เมื่อประวัติศาสตร์เปลี่ยนข้าง : ถึงเวลาคืนความเป็นธรรม ให้เหยื่อของอำนาจรัฐ?
บทความพิเศษ | บูรณ์เชน สุขคุ้ม
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
เมื่อประวัติศาสตร์เปลี่ยนข้าง
: ถึงเวลาคืนความเป็นธรรม
ให้เหยื่อของอำนาจรัฐ?
วันที่ 23 กันยายน 2569 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในคดีความรับผิดจากโครงการรับจำนำข้าว โดยให้เหตุผลว่า หนังสือของกระทรวงพาณิชย์ที่นำมาอ้างไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ที่สามารถเปลี่ยนข้อเท็จจริงในสาระสำคัญของคดีเดิมได้
ผลก็คือ คำพิพากษาที่ให้เธอรับผิดเป็นเงินประมาณ 10,028 ล้านบาทยังคงมีผลต่อไป
ข่าวดังกล่าวอาจถูกอ่านได้หลายแบบตามจุดยืนทางการเมืองของแต่ละคน บางคนอาจเห็นว่าเป็นการยืนยันความรับผิดของอดีตนายกรัฐมนตรี
บางคนอาจมองว่ายังมีคำถามเกี่ยวกับกระบวนการและความเป็นธรรม
แต่บางทีประเด็นที่สำคัญกว่าการถามว่า “ใครชนะคดี” คือคำถามอีกชุดหนึ่งที่สังคมไทยไม่ค่อยได้ถามอย่างเป็นระบบว่า
เมื่อคดีการเมืองจำนวนหนึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางการรัฐประหาร อำนาจพิเศษ หรือสถาบันที่เกิดขึ้นในช่วงการปกครองนอกระบอบประชาธิปไตย เราควรมีกลไกกลับไปตรวจสอบกระบวนการเหล่านั้นอีกครั้งหรือไม่?
คำถามนี้ชัดเจนเป็นพิเศษเมื่อมองผ่านชีวิตทางการเมืองและคดีความของอดีตนายกรัฐมนตรีสองคนในครอบครัวเดียวกันคือ ทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
บทความนี้ไม่ได้ตั้งต้นด้วยข้อสรุปว่าทั้งสองเป็น “ผู้บริสุทธิ์” หรือเป็น “เหยื่อ” ของรัฐ เพราะคำว่าเหยื่อไม่ควรเกิดจากความนิยมทางการเมือง และคำว่าผู้กระทำผิดก็ไม่ควรเกิดจากความเกลียดชังทางการเมืองเช่นเดียวกัน
สิ่งที่ควรถามคือ หากประเทศต้องการยึดหลักนิติรัฐ เราสามารถออกแบบกระบวนการที่ตรวจสอบย้อนหลังได้หรือไม่ว่า
คดีหนึ่งเกิดขึ้นอย่างไร ใครเป็นผู้เริ่มกระบวนการ ภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบใด จำเลยได้รับสิทธิ์อย่างเพียงพอหรือไม่ และมีหลักฐานใหม่หรือข้อบกพร่องใดที่สมควรได้รับการพิจารณาอีกครั้ง
นี่ต่างหากคือความหมายของการ “คืนความเป็นธรรม” ที่ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการล้างผิดให้ใคร
ทักษิณ : เมื่อคดีเกิดขึ้นหลังรถถังเข้ากรุงเทพฯ
19 กันยายน 2549 รัฐบาลทักษิณถูกโค่นล้มโดยรัฐประหาร หลังการยึดอำนาจ คณะปฏิรูปการปกครองฯ ออกประกาศฉบับที่ 30 ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. และให้อำนาจตรวจสอบการกระทำที่ถูกเห็นว่าอาจสร้างความเสียหายแก่รัฐ ประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นโดยตรงภายหลังการยึดอำนาจและเป็นฐานสำคัญของการตรวจสอบคดีหลายเรื่องในยุคนั้น
หนึ่งในคดีสำคัญที่สุดนำไปสู่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ให้เงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับหุ้นชินคอร์ปจำนวน 46,373,687,454.70 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน
