bg-single

คืนสู่ครรภ์มารดา โลกหลังความตาย

09.11.2025

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

คนไทยทุกวันนี้มีความเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิดที่รับจากอินเดียทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ ว่าเมื่อคนตายไปก็จุติทันที แล้วเกิดใหม่โดยไม่รู้ว่าเป็นคนหรือเป็นอะไร? ที่ไหน? เมื่อไร?

โลกหลังความตายของคนเมื่อหลายพันปีมาแล้วต่างจากคนปัจจุบัน เพราะคนในไทยและอุษาคเนย์สมัยนั้น มี “วัฒนธรรมร่วม” ด้วยความเชื่อเกี่ยวกับเกิด-ตายอย่างเดียวกันดังนี้

เกิด เมื่อคนคลอดจากครรภ์มารดา คือการตายของคนนั้นจากท้องแม่ไปอยู่ใน “โลกของคน”

ตาย เมื่อคนตาย ส่วนขวัญไม่ตาย ไปอยู่ใน “โลกของผี” แล้วคืนสู่ครรภ์มารดา คือการเกิดใหม่อีกครั้งในท้องแม่ เป็นเหตุให้มีพิธีกรรมเซ่นผีด้วยข้าวปลาอาหารและของกินอื่นๆ เพราะเชื่อว่าผู้ตายยังมีวิถีปกติเหมือนเมื่อไม่ตาย เพียงแต่อยู่ต่างมิติ

[แนวคิดที่ยกมา ตามหลักฐานจากพิธีศพของชาวจาม (พูดภาษาตระกูลชวา-มลายู ในเวียดนาม) โดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (คอลัมน์ On History ใน มติชนสุดสัปดาห์ ประจำวันที่ 24-30 ตุลาคม 2568 หน้า 71)]

ภาชนะดินเผามีฝา และมีเอวคอดคล้ายผลน้ำเต้า บรรจุกระดูกมนุษย์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว
[พบในแหล่งโบราณคดีเขตทุ่งกุลาร้องไห้ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด (ภาพจากหนังสือ ศิลปวัฒนธรรมไทย กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2557 หน้า 44)]
ภาชนะดินเผาแบบต่างๆ ทั้งแบบทรงกลมและแบบทรงยาว “แค็ปซูล” บรรจุกระดูกคนตาย เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว (ขุดพบบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด) ซึ่งเป็นต้นแบบของโกศสมัยหลังสืบจนปัจจุบัน
[ภาพลายเส้นจากบทความ 2 เรื่อง ของ สุกัญญา เบาเนิด (กรมศิลปากร) พิมพ์ในหนังสือ ทุ่งกุลา “อาณาจักรเกลือ” 2,500 ปี จากยุคแรกเริ่มล้าหลัง ถึงยุคมั่งคั่งข้าวหอม สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2546 หน้า 207-299]

คนเกิดจากน้ำเต้า

คนเมื่อหลายพันปีมาแล้วมีความเชื่อตามเรื่องเล่าเก่าแก่ว่าคนเกิดจากน้ำเต้า เหตุจากรูปร่างของผลน้ำเต้าเหมือนท้องของแม่ที่มีลูกมากราวเมล็ดน้ำเต้า ดังนั้น เมื่อคนตายไปจึงเอากระดูกศพใส่ภาชนะดินเผารูปน้ำเต้าแล้วฝังดิน เสมือนคนที่ตายแล้วคืนสู่ครรภ์มารดา

น้ำเต้าในธรรมชาติมีรูปทรงหลายอย่าง แต่ที่รู้จักมากมี 2 อย่าง คือทรงกลมและทรงยาว เป็นเหตุให้คนเมื่อหลายพันปีมาแล้วทำภาชนะดินเผา 2 แบบ คือทรงกลมและทรงยาว ซึ่งนักโบราณคดี (กรมศิลปากร) ขุดพบหลักฐานเป็นภาชนะดินเผา 2 แบบ อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ (บ้านเมืองบัว อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด)

