| สุจิตต์ วงษ์เทศ
คนไทยทุกวันนี้มีความเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิดที่รับจากอินเดียทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ ว่าเมื่อคนตายไปก็จุติทันที แล้วเกิดใหม่โดยไม่รู้ว่าเป็นคนหรือเป็นอะไร? ที่ไหน? เมื่อไร?
โลกหลังความตายของคนเมื่อหลายพันปีมาแล้วต่างจากคนปัจจุบัน เพราะคนในไทยและอุษาคเนย์สมัยนั้น มี “วัฒนธรรมร่วม” ด้วยความเชื่อเกี่ยวกับเกิด-ตายอย่างเดียวกันดังนี้
เกิด เมื่อคนคลอดจากครรภ์มารดา คือการตายของคนนั้นจากท้องแม่ไปอยู่ใน “โลกของคน”
ตาย เมื่อคนตาย ส่วนขวัญไม่ตาย ไปอยู่ใน “โลกของผี” แล้วคืนสู่ครรภ์มารดา คือการเกิดใหม่อีกครั้งในท้องแม่ เป็นเหตุให้มีพิธีกรรมเซ่นผีด้วยข้าวปลาอาหารและของกินอื่นๆ เพราะเชื่อว่าผู้ตายยังมีวิถีปกติเหมือนเมื่อไม่ตาย เพียงแต่อยู่ต่างมิติ
[แนวคิดที่ยกมา ตามหลักฐานจากพิธีศพของชาวจาม (พูดภาษาตระกูลชวา-มลายู ในเวียดนาม) โดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (คอลัมน์ On History ใน มติชนสุดสัปดาห์ ประจำวันที่ 24-30 ตุลาคม 2568 หน้า 71)]

[พบในแหล่งโบราณคดีเขตทุ่งกุลาร้องไห้ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด (ภาพจากหนังสือ ศิลปวัฒนธรรมไทย กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2557 หน้า 44)]

[ภาพลายเส้นจากบทความ 2 เรื่อง ของ สุกัญญา เบาเนิด (กรมศิลปากร) พิมพ์ในหนังสือ ทุ่งกุลา “อาณาจักรเกลือ” 2,500 ปี จากยุคแรกเริ่มล้าหลัง ถึงยุคมั่งคั่งข้าวหอม สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2546 หน้า 207-299]
คนเกิดจากน้ำเต้า
คนเมื่อหลายพันปีมาแล้วมีความเชื่อตามเรื่องเล่าเก่าแก่ว่าคนเกิดจากน้ำเต้า เหตุจากรูปร่างของผลน้ำเต้าเหมือนท้องของแม่ที่มีลูกมากราวเมล็ดน้ำเต้า ดังนั้น เมื่อคนตายไปจึงเอากระดูกศพใส่ภาชนะดินเผารูปน้ำเต้าแล้วฝังดิน เสมือนคนที่ตายแล้วคืนสู่ครรภ์มารดา
น้ำเต้าในธรรมชาติมีรูปทรงหลายอย่าง แต่ที่รู้จักมากมี 2 อย่าง คือทรงกลมและทรงยาว เป็นเหตุให้คนเมื่อหลายพันปีมาแล้วทำภาชนะดินเผา 2 แบบ คือทรงกลมและทรงยาว ซึ่งนักโบราณคดี (กรมศิลปากร) ขุดพบหลักฐานเป็นภาชนะดินเผา 2 แบบ อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ (บ้านเมืองบัว อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด)
(1.) ภาชนะดินเผาทรงกลม มีก้นกลม (เหมือนน้ำเต้าทรงกลม) ใส่กระดูกคนตายฝังดิน หรือฝังดินรวมกับศพเป็นเครื่องใช้ใน “โลกของผี”
ภาชนะดินเผาก้นกลม เรียก “หม้อดิน” พบมากที่สุดตามแหล่งโบราณคดี และใช้สืบเนื่องจนปัจจุบัน ที่ชาวบ้านใส่อัฐิคนตายแล้วห่อด้วยผ้าขาวเอาไปฝากศาลาวัดไว้สำหรับทำบุญชักบังสุกุลตอนสงกรานต์
(2.) ภาชนะดินเผาทรงยาว (เหมือนน้ำเต้าทรงยาว) นักโบราณคดีเรียก “แค็ปซูล” ใส่กระดูกคนตายฝังดิน (ไม่พบทั่วไป) พบมากบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ (ลุ่มน้ำมูล) ในอีสานจึงจัดเฉพาะเป็น “วัฒนธรรมทุ่งกุลา”
ภาชนะดินเผา “แค็ปซูล” เหมือนน้ำเต้าทรงยาว มีลักษณะรูปทรงสำคัญแบบเดียวกับโกศ (บรรจุอัฐิ) ของคนปัจจุบัน

[จินตนาการจากหลุมเสาที่ขุดพบในแหล่งโบราณคดีบ้านหนองแช่เสา ต.หินกอง อ.เมืองฯ จ.ราชบุรี ภาพจาก Sorensen, P. “Archaeology in Thailand: Prehistoric through the Neolithic Age,” in Sawaddi, (July-August 21: 1972) อ้างใน ลักษณะไทย เล่ม 1 : ภูมิหลัง ภาค 2 ชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดย พิสิฐ เจริญวงศ์]

ท้องของแม่
พิธีฝังศพของคนหลายพันปีมาแล้ว แสดงสัญลักษณ์ของการปฏิสนธิในครรภ์มารดา ดังนี้
(1.) ขุดดินฝังศพในหลุม แล้วสร้างเรือนจำลองคร่อมหลุมฝังศพ (ต่อมาเรียกเฮือนเฮ่ว, เฮือนแฮ้ว)
(2.) เรือนจำลองคร่อมหลุมฝังศพ มีหลังคาโค้งเหมือนท้องของแม่ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าศพในหลุมคือทารกมีร่างกายเกิดใหม่ในครรภ์มารดา
(3.) ในเรือนจำลองมีอวัยวะเพศชาย (ทำจากไม้) ตั้งไว้ เป็นสัญลักษณ์ของการร่วมเพศ โดยอวัยวะเพศชายสอดใส่เข้ามดลูกของแม่
เรือนจำลองคร่อมหลุมศพมีหลังคาโค้งเหมือนท้องแม่ ได้จากเรือนจริงซึ่งเป็นที่อยู่ของคนหลายพันปีมาแล้วสืบเนื่องถึงปัจจุบัน พบทั่วไปในชุมชนผู้ไทที่เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) ในเวียดนาม และผู้ไท (โซ่ง) ในประเทศไทย
เรือนผู้ไทโดยทั่วไปเชื่อตามสามัญสำนึกของคนปัจจุบันว่ามีหลังคาเหมือนกระดองเต่า แต่เมื่อพบความเชื่อของชาวจามที่สืบเนื่องหลายพันปีมาแล้ว ทำให้น่าเชื่อว่าหลังคาโค้งเหมือนท้องแม่ โดยคนมีชีวิตใต้หลังคาเรือนเหมือนอยู่ในความคุ้มครองของแม่ตลอดเวลา
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