ต่อมาในปี 2560 กรมสรรพากรประเมินภาษีจากธุรกรรมหุ้นชินคอร์ปพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมราว 17,600 ล้านบาท แม้ศาลสองชั้นแรกเคยเพิกถอนการประเมิน แต่ศาลฎีกาในปี 2568 พิพากษากลับว่าการประเมินดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย
ล่าสุดในปี 2569 กรมสรรพากรอยู่ระหว่างสืบทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศเพื่อเร่งรัดจัดเก็บหนี้ภาษีประมาณ 17,629 ล้านบาท
ขณะที่ฝ่ายทักษิณได้ยื่นฟ้องโต้แย้งการยึดและอายัดทรัพย์ โดยอ้างว่ามีความซ้ำซ้อนกับทรัพย์ที่เคยถูกบังคับตามคำพิพากษาปี 2553 ซึ่งประเด็นนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา
ความจริงด้านหนึ่งที่ต้องกล่าวให้ครบคือ ในคดีดังกล่าวมีการโต้แย้งอำนาจและที่มาของ คตส.ด้วย และศาลได้วินิจฉัยว่าประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับเป็นการทั่วไป มิได้มุ่งใช้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ อีกทั้งได้รับการรับรองสถานะทางกฎหมายจากรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549
นี่คือข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่ไม่ควรถูกละเลยเพียงเพราะผู้เขียนหรือผู้อ่านมีความเห็นต่างทางการเมือง
แต่ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งก็ยังดำรงอยู่เช่นกัน คือองค์กรที่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของกระบวนการตรวจสอบดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการรัฐประหารและถูกตั้งขึ้นโดยผู้ยึดอำนาจ
การยอมรับข้อเท็จจริงทั้งสองด้านพร้อมกันไม่ได้เป็นเรื่องขัดแย้งกัน
เราอาจยอมรับว่าคำพิพากษามีสถานะและผลทางกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ยังตั้งคำถามทางหลักนิติรัฐได้ว่า ในระบอบประชาธิปไตย สังคมควรมีกลไกทบทวนคดีซึ่งมีจุดกำเนิดหรือมีองค์ประกอบสำคัญมาจากสถาบันที่ตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหารหรือไม่
คำว่า “ทบทวน” ตรงนี้สำคัญ เพราะมันไม่เหมือนกับคำว่า “ล้มคำพิพากษา” การเปิดให้ตรวจสอบกระบวนการใหม่ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการประกาศว่าทักษิณบริสุทธิ์ หากหลักฐานเดิมยังหนักแน่นและกระบวนการเป็นธรรม ผลเดิมก็อาจได้รับการยืนยัน
แต่หากพบปัญหาสำคัญ เช่น ที่มาของพยานหลักฐาน การขาดสิทธิ์ในการต่อสู้คดี หรือมีหลักฐานใหม่ที่เปลี่ยนสาระสำคัญของคดี ระบบยุติธรรมก็ควรมีกลไกตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้น
การทบทวนจึงไม่ใช่การคืนความบริสุทธิ์ให้ใคร แต่เป็นการคืนสิทธิ์ในการพิสูจน์ความจริง
ยิ่งลักษณ์ : เรื่องซับซ้อน
กว่าคำว่า “คดีหลังรัฐประหาร”
หากกรณีทักษิณทำให้เราเห็นความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างรัฐประหารกับการตั้งองค์กรตรวจสอบ กรณียิ่งลักษณ์กลับซับซ้อนกว่า และความซับซ้อนนี้เองเป็นสิ่งที่ควรเขียนให้ตรงกับข้อเท็จจริง
การไต่สวนของ ป.ป.ช.เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้เริ่มขึ้นหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ทั้งหมด ป.ป.ช.มีการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้วตั้งแต่เดือนมีนาคมและเมษายน 2557 ก่อนการรัฐประหาร