(1.) ภาชนะดินเผาทรงกลม มีก้นกลม (เหมือนน้ำเต้าทรงกลม) ใส่กระดูกคนตายฝังดิน หรือฝังดินรวมกับศพเป็นเครื่องใช้ใน “โลกของผี”

ภาชนะดินเผาก้นกลม เรียก “หม้อดิน” พบมากที่สุดตามแหล่งโบราณคดี และใช้สืบเนื่องจนปัจจุบัน ที่ชาวบ้านใส่อัฐิคนตายแล้วห่อด้วยผ้าขาวเอาไปฝากศาลาวัดไว้สำหรับทำบุญชักบังสุกุลตอนสงกรานต์

(2.) ภาชนะดินเผาทรงยาว (เหมือนน้ำเต้าทรงยาว) นักโบราณคดีเรียก “แค็ปซูล” ใส่กระดูกคนตายฝังดิน (ไม่พบทั่วไป) พบมากบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ (ลุ่มน้ำมูล) ในอีสานจึงจัดเฉพาะเป็น “วัฒนธรรมทุ่งกุลา”

ภาชนะดินเผา “แค็ปซูล” เหมือนน้ำเต้าทรงยาว มีลักษณะรูปทรงสำคัญแบบเดียวกับโกศ (บรรจุอัฐิ) ของคนปัจจุบัน

เรือน “หลังคาโค้งเหมือนครรภ์มารดา” ของชุมชนยุคแรกๆ ราว 2,500 ปีมาแล้ว
[จินตนาการจากหลุมเสาที่ขุดพบในแหล่งโบราณคดีบ้านหนองแช่เสา ต.หินกอง อ.เมืองฯ จ.ราชบุรี ภาพจาก Sorensen, P. “Archaeology in Thailand: Prehistoric through the Neolithic Age,” in Sawaddi, (July-August 21: 1972) อ้างใน ลักษณะไทย เล่ม 1 : ภูมิหลัง ภาค 2 ชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดย พิสิฐ เจริญวงศ์]

เรือนไทดำหลังคาโค้งเหมือนครรภ์มารดา ต.หนองปรง อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี (ภาพจาก https://travel.trueid.net/detail/WMoAjb3BJmK)

ท้องของแม่

พิธีฝังศพของคนหลายพันปีมาแล้ว แสดงสัญลักษณ์ของการปฏิสนธิในครรภ์มารดา ดังนี้

(1.) ขุดดินฝังศพในหลุม แล้วสร้างเรือนจำลองคร่อมหลุมฝังศพ (ต่อมาเรียกเฮือนเฮ่ว, เฮือนแฮ้ว)

(2.) เรือนจำลองคร่อมหลุมฝังศพ มีหลังคาโค้งเหมือนท้องของแม่ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าศพในหลุมคือทารกมีร่างกายเกิดใหม่ในครรภ์มารดา

(3.) ในเรือนจำลองมีอวัยวะเพศชาย (ทำจากไม้) ตั้งไว้ เป็นสัญลักษณ์ของการร่วมเพศ โดยอวัยวะเพศชายสอดใส่เข้ามดลูกของแม่

เรือนจำลองคร่อมหลุมศพมีหลังคาโค้งเหมือนท้องแม่ ได้จากเรือนจริงซึ่งเป็นที่อยู่ของคนหลายพันปีมาแล้วสืบเนื่องถึงปัจจุบัน พบทั่วไปในชุมชนผู้ไทที่เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) ในเวียดนาม และผู้ไท (โซ่ง) ในประเทศไทย

เรือนผู้ไทโดยทั่วไปเชื่อตามสามัญสำนึกของคนปัจจุบันว่ามีหลังคาเหมือนกระดองเต่า แต่เมื่อพบความเชื่อของชาวจามที่สืบเนื่องหลายพันปีมาแล้ว ทำให้น่าเชื่อว่าหลังคาโค้งเหมือนท้องแม่ โดยคนมีชีวิตใต้หลังคาเรือนเหมือนอยู่ในความคุ้มครองของแม่ตลอดเวลา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’