันนา
: คนตื่นตัวลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิดเยอะมาก ปัจจัยอะไรผลักดันจนเกิดปรากฏการณ์ขนาดนี้?
ชาวบ้านตื่นตัวแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ถูกกระตุ้นจากสื่อ จากเอ็นจีโอใดๆ แต่เกิดจากความที่ถูกกระทำ โดยที่เราเคยเตือนแล้วว่าหยุดเถอะ มันทำไม่ได้ ทำแล้วจะได้ผลกระทบแบบนี้ ด้วยความที่ภูมิประเทศไม่เหมาะ ตั้งแต่เริ่มเปิดในปี 2566 คนในพื้นที่เดินหน้าบอกตั้งแต่แรก มันเกี่ยวพันกับความกลัว ความหวาดระแวงการหลุดรั่ว และมลพิษต่างๆ
เขาก็ตอบมาว่าเราคิดไปเอง เพราะเขามีกระบวนการมีการคัดกรองมีขั้นตอนถูกต้องจึงได้รับใบอนุญาต
อย่างที่บอกว่าชาวบ้านถูกกระทำจากสิ่งที่เคยบอกแล้ว แต่เสียงของพวกเขาไม่เคยถูกรับฟัง
ตอนนี้พลุแตก อึดอัดมานาน พอมีเวทีให้ ชาวบ้านเลยหลั่งไหล เห็นแล้วยังขนลุกว่า โอ้โห! นี่คือแรงอัดอั้นที่ฝูงชนทนไม่ได้
: ความคาดหวังสูงสุดในการเรียกร้องครั้งนี้คืออะไร?
เป็นเวลาถึง 4 ปีที่เราท้วงติงมาตลอด แต่ไม่มีการแก้ไข คิดว่าเพียงพอแล้วกับการรอให้ปรับปรุงหรือลองผิดลองถูก เราพอแล้วกับ 4 ปีที่เกิดการหลุดรั่วอย่างถล่มทลายชนิดที่ไม่มีตำรับตำราในการป้องกันเลยแม้แต่นิดเดียว ล้มเหลวทุกระบบ
เพราะฉะนั้น ความคาดหวังคือปิดอย่างถาวรและออกไปจากพื้นที่ทุ่งรับน้ำแห่งนี้ เราตั้งธงไว้ว่าต้องเป็นบัญชีดำเพื่อไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก
นี่คือความต้องการของชาวบ้าน
ถามว่าชาวบ้านเห็นแก่ตัวไหม เราไม่ได้เห็นแก่ตัว มันมีกี่บ่อ กี่จังหวัดแล้ว ก่อนที่จะมาเกิดกับปราจีนบุรี เราเห็นอยู่ว่าหน่วยงานภาครัฐล้มเหลวมาตลอดในการดูแลป้องกันและแก้ไข ปัจจุบันน่าจะเป็นบทเรียนที่แสนสาหัสแล้ว กับพี่น้องประชาชน กับห่วงโซ่อาหาร
ที่สำคัญที่สุด เราเป็นแอ่งรับน้ำและกระจายลงไปบ้านสร้าง ไปบางปะกง ก่อนจะไปลงแม่น้ำมันถูกแบ่งไปไหนต่อไหนตามสายน้ำ
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่แค่คนในพื้นที่ที่รับเคราะห์ แต่กลับกลายเป็นเคราะห์กรรมระดับภาค
ภาพโดย นราธิป ทองถนอม