วันที่ 7 พฤษภาคม 2557 ยิ่งลักษณ์พ้นจากการรักษาการนายกรัฐมนตรีจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี ก่อนที่กองทัพจะยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคมของปีเดียวกัน
ดังนั้น การพูดว่า “คดียิ่งลักษณ์เป็นคดีที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้นทั้งหมด” จึงไม่ตรงกับลำดับข้อเท็จจริง แต่ในเวลาเดียวกัน กระบวนการจำนวนมากเกิดขึ้นต่อภายใต้โครงสร้างการเมืองหลังรัฐประหาร
ในคดีอาญา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2560 ลงโทษจำคุกยิ่งลักษณ์ 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดเกี่ยวกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว
ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งคือ ความรับผิดทางละเมิด รัฐบาลในยุค คสช.มีคำสั่งกระทรวงการคลังเมื่อปี 2559 เรียกให้ยิ่งลักษณ์ชดใช้ประมาณ 35,717 ล้านบาท และในช่วงเดียวกัน หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจออกคำสั่งที่ 56/2559 เพื่อกำหนดกลไกเกี่ยวกับการบังคับทางปกครองต่อผู้ที่ถูกสั่งให้รับผิดในโครงการสินค้าเกษตร
ฝ่ายรัฐบาลในขณะนั้นชี้แจงว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ได้เป็นคำสั่งให้ยึดทรัพย์ยิ่งลักษณ์โดยตรง แต่เปิดทางให้กรมบังคับคดีดำเนินการเมื่อมีคำสั่งทางปกครองตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่แล้ว
หลายปีต่อมา กระบวนการศาลปกครองก็แสดงให้เห็นว่าคำสั่งของฝ่ายบริหารไม่ได้อยู่เหนือการตรวจสอบ
ปี 2564 ศาลปกครองกลางเพิกถอนคำสั่งเรียกค่าเสียหาย 35,000 กว่าล้านบาทดังกล่าว ต่อมาเมื่อ 22 พฤษภาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยให้ยิ่งลักษณ์รับผิดเฉพาะส่วนหนึ่งของความเสียหายจากการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ เป็นเงินประมาณ 10,028 ล้านบาท และล่าสุดวันที่ 23 กันยายน 2569 ศาลไม่รับคำขอพิจารณาคดีนั้นใหม่
ในขณะที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์พยายามใช้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลัง ทั้งราคาข้าวคงเหลือที่สามารถระบายได้สูงกว่าที่เคยประเมิน และเอกสารของกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับผู้รับผิดในความเสียหายจากการขายข้าว G2G เพื่อโต้แย้งฐานการคำนวณความเสียหายเดิม แต่ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า หลักฐานที่นำมายื่นไม่เข้าเงื่อนไขเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่เพียงพอให้เปิดคดีอีกครั้ง
ลำดับเหตุการณ์เหล่านี้มีความสำคัญ เพราะมันเตือนเราว่า ภาพความจริงไม่ได้มีเพียงสองแบบคือ “รัฐกลั่นแกล้งทั้งหมด” กับ “กระบวนการทุกอย่างไม่มีปัญหา” ในบางเรื่อง ศาลได้เข้าไปตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงผลของคำสั่งฝ่ายบริหารแล้ว
แต่คำถามเชิงโครงสร้างก็ยังคงอยู่
ระบบยุติธรรมของเรามีกลไกเพียงพอหรือยังสำหรับการตรวจสอบคดีทางการเมือง ที่กระบวนการส่วนหนึ่งเกิดขึ้นภายใต้ระบอบรัฐประหารหรืออำนาจพิเศษ?
ถ้าจะทบทวน
ต้องไม่ใช่นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง
นี่อาจเป็นจุดที่การถกเถียงเรื่องทักษิณและยิ่งลักษณ์มักติดกับดัก เพราะเมื่อมีผู้เสนอให้ “คืนความเป็นธรรม” ฝ่ายหนึ่งอาจเข้าใจทันทีว่าจะล้างผิดให้สองอดีตนายกรัฐมนตรี ขณะที่อีกฝ่ายอาจตอบทันทีว่า คำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เรื่องควรจบลง
แต่ระหว่างสองขั้วนี้ยังมีทางเลือกที่สาม คือการสร้างระบบทบทวนกระบวนการอย่างเป็นอิสระโดยไม่กำหนดผลล่วงหน้า
ระบบดังกล่าวอาจเริ่มด้วยการคัดกรองคดีที่มีองค์ประกอบพิเศษ เช่น คดีซึ่งเริ่มจากองค์กรที่ตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร คดีซึ่งใช้อำนาจตามประกาศหรือคำสั่งพิเศษ หรือคดีที่มีข้อสงสัยอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับสิทธิ์ในการต่อสู้คดีและความเป็นอิสระของกระบวนการ
จากนั้นจึงตรวจสอบเป็นรายกรณีว่า พยานหลักฐานสำคัญยังน่าเชื่อถือหรือไม่ มีพยานหลักฐานใหม่ที่อาจเปลี่ยนข้อเท็จจริงหรือไม่ จำเลยได้รับโอกาสต่อสู้คดีอย่างเพียงพอหรือไม่ มีการใช้อำนาจพิเศษของฝ่ายรัฐเข้าไปเปลี่ยนกระบวนการปกติหรือไม่ และโทษหรือมาตรการทางทรัพย์สินได้สัดส่วนกับความรับผิดที่พิสูจน์ได้หรือไม่
หากตรวจสอบแล้วพบว่า กระบวนการเป็นธรรมและหลักฐานหนักแน่น ก็ยืนยันผลเดิม
หากพบข้อบกพร่องร้ายแรง ก็ควรเปิดทางให้รื้อฟื้นหรือแก้ไขตามกฎหมาย
หลักการนี้จึงไม่ต้องตั้งสมมุติฐานว่าทักษิณหรือยิ่งลักษณ์บริสุทธิ์ และไม่ต้องตั้งสมมุติฐานว่าคณะรัฐประหารทำให้ทุกคดีที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารเป็นโมฆะ
สิ่งเดียวที่ต้องยืนยันคือ ไม่มีอำนาจใดควรทำให้กระบวนการยุติธรรมพ้นจากการตรวจสอบเพียงเพราะเวลาผ่านไป จาก “คดีชินวัตร” สู่คำถามเรื่องความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน
ในทางวิชาการ ปัญหานี้สามารถมองผ่านแนวคิด ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน หรือ transitional justice สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติอธิบายองค์ประกอบสำคัญของแนวคิดนี้ไว้ทั้งการค้นหาความจริง ความยุติธรรม การเยียวยา หลักประกันไม่ให้เกิดซ้ำ และในพัฒนาการระยะหลัง รวมถึงความทรงจำของสังคมด้วย หัวใจของมันไม่ใช่การถามเพียงว่า “ใครควรติดคุก” แต่คือการถามว่า เมื่อสังคมผ่านช่วงเวลาที่สถาบันปกติถูกทำลายหรือแทรกแซง เราจะสร้างความไว้วางใจต่อกติกากลับมาอย่างไร
ในบริบทไทย การใช้กรณีทักษิณและยิ่งลักษณ์เป็นจุดเริ่มต้นจึงมีประโยชน์ ไม่ใช่เพราะสองคนนี้สมควรได้รับอภิสิทธิ์พิเศษเหนือประชาชนคนอื่น แต่ตรงกันข้าม เพราะหลักการใดก็ตามที่นำมาใช้กับพวกเขาควรสามารถใช้กับทุกคนได้
ถ้าเรายอมรับว่าคดีที่เกิดขึ้นจากสภาวะอำนาจพิเศษควรถูกตรวจสอบได้ หลักดังกล่าวก็ต้องครอบคลุมผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองคนอื่นด้วย ผู้ชุมนุม นักกิจกรรม ข้าราชการ ประชาชน หรือแม้แต่ฝ่ายการเมืองที่เราไม่เห็นด้วย
ความยุติธรรมจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันไม่เปลี่ยนมาตรฐานไปตามว่า วันนี้ใครเป็นฝ่ายรัฐบาลและใครเป็นฝ่ายค้าน
เมื่อประวัติศาสตร์เปลี่ยนข้าง
ในที่สุด ประเด็นเรื่องทักษิณและยิ่งลักษณ์อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของสองพี่น้องหรือครอบครัวการเมืองหนึ่ง มันคือบททดสอบว่า สังคมไทยมอง “คำตัดสินของอดีต” อย่างไร เราจะถือว่าทุกสิ่งที่ถูกทำให้ถูกต้องตามกฎหมายในยุคหนึ่งย่อมถูกต้องตลอดกาลหรือไม่
หรือเราจะยอมรับว่า กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสถาบันของรัฐเองก็เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และเพราะมนุษย์สร้าง มันจึงควรถูกตรวจสอบและแก้ไขได้เมื่อมีเหตุผลและหลักฐานเพียงพอ
การกลับไปทบทวนคดีทักษิณหรือยิ่งลักษณ์จึงไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “จะช่วยสองคนนี้อย่างไร”
แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “หลังการรัฐประหาร สังคมประชาธิปไตยควรจัดการกับมรดกทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของยุคนั้นอย่างไร?”
หากคำตอบคือการไม่แตะต้องอะไรเลย เราก็กำลังยอมรับโดยปริยายว่า เมื่อผู้ยึดอำนาจสร้างกติกาและกระบวนการขึ้นมาแล้ว คนรุ่นหลังมีหน้าที่เพียงรับช่วงผลของมันต่อไป
แต่หากคำตอบคือการรื้อทุกอย่างเพียงเพราะเกิดขึ้นหลังรัฐประหาร เราก็เสี่ยงสร้างความอยุติธรรมรูปแบบใหม่เช่นกัน
สิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วคือ การตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ โปร่งใส มีหลักเกณฑ์ และไม่กำหนดคำตอบไว้ล่วงหน้า
บางคดีอาจลงท้ายด้วยการยืนยันว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดจริง
บางคดีอาจพบว่ากระบวนการมีปัญหา
บางคดีอาจต้องรื้อฟื้น
บางคดีอาจไม่เข้าเงื่อนไขให้เปิดใหม่เลย
นั่นคือธรรมชาติของกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของมัน เพราะหลักนิติรัฐไม่ได้หมายความเพียงว่า เมื่อศาลตัดสินแล้วทุกคนต้องเคารพคำพิพากษา
หลักนิติรัฐยังหมายความด้วยว่า รัฐต้องมีกลไกสำหรับแก้ไขความผิดพลาดของตนเอง หากวันหนึ่งปรากฏข้อเท็จจริงหรือหลักฐานว่ากระบวนการในอดีตมีปัญหา
การคืนความเป็นธรรมจึงไม่ใช่การประกาศว่าทักษิณหรือยิ่งลักษณ์ไม่เคยทำผิด และไม่ใช่การเขียนประวัติศาสตร์ใหม่เพื่อเปลี่ยนผู้แพ้ให้เป็นผู้ชนะ
มันคือการยืนยันหลักการง่ายๆ ว่า ไม่มีใครควรถูกตัดสินเพราะเป็นฝ่ายแพ้ทางการเมือง เช่นเดียวกับไม่มีใครควรพ้นจากความรับผิดเพียงเพราะเป็นฝ่ายชนะทางการเมือง
เมื่อประวัติศาสตร์เปลี่ยนข้าง สิ่งที่สังคมประชาธิปไตยควรทำจึงไม่ใช่เปลี่ยนฝ่ายที่ถือปากกา แต่คือการวางปากกาลงบนโต๊ะ เปิดเอกสาร เปิดหลักฐาน เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายพูด และปล่อยให้ข้อเท็จจริงได้รับการตรวจสอบอีกครั้งอย่างเป็นธรรม
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การคืนความเป็นธรรมให้คนในอดีตไม่ได้มีไว้เพื่อเปลี่ยนอดีต
แต่เพื่อสร้างหลักประกันว่า อนาคตจะไม่ยอมให้อำนาจทางการเมือง ไม่ว่าจะอยู่ในมือของใคร อยู่เหนือการตรวจสอบอีกต่อไป
